รัสเซีย ยูเครน : 100 วันแห่งความมืดมนและความหวังในกรุงเคียฟ

ที่มาของภาพ, Getty Images
เจมส์ วอเตอร์เฮาส์
บีบีซีนิวส์, กรุงเคียฟ
ในตอนแรก กรุงเคียฟดูไม่ใช่เมืองหลวงที่กำลังเตรียมการเพื่อรับมือกับทหารรัสเซีย 1.5 แสนนายที่จะบุกเข้ามาในเขตแดนของยูเครน
หลังจากเดินทางมาถึงกรุงเคียฟในเดือน ม.ค. ผมสามารถหาซื้อเนื้อสัตว์และผักได้ทุกประเภทในซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้ที่พัก เบียร์ก็มีให้เลือกซื้อ
เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงคราม คำตอบที่ได้ยินบ่อยที่สุดตอนนั้นคือ "มันเป็นแค่การขู่ให้กลัวเท่านั้น" หรือไม่ก็ "เราอยู่ในภาวะสงครามอยู่แล้ว"
5 สัปดาห์ต่อมา เหตุการณ์ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง บางฝ่ายในประเทศตะวันตกคาดว่ากรุงเคียฟจะถูกเข้ายึดภายใน 72 ชั่วโมง
นี่คือสิ่งที่เมืองหลวงแห่งนี้เผชิญในช่วง 100 วันที่ผ่านมา
วันที่ 24 ก.พ. เริ่มมีเสียงการโจมตีทางอากาศอย่างสม่ำเสมอ มีเครื่องบินเจ็ตบินต่ำไปมาอยู่เหนือหัว และกลุ่มควันดำปรากฏขึ้นที่ปลายขอบฟ้า
และก็มีเสียงไซเรนที่จะไม่ได้ดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย

จู่ ๆ เมืองหลวงโบราณนี้ก็ตกอยู่ในภาวะสงคราม การจราจรบนทางหลวงเส้นต่าง ๆ ที่มุ่งหน้าออกจากกรุงเคียฟติดขัดเพราะผู้คนพยายามจะหนีกองทัพรัสเซียที่รุกคืบเข้ามา
มีคนไปต่อคิวทั้งที่ตู้เอทีเอ็ม และสำนักงานรับสมัครทหารรักษาดินแดน พวกเขาแสดงบัตรประจำตัวให้เจ้าหน้าที่ดูและก็ได้ปลอกแขนสีเหลืองพร้อมกับอาวุธกลับมา

ก่อนเที่ยงวันนั้น ประธานาธิบดีโวโรดีมีร์ เซเลนสกี ทวีตข้อความว่า จะให้อาวุธใครก็ตามที่พร้อมจะต่อสู้เพื่อปกป้องยูเครน
จากหลุมหลบระเบิดที่เราอยู่ คนติดตามสถานการณ์ผ่านแอปพลิเคชันสื่อสารอย่างเทเลแกรม ขณะที่ทหารพลร่มรัสเซียพยายามเข้ายึดสนามบินฮอสโตเมลทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเคียฟ
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์

เกิดการต่อสู้รุนแรงและบริเวณดังกล่าวก็กลายเป็นแนวรบแห่งใหม่ ในช่วงหลายสัปดาห์ต่อมา รัสเซียหันไปใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลขึ้นในการยิงโจมตีบริเวณต่าง ๆ ในเมือง แม้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของกรุงเคียฟจะมีประสิทธิภาพแต่ก็มีตึกที่อยู่อาศัยที่โดนโจมตีอยู่เป็นประจำ
ในเวลาต่อมี ประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งในเมืองที่มีประชากรทั้งหมด 4 ล้านคน ได้อพยพออกจากเมืองหลวงแห่งนี้ไป จากสถิติโดยสหประชาชาติ มีชาวยูเครนเกือบ 15 ล้านคนที่ต้องอพยพย้ายถิ่น

