เกาหลีเหนือ : จากทักทายกลายเป็นปรปักษ์ สถานการณ์ขณะนี้อันตรายแค่ไหน

- Author, โดย จีน แม็กเคนซี
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำโซล
คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ กลับมาสั่งทดสอบขีปนาวุธอีกครั้งอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางการเตรียมการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนใหม่
ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีกลับมาระอุอีกครั้ง หลังความชะงักงันในรอบหลายปี และการเจรจาอาวุธนิวเคลียร์ที่ล้มเหลว
"ฉันคิดว่าจะพกขวานมาด้วยดีไหม แต่ก็คิดว่าคงจะหนักเกินแบกไหว เลยมาจับมีดแทน"
เจนกำลงนั่งอยู่ในบาร์แสงสลัวแห่งหนึ่ง ขณะที่เธอย้อนความทรงจำกลับไปยังแผนหนีเอาตัวรอดของเธอและครอบครัว ในฐานะชาวเกาหลีใต้ที่อาศัยอยู่ในกรุงโซล เธอรู้แจ้งว่าต้องทำอย่างไรหากเกาหลีเหนือตัดสินใจโจมตีบ้านเกิดของเธอขึ้นมาจริง ๆ
แผนการเริ่มต้นด้วยการเลือกอาวุธ ก่อนจะตามมาด้วยจักรยานยนต์สองคันเพื่อใช้หลบหนี หนึ่งคันสำหรับเธอ อีกคันสำหรับน้องชาย พ่อแม่จะซ้อนรถจักรยานยนต์ของเธอและน้องคนละคัน นั่นเป็นทางที่พวกเขาจะข้ามแม่น้ำได้เร็วที่สุดก่อนฝั่งเกาหลีเหนือจะหันมาทิ้งระเบิดใส่สะพาน และเธอหวังว่าแผนหนีนี้จะช่วยให้ทั้งครอบครัวเดินทางไปถึงชายฝั่งก่อนท่าเรือจะถูกทำลาย
เย็นวันหนึ่งเธอและน้องชายนั่งลงก่อนจะเริ่มวางแผนเส้นทางหนี ทั้งคู่ตกลงว่าจะผูกริบบิ้นไว้ตามต้นไม้หากพลัดหลงกัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
เรื่องราวในวันนั้นผ่านมาแล้ว 5 ปี ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธอย่างจริงจัง ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว อาวุธเหล่านี้มีอานุภาพในการยิงไปยังสหรัฐอเมริกาได้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯในขณะนั้น ก็ตอบกลับแบบตาต่อตาฟันต่อฟันเช่นกัน
เจนยอมรับว่าสถานการณ์ตอนนั้นทำให้เธอวิตกกว่าอะไรแทบทั้งหมด แต่นี่คือช่วงเวลาที่ชาวเกาหลีใต้จำนวนมากรู้สึกใกล้เคียงกับสภาวะสงครามกับเกาหลีเหนือที่จบไปตั้งแต่ 7 ทศวรรษที่แล้ว
ทว่าสิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อ มุน แจ-อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนใหม่ในช่วงเวลานั้น สามารถเกลี้ยกล่อมให้โดนัลด์ ทรัมป์ เข้านั่งเจรจากับ คิม จอง-อึน ได้ นั่นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้นำสหรัฐฯ ได้พบกับผู้นำจากเกาหลีเหนือ
การประชุมระดับสูงเกิดขึ้นตามมาอีกหลายครั้ง จนหลายฝ่ายมีความหวังว่า ในที่สุดเกาหลีเหนืออาจจะล้มเลิกความคิดเรื่องชีปนาวุธ และปรองดองกับเกาหลีใต้ได้ในที่สุด

ที่มาของภาพ, Getty Images
ความตื่นเต้นก่อตัวขึ้นเมื่อประธานาธิดีมุน แจ-อิน บุตรชายของผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือเดินทางไปถึงกรุงเปียงยางและก้าวออกยังสนามกีฬาที่อัดแน่นไปด้วยผู้คน
ศ.มุน ชัง-อิน ที่ปรึกษาประธานาธิบดีในขณะนั้น อธิบายบรรยากาศว่าผู้คนไม่รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไร พวกเขาถูกบอกว่าชายคนนี้คือศัตรู แต่แล้วเขาคนนี้กลับมายืนอยู่บนแผ่นดินเกาหลีเหนือ หยิบยื่นสันติภาพให้
ทันได้นั้นชาวเกาหลีเหนือราว 150,000 คน ลุกขึ้นปรบมืออย่างกึกก้อง
"มันเป็นเรื่องสุดยอดที่ได้เห็นเหตุการณ์นั้น ผมขนลุกไปหมด" ศ.มุน ชัง-อิน เล่า

