สงครามการค้าสหรัฐฯ จะทำให้โลก 'จนลงและอันตรายมากขึ้น'

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ซู ผิง ชาน
- Role, ผู้สื่อข่าวธุรกิจ
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund--IMF) เตือนว่าสงครามการค้าเต็มรูปแบบระหว่างสหรัฐฯ และจีน เสี่ยงที่จะทำให้โลก "จนลงและอันตรายมากขึ้น" และจะส่งผลเสียร้ายแรงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
ไอเอ็มเอฟระบุดังกล่าวในการประเมินสภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกล่าสุด โดยได้ปรับลดประมาณการเติบโตเศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้าลง
หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ ระบุว่า การดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าต่อไปจะส่งผลกระทบต่อทั้งภาคครัวเรือน, ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจในวงกว้าง
นายมอริซ โอบต์เฟลด์ กล่าวว่า "นโยบายการค้าสะท้อนให้เห็นสภาพการเมือง และสภาพการเมืองในหลายประเทศก็ยังไม่มั่นคง จึงยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้น"
เมื่อไม่นานมานี้ จีนได้กำหนดอัตราภาษีใหม่ต่อสินค้าของสหรัฐฯ เป็นมูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.99 ล้านล้านบาท ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น แก๊สธรรมชาติเหลว ที่ผลิตในรัฐที่เป็นฐานเสียงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ

ที่มาของภาพ, Reuters
นายทรัมป์ได้ทวีตข้อความเตือนรัฐบาลจีนที่พยายามจะทำให้เกิดผลกระทบต่อการเลือกตั้งกลางสมัยของสหรัฐฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้น
"จะมีการตอบโต้ทางเศรษฐกิจต่อจีนอย่างรวดเร็วและรุนแรง ถ้าเกษตรกรของเรา คนเลี้ยงสัตว์ และ/หรือ คนทำงานในภาคอุตสาหกรรม ตกเป็นเป้า" เขากล่าว
และเมื่อเดือนที่แล้ว สหรัฐฯ ได้ตั้งกำแพงภาษีต่อการนำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 6.6 ล้านล้านบาท
อะไรคือความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก?
ไอเอ็มเอฟ คาดว่าอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในปี 2018 และ 2019 จะอยู่ที่ 3.7% ลดลงจากประมาณการก่อนหน้านั้นในเดือน ก.ค. ซึ่งอยู่ที่ 3.9%
ไอเอ็มเอฟ ระบุว่าในระยะสั้นนั้น มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ต่ำกว่าเป้าหมาย
การปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ ยังเป็นผลมาจากการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร (eurozone) จะเติบโตช้าลง รวมถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายแห่ง
คาดว่า เวเนซุเอลาซึ่งกำลังเผชิญวิกฤต เศรษฐกิจจะถดถอยต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ในปี 2019 โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะพุ่งแตะระดับ 10 ล้านเปอร์เซ็นต์ ในปีหน้า
ส่วนอาร์เจนตินา ซึ่งยอมรับเงินช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟเมื่อไม่นานมานี้ ก็คาดว่าจะเผชิญกับการหดตัวทางเศรษฐกิจในปี 2018 และ 2019 เช่นกัน
สงครามการค้าเลวร้ายได้ขนาดไหน?
คาดว่าการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และจีนจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศในปี 2019 ซึ่งในช่วงนั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการปรับลดภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์จะเริ่มแผ่วลง
นายโอบต์เฟลด์ กล่าวว่า โลกจะ "จนลงและอันตรายมากขึ้น" ถ้าผู้นำโลกไม่ร่วมมือกันในการยกระดับมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ พัฒนาการศึกษา และลดความเหลื่อมล้ำ


ไอเอ็มเอฟ เตือนว่า โลกจะเผชิญกับผลกระทบต่อการเติบโตอย่างถาวร ถ้าสหรัฐฯ ทำตามคำขู่ที่จะเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ทุกคันที่ระดับ 25% และกำแพงภาษีทั่วโลกนี้จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ การลงทุน และต้นทุนในการกู้ยืมเงิน
ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจจีนจะลดลงมาอยู่ต่ำกว่า 5% ในปี 2019 เปรียบเทียบกับคาดการณ์การเติบโตในปัจจุบันที่อยู่ที่ 6.2%
แล้วสหราชอาณาจักรและเบร็กซิทล่ะ?
คาดว่า เศรษฐกิจสหราชอาณาจักรจะขยายตัว 1.4% ในปีนี้ และ 1.5% ในปีหน้า
ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า เบร็กซิทที่ "ยังตกลงกันไม่ได้" ถือเป็นความเสี่ยง
ไอเอ็มเอฟ เชื่อว่า เบร็กซิท จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจสหราชอาณาจักร และทำให้คนงานบางส่วนต้องออกจากงาน

ที่มาของภาพ, Getty Images
นอกจากนี้ยังระบุว่า รัฐบาลจะต้องเสริมทักษะ หรือโยกย้ายคนงานจากอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ "คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากขึ้น จากอุปสรรคทางการค้าที่เพิ่มขึ้นหลังเบร็กซิท"
ขณะที่ ไอเอ็มเอฟ ระบุว่ามีความจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในสหราชอาณาจักรในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ โดยได้เรียกร้องให้ธนาคารกลางอังกฤษรักษา "ความยืดหยุ่น" และพร้อมดำเนินการในทางใดทางหนึ่ง ตามผลของการเจรจาเบร็กซิท
ไอเอ็มเอฟ ทำนายว่าการกู้ยืมสาธารณะของสหราชอาณาจักรจะลดลงต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม คาดว่า นายฟิลิป แฮมมอนด์ รัฐมนตรีคลังอังกฤษ จะยังคงตัดสินใจกู้เงินราว 1.6 หมื่นล้านปอนด์ หรือราว 6.9 แสนล้านบาท ในปี 2023 เพื่ออุดช่องว่างระหว่างรายรับจากภาษีและรายจ่ายภาครัฐ