ที่มาของภาพ, Getty Images
กรุงเคียฟได้รับความเสียหายมากขึ้นเรื่อย ๆ ในเดือน มึ.ค. การโจมตีรุนแรงทำให้ห้างสรรพสินค้าเรโทรวิลล์ (Retroville) ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองพังราบเป็นหน้ากลอง
ขณะที่การสู้รบของสองฝ่ายดำเนินต่อไป คนหลายพันต้องติดอยู่ในเมืองรอบข้างอย่างเอียร์ปินและบูชา

ในเวลาต่อมา การประกาศหยุดยิงชั่วคราวเปิดทางให้หลายคนเดินทางไปยังสถานีรถไฟกรุงเคียฟได้ โดยคนส่วนใหญ่เลือกเดินทางไปเมืองลวิฟซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศ
และแล้วเหตุการณ์ก็เริ่มดีขึ้นในเดือน เม.ย.

ที่มาของภาพ, Getty Images
หลังรัสเซียถอยทัพ กรุงเคียฟก็เริ่มกลับสู่สภาวะปกติในระดับหนึ่ง เราเริ่มเห็นรอยยิ้มของผู้คนแทนที่ความรู้สึกหวาดกลัวและโกรธเกรี้ยว เมนูในร้านอาหารมีตัวเลือกเพิ่มมากขึ้น
แม้ว่าจะมีความหวาดกลัวอยู่บ้างแต่เคียฟไม่ได้โดนยึดครองเหมือนมาริอูโปลและเซเวโรโดเนตสก์
แต่ความสงบก็มาพร้อมกับร่องรอยหลักฐานการก่ออาชญากรรมสงครามที่ทหารรัสเซียทิ้งไว้เบื้องหลัง ที่เมืองโบโรดยานกา ซึ่งห่างจากเคียฟไปไม่ไกล ไม่มีตึกไหนที่ไม่ได้รับความเสียหายเลย
ตำรวจยูเครนพบศพทหารและพลเรือนหลายร้อยรายในหลุมศพที่ขุดตื้น ๆ และก็ยังพบศพเพิ่มอยู่เรื่อย ๆ
ทางการรัสเซียปฏิเสธมาตลอดว่าไม่ได้ก่ออาชญากรรมสงครามและบอกว่าหลักฐานที่ยูเครนอ้างเป็น "ของปลอม" อย่างไรก็ดี ความเสียหายรอบกรุงเคียฟที่เราเห็นกันอยู่ไม่ใช่ "ของปลอม" เลย
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา กรุงเคียฟกลับสู่สภาวะปกติที่สุดเท่าที่เคยเป็นม าแม้ตอนกลางคืนจะยังเงียบสงัดและยังมีมาตรการเคอร์ฟิวตั้งแต่ 5 ทุ่มเป็นต้นไป

ที่มาของภาพ, Getty Images
ตอนนี้พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ในเคียฟกลับมาเปิดให้บริการแล้ว และจราจรก็กลับมาติดขัดอีกครั้ง
ทางการเชื่อว่าตอนนี้มีจำนวนประชากรกลับมาอยู่ในเคียฟคิดเป็น 2 ใน 3 ของที่มีทั้งหมดในตอนแรก มีคนไปสวนสาธารณะ โรงละคร และใช้บริการรถไฟใต้ดิน มากกว่าเดิม
แม้ยังไม่แน่ชัดว่ากองทัพรัสเซียจะพยายามมาเข้ายึดเมืองหลวงแห่งนี้อีกหรือไม่ ผู้คนในเมืองนี้ดูมุ่งมั่นที่จะเยียวยารักษาตัวเอง
ยังไม่แน่ชัดเลยว่า 100 วันต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่การพยายามกลับสู่สภาวะปกติเป็นทั้งเรื่องสำคัญและวิธีการรับมือกับวิกฤตของคนที่นี่