ที่มาของภาพ, Getty Images
แต่เมื่อประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ต้องลงจากตำแหน่งผู้นำ ความหวังในวันนั้นก็กลับขาดรุ่งริ่ง การเจรจานิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือล้มเหลวในปี 2019 ตามมาด้วยการเจรจาระหว่าง 2 ชาติเกาหลีที่ไม่ประสบผลสำเร็จ หนทางสู่ความสงบถูกผลักให้กลับไปอยู่ในทางตัน ตลอดเวลาที่ผ่านมาเกาหลีเหนือซุ่มพัฒนาขุมกำลังขีปนาวุธของตัวเอง ทั้งยังกลับมาทดสอบยิงขีปนาวุธบ่อยครั้งขึ้น ความแตกต่างสำหรับครั้งนี้คือโลกกำลังพุ่งความสนใจไปที่วิกฤตโรคระบาดและสงครามในยูเครน
เมื่อถามว่ารัฐบาลเกาหลีใต้ล้มเหลวหรือไม่ ศ.มุน ชัง-อิน ตอบอย่างปกป้องตัวเองว่า "ไม่ ผมไม่คิดแบบนั้น ที่ผ่านมามีสงครามไหม" เขาอธิบายเพิ่มว่ารัฐบาลของมุน แจ-อิน สามาถรัษาความสงบท่ามกลางวิกฤตความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้ ทั้งยังทำให้เห็นว่าข้อเสนอแบบไหนจะทำให้เกาหลีเหนือยอมเจรจาด้วย ปัญหาสำคัญในสายตาของ ศ.มุน ชัง-อิน คือผู้เจรจาจากฝั่งเกาหลีเหนือกลับบ้านมือเปล่าตลอด สิ่งนี้สร้างความอับอายอย่างมากให้กับประเทศ และนำไปสู่ความรู้สึกขุ่นเคืองที่ต้องได้รับการสะสางอย่างแทบจะทันที
ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ผู้นี้พยายามทำทุกอย่างเพื่อพาให้เกาหลีเหนือกลับเข้ามาสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้งจนถูกกล่าวหาว่าวางตัวเอาใจหนึ่งในเผด็จการที่โหดเหี้ยมที่สุดในโลก
"ตอนฉันเห็นรูปพวกนั้นที่พวกเขาคล้องแขนและหัวเราะร่วมกัน ฉันเสียวสันหลังไปหมด" ฮานนา ซง ย้อนความทรงจำของตัวเอง ขณะประจำการอยู่ที่บริษัทของตัวเองใจกลางกรุงโซล

ที่มาของภาพ, BBC/Hosu Lee
องค์กรของเธอที่ชื่อ ศูนย์ข้อมูลเพื่อสิทธิมนุษยชนของชาวเกาหลีเหนือ ตั้งขึ้นมาเพื่อรวบรวมข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเกาหลีเหนือซึ่งดำเนินงานมาแล้วกว่าสองทศวรรษ แต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาการทำงานพวกเขายากขึ้นอย่างมาก
เธออธิบายว่าประเด็นสิทธิมนุษยชนเป็นจุดอ่อนของคิม จอง-อึน แต่ประธานาธิบดีมุน แจ-อิน กลับเลือกที่จะละเลย ไม่พูดถึงเรื่องนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้คู่สนทนาไม่สบายใจ
ที่ผ่านมาองค์กรของฮานนาเข้าไปสัมภาษณ์ผู้หลบหนีออกจากเกาหลีเหนือที่เข้ามาอยู่ในศูนย์พักสำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ฮานนาวอน
คำให้การเหล่านี้ถือเป็นส่วนสำคัญในการเก็บข้อมูลว่าผู้หลบหนีเหล่านี้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอะไรบ้าง ทว่าเมื่อ 2 ปีที่แล้ว รัฐบาลเกาหลีใต้กลับไม่อนุญาตให้องค์กรของฮานนาเข้าไปเก็บข้อมูลได้อีกต่อไป ฮานนาได้รับข้อมูลว่าผู้หลบหนีในศูนย์ฯ ถูกกดดันไม่ให้พูดถึงประสบการณ์ของพวกเขาต่อสาธารณชน ขณะที่ผู้หลบหนีบางคนได้รับสายจากตำรวจท้องถิ่นพร้อมกับคำถามว่า "คุณคิดว่าเป็นเรื่องฉลาดที่จะทำเช่นนี้หรอ"
ขณะที่ฮานนาพยายามชี้แจงและตั้งคำถามกับแนวนโยบายของรัฐบาลว่า "คุณจะทำอย่างไรเมื่อมันหลักฐานมีช่องโหว่ แค่เพราะคุณไม่อยากทำให้คิม จอง-อึน รู้สึกขายหน้าต่อสังคมนานาชาติ" เธอแทบไม่ได้รับคำตอบอะไรกลับมา
"สิ่งที่เกิดขึ้นในยูเครนเป็นเรื่องเลวร้าย" ฮานนากล่าว "แต่อย่างน้อยที่สุดเราก็ได้รู้ [ความจริง]"

