เศรษฐกิจจีน : เหตุใดเราต้องกังวลกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

ที่มาของภาพ, Getty Images
คาริชมา วัสวานี
ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจประจำเอเชียของบีบีซี
เมื่อเร็ว ๆ นี้จีนเพิ่งประกาศว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเมื่อปี 2018 ชะลอตัวที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพราะช่วงหลายปีที่ผ่านมาทางการจีนส่งสัญญาณว่าจะมุ่งเน้นให้เศรษฐกิจประเทศเติบโตด้วยคุณภาพไม่ใช่ปริมาณ
แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ควรวิตกกังวลกับเรื่องนี้อยู่ดี
เศรษฐกิจที่ชะลอตัวของจีนยังหมายถึงเศรษฐกิจที่ชะลอตัวของทั้งโลก เพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียประเทศนี้มีสัดส่วน 1 ใน 3 ของการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก
ด้วยเหตุนี้ ทั้งการจ้างงาน การส่งออกในประเทศผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ ล้วนต้องพึ่งพาลูกค้าจีนให้ซื้อสินค้าจากเรา
ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวของจีนยังทำให้จีนประสบความยากลำบากขึ้นในการจัดการกับหนี้สินมหาศาลของตน แม้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จะสามารถสนับสนุนและส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศได้ก็ตาม

ที่มาของภาพ, Getty Images
ตัวเลขเกินจริง
หนึ่งในข้อเตือนใจสำคัญเมื่อพูดถึงเศรษฐกิจจีนก็คือ จงจำไว้ว่าไม่ควรเชื่อตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของทางการจีนเสียทั้งหมด เพราะตัวเลขจริงมักต่ำกว่าสิ่งที่รัฐบาลจีนประกาศออกมามาก
ข้อแนะนำที่ดีที่ผู้สื่อข่าวบีบีซีได้รับการบอกกล่าวคือ ให้หักออกไป 1% จากสิ่งที่รัฐบาลบอก จึงจะเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับสภาพความเป็นจริงที่สุด
ดังนั้น หากประเมินจากเกณฑ์ดังกล่าว จึงหมายความว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนเมื่อปีที่แล้วน่าจะอยู่ที่ประมาณ 5.6% จากตัวเลข 6.6% ที่รัฐบาลเพิ่งประกาศออกมา
ผลกระทบในเอเชีย
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จีนได้ก้าวขึ้นเป็นคู่ค้าของประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย โดยซื้อสินค้าประเภทต่าง ๆ อาทิ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ น้ำมันดิบ เหล็กกล้า และแร่ทองแดง
ดังนั้นหากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว และไม่ซื้อสินค้าเหล่านี้จากชาติในเอเชียมากเท่าเดิม ก็จะทำให้เศรษฐกิจเอเชียชะลอตัวไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปีนี้จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 6% จากอัตรา 6.3% เมื่อปีที่แล้ว
นักวิเคราะห์บางคนถึงกับประเมินว่า เศรษฐกิจของเอเชียจะขยายตัวในอัตราต่ำที่สุดนับแต่เกิดวิกฤตการเงินโลกเมื่อ 10 ปีก่อน อันเป็นผลสะท้อนจากเศรษฐกิจของจีน
นอกจากนี้ สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แม้ความขัดแย้งระหว่าง 2 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกอาจไม่ทำให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัว แต่ก็ทำให้เกิดกระแสความรู้สึกในเชิงลบ
นักเศรษฐศาสตร์ ระบุว่า เศรษฐกิจของหลายชาติเอเชียที่ขายของให้จีน เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม จะเป็นกลุ่มที่ได้ผลกระทบหนักที่สุด
และข้อมูลในปัจจุบันก็เป็นเครื่องยืนยันเรื่องนี้แล้ว เพราะมีความกังวลว่าเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงจะทำให้ผู้บริโภคจีนซื้อสินค้าลดลงตามไปด้วย
ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นในหมู่บริษัทเอเชียก็เริ่มสั่นคลอน โดยมองว่าเศรษฐกิจที่ชะลอตัวของจีนคือ 1 ใน 2 ข้อกังวลหลักที่จะส่งผลต่อการเติบโตในปี 2019 ส่วนอีกประการคือเรื่องสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

ที่มาของภาพ, Getty Images
เศรษฐกิจอินเดียยังเฟื่องฟู
แม้แนวโน้มเศรษฐกิจจีนจะไม่สดใส แต่สำหรับอินเดียกลับมีแนวโน้มที่ดี
งานวิจัยจากธนาคารพัฒนาเอเชียพบว่า อินเดีย ซึ่งมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจรวดเร็วที่สุดในโลกนั้น ไม่ได้ขายสินค้าให้จีนมากเท่ากับประเทศขนาดเล็กกว่าอื่น ๆ ในเอเชีย
ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจอินเดียจะเติบโต 7.3% ในปีนี้ และเพิ่มเป็น 7.5% ในช่วง 2 ปีข้างหน้า
คาดว่าการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของชนชั้นกลางในอินเดียจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และแม้ว่าปีนี้จะมีเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง อย่างการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ แต่ก็คาดว่าเศรษฐกิจอินเดียจะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพต่อไป
รัฐบาลจีนสนับสนุนธนาคารปล่อยกู้
ที่ผ่านมาทางการจีนได้อัดฉีดเงินกว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เข้าสู่ระบบการเงินเพื่อกระตุ้นให้ธนาคารปล่อยเงินกู้แก่บริษัทต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจเหล่านี้สามารถจ้างคนและสร้างโรงงานเพิ่มได้
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานว่ามาตรการนี้ใช้ได้ผล แต่บรรดานักเศรษฐศาสตร์คาดว่าภายในสิ้นปีนี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจน่าจะกระเตื้องขึ้น
บริษัทหลักทรัพย์เจพีมอร์แกน ยังคาดว่าน่าจะมีการลดอัตราภาษีในปีนี้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นอีกราวครึ่งเปอร์เซ็นต์
ด้านบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ ของญี่ปุ่นก็เห็นตรงกัน โดยชี้ว่า เศรษฐกิจจีนจะกระเตื้องขึ้นในช่วง 6 เดือนหลังของปีนี้ ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจเอเชียสดใสตาม และจีนก็จะเริ่มเป็นที่ยอมรับในวงกว้างในฐานะหัวรถจักรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลก

ที่มาของภาพ, Getty Images
นอกจากนี้ ยังมีผลดีที่เกิดขึ้นโดยไม่เจตนาจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ซึ่งช่วยเพิ่มการทำธุรกิจในหลายประเทศ เช่น เวียดนาม มาเลเซีย อินเดีย และฟิลิปปินส์ เนื่องจากบริษัทในประเทศเหล่านี้เปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานจากจีนไปที่อื่นเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี
อย่างไรก็ตาม นายมาร์ค วิลเลียมส์ จาก Capital Economics บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านเศรษฐกิจที่มีสำนักงานในกรุงลอนดอน ชี้ว่า ในระยะยาวโลกยังคงต้องเผชิญกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวของจีนต่อไป
"ในขณะที่จีนร่ำรวยขึ้น อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง ซึ่งประเทศที่เศรษฐกิจประสบความสำเร็จล้วนต้องผ่านพบกับภาวะเช่นนี้...และการเติบโตจะยิ่งชะลอตัวลงอีกมากในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า" นายวิลเลียมส์ กล่าว
นั่นหมายความว่า ครั้งต่อไปที่คุณเห็นหัวข้อข่าวที่บอกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง ก็ไม่ต้องประหลาดใจ แต่ควรเตรียมตัวรับมือเอาไว้ให้ดี