ที่มาของภาพ, KCNA
ประชาคมโลกแทบไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในดินแดนเกาหลีเหนือโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลประกาศปิดพรมแดนจากวิกฤตโรคระบาด ห้ามทั้งผู้คนไม่ให้เดินทางและข่าวสารไม่ให้รั่วไหล สิ่งที่ชัดเจนคือคิม จอง-อึน ยังเดินหน้าทดสอบขีปนาวุธต่อไปไม่ว่านานาชาติจะคว่ำบาตรเกาหลีเหนือมากแค่ไหน อาวุธทำลายล้างเหล่านี้ยิ่งมีประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้น เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เกาหลีเหนือเพิ่งทดสอบยิงขีปนาวุธระหว่างทวีปเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการประชุมสุดยอดที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2018 ขีปนาวุธลูกนั้นถูกยิงออกไปได้ไกลและนานกว่าการทดสอบครั้งก่อน
ทว่าช่วงเวลาแห่งการกอดและจับมือจบลงแล้ว เกาหลีใต้ได้ผู้นำคนใหม่ ประธานาธิบดีผู้พูดคุยด้วยได้ยากขึ้น ยุน ซอก-ยอล คืออดีตอัยการของเกาหลีใต้ที่ไร้ประสบการณ์ทางการเมือง
ในบทสัมภาษณ์ล่าสุดประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล เรียกเกาหลีเนือว่า "ศัตรูหลัก" ของเกาหลีใต้ ทั้งยังให้คำมั่นว่าจะใช้ไม้แข็งกับการยกระดับกิจกรรมทางทหารของเกาหลีเหนือ
ประธานาธิบดีผู้นี้ย้ำว่าเขาจะนั่งโต๊ะเจรจาก็ต่อเมื่อเกาหลีเหนือแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความพยายามในการยุติการพัฒนาขีปนาวุธ ทว่าผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากลงความเห็นไปในทางเดียวกันว่าคิม จอง-อึน ไม่มีแนวคิดนั้น

ที่มาของภาพ, News1
คริส กรีน ที่ปรึกษาแห่ง International Crisis Group ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านป้องกันการเกิดสงคราม ชี้ว่า เกาหลีเหนือได้ข้อสรุปเรื่องขีปนาวุธของตัวเองมานานมากแล้วก่อนที่จะเกิดสงครามในยูเครนด้วยซ้ำ ทว่าสถานการณ์ปัจจุบันที่เข้าไปไฮไลต์ประเด็นของอาวุธเหล่านั้นก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ที่ปรึกษาผู้นี้จึงมองว่ากลยุทธ์ของประธานาธิบดียุนเรื่องการเจรจา "มีความเป็นไปได้เป็นศูนย์"
ระหว่างช่วงการหาเสียง ประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล ถึงกับหาเสียงว่าจะจู่โจมขุมกำลังขีปนาวุธของเกาหลีเหนือก่อนหากมีสัญญาณว่าเกาหลีเหนือจะจู่โจมเกาหลีใต้ แม้แผนดังกล่าวจะอยู่ในแนวทางป้องกันตัวของเกาหลีใต้มาตลอด แต่ไม่ค่อยมีใครพูดออกมาอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้
เดือนที่แล้ว คิม จอง-อึน เลือกจะแสดงศักยภาพคลังแสงผ่านการจัดการเดินขบวนยุทโธปกรณ์ของกองทัพไปตามท้องถนน ผู้นำเกาหลีเหนือในวันนั้นที่แต่งตัวเต็มยศกล่าวสุนทรพจน์ที่มีคำเตือนส่วนหนึ่งฝากไปถึงประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีใจความว่า ความพยายามใด ๆ ที่เป็นภัยต่อเกาหลีเหนือ จะ "ถูกทำลายจนสิ้นซาก"
เกาหลีเหนือพัฒนาชีปนาวุธพลังทำลายล้างระยะใกล้มาตลอด ทว่าเมื่อเดือนที่ผ่านมานับเป็นครั้งแรกที่ฝั่งเกาหลีเหนืออกมาบอกเป็นนัยว่าเทคโนโลยีทางทหารที่สามารถยิงระเบิดทางยุทธวิธีนี้สามารถใช้เพื่อต่อกรในการสงครามทั่วไปกับเกาหลีใต้ได้ มีสัญญาณว่าเกาหลีเหนืออาจจะออกมาทดสอบระเบิดนิวเคลียร์นี้ในช่วงเวลาอันใกล้

ที่มาของภาพ, KCNA
ทว่าคริส กรีน เชื่อว่าเป้าหมายหลักของเกาหลีเหนือคือการอยู่รอด "หาก [เกาหลีเหนือ] ใช้อาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาจริง ๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มันคือจุดจบของระบอบการปกครอง และเกาหลีเหนือรู้ดี" ที่ปรึกษาผู้นี้เชื่อว่าทั้งสองประเทศจะเลือกสะสมขุมกำลังทางการทหารของแต่ละประเทศ และมีการทดสอบอาวุธเหล่านั้นบ่อยขึ้น การกระทำเช่นนั้นจะไม่นำไปสู่สงคราม แต่จะให้แต่ละฝ่ายเดาทางอีกประเทศไม่ถูก สำหรับคริส กรีน นี้คืออันตรายที่ใหญ่ที่สุดในเวลานี้
ลี กวน-อิล กำลังนั่งอยู่ในร้านปิ้งย่างที่ตั้งอยู่บนถนนสายหนึ่งของกรุงโซล ในมือของเขาถือโซจูแก้วแรกของค่ำคืนขึ้นชนกับเพื่อนของตัวเอง ชายหนุ่มกล่าวกับเพื่อนอย่างติดตลกว่า "เป็นไง [เหล้า] หวานหรือยัง" ล้อเลียงสำนวนของชาวเกาหลีที่เชื่อว่าสุราจะมีรสหวานเมื่อผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก
"จุดนี้อะไรที่ดื่มก็หวานหมดแหละ" ลี ซิ-ยอล ตอบกลับ ที่ผ่านมาชาวเกาหลีใต้มักไม่ค่อยให้ความสนใจกับเกาหลีเหนือเท่าไหร่นักจากความเชื่อว่าสหรัฐฯ คือเป้าหมายของเกาหลีเหนือ แต่ลี ซิ-ยอล กำลังจะเข้าประจำการกับกองทัพ และความตึงเครียดในคาบสมุครเกาหลีทำให้เขาสลัดความกลัวออกไปไม่ได้
"ผมรู้ผมไม่ปกติ แต่เมื่อคิม จอง-อึน ยิงขีปนาวุธทีไรผมอดเป็นกังวลไม่ได้ทุกที" เขากล่าว "ผมกังวลว่านโยบายไม้แข็งใหม่นี้จะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น"

ที่มาของภาพ, BBC/Hosu Lee
ลี กวน-อิล ก็กังวลไม่ต่างกัน สงครามในยูเครนทำให้เขาคิดว่าสิ่งนี้อาจเกิดขึ้นกับประเทศของตัวเองเช่นกัน เขากำลังจะเข้าประจำการและก็ยอมรับว่าตนเองไม่รู้ว่าจะลุกขึ้นมานำพลทหารใต้บังคับบัญชาของตัวเองอย่างไรหากเกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ อย่างไรก็ดี เขาสนับสนุนประธานาธิบดีคนใหม่ "เราต้องตอบสนองอย่างเข้มแข็งเมื่อพวกนั้นออกมาบอกว่าจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ อันตรายใกล้เข้ามามากแล้ว"
ขณะที่ ศ. มุน ชัง-อิน มองย้อนกลับไปที่ทำเนียบประธานาธิบดี เขาสะท้อนว่าการทูตที่ผ่านมาล้มเหลว
"อนาคตดูมืดมัว" เขาสรุป "ผมหาทางออกไม่เจอ อย่างน้อยที่สุดก็ชั่วชีวิตของผม เราพลาดโอกาสไปแล้ว"
รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องเตรียมพร้อมกับความภาวะยากลำบากที่กำลังจะมาเยือน เมื่อเกาหลีเหนือเลือกจะทดสอบขีดจำกัดของรัฐบาลใหม่และเดินสวนทางกับฉันทามติของสังคมโลก
อดีตพลโทชาวเกาหลีใต้ผู้หนึ่งยอมรับว่า "ผมเตรียมพร้อม"
แม้สังคมโลกกำลังพุ่งความสนใจไปที่อื่น พวกเขาจะละเลยเกาหลีเหนือไปได้อีกไม่นาน

ที่มาของภาพ, Moon Chung-in











