เลือกตั้ง 2566 : ย้อนสูตรจัดรัฐบาลผสมของไทย แม้ก้าวไกล “ล็อกเสียง” สภาล่างได้ แต่ยังต้องลุ้นโหวตนายกฯ

ทิม

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขึ้นรถแห่ขอบคุณประชาชนที่สนับสนุนพรรคก้าวไกล เมื่อ 15 พ.ค.
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ผ่านมา 2 วันภายหลังเสร็จศึกเลือกตั้ง พรรคก้าวไกลเดินหน้าจัดรัฐบาลผสม 310 เสียง โดยไม่มีพรรคการเมืองอื่นจัดรัฐบาลแข่งตาม “มารยาททางการเมือง” แต่ถึงตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าแคนดิเดตนายกฯ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะได้เข้าทำเนียบรัฐบาลหรือไม่

“ผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไปของประเทศไทย” หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เริ่มต้นการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อ 15 พ.ค. ด้วยการใช้ชื่อเรียกตำแหน่งใหม่

พรรค ก.ก. เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ โดยใช้เวลาเพียง 5 ปีนับจากก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) และสืบทอดอุดมการณ์มาสู่พรรค ก.ก. ภายหลัง อนค. ถูกสั่งยุบพรรค ก็พาตัวเองขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมือง ด้วยการคว้าชัยชนะในสนามเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 นำผู้แทนฯ เข้าสภาได้ 152 คน และกลายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

พิธาประกาศจัดตั้งรัฐบาลผสม 6 พรรค รวม 310 เสียง พร้อมแสดงความมั่นใจว่าเป็นการ “ปิดประตูตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยเป็นที่แน่แท้แล้ว”

สำหรับพรรคการเมืองที่ ก.ก. ส่งเทียบเชิญเข้าร่วมรัฐบาล ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย (141 ที่นั่ง), พรรคประชาชาติ (9 ที่นั่ง), พรรคไทยสร้างไทย (6 ที่นั่ง), พรรคเสรีรวมไทย (1 ที่นั่ง) และพรรคเป็นธรรม (1 ที่นั่ง) ซึ่งคิดเป็น 62% ของสมาชิกทั้งสภา 500 คน

นี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบอย่างน้อย 3 ทศวรรษ ที่พรรคอันดับ 1 กับพรรคอันดับ 2 จับมือกันเป็นรัฐบาล

หากพรรค ก.ก. ส่งพิธาเข้าทำเนียบรัฐบาลได้สำเร็จ นั่นหมายความว่า หัวหน้าพรรคอันดับ 3 อย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ของพรรค ต้องทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภา

กก

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

แม้พรรค ก.ก. รวบรวมเสียงข้างมากในสภาล่างได้แล้ว แต่ยังไม่อาจการันตีความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาล และล็อกชื่อนายกฯ คนที่ 30 ไว้ที่พิธา เนื่องจากต้องอาศัยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา หรือ 376 จาก 750 เสียง นั่นเท่ากับว่าพรรค ก.ก. ยังขาดเสียงสนับสนุนอยู่ 66 เสียง

รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 272 กำหนดให้ในช่วง 5 ปีแรกหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ การเลือกนายกฯ ทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และบุคคลที่จะได้เป็นนายกฯ ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสองสภา

เพียง 2 วันหลังทราบผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ทั้งแกนนำก้าวไกล นักการเมืองขั้วฝ่ายค้านเดิม นักวิชาการ และประชาชนบางส่วน จึงพร้อมใจกันกดดันให้ “คนในสภา” ทั้ง ส.ว. และ ส.ส. จากพรรคอื่น ๆ ร่วมลงมติเลือกนายกฯ ในทิศทางใหญ่-ทิศทางเดียวกับ “ประชาชนนอกสภา”

ในขณะที่ ส.ว. บางส่วนประกาศ “ปิดสวิตช์” ตัวเอง โดยของดออกเสียงในการเลือกนายกฯ ก็มี ส.ว. อีกบางส่วนโยนโจทย์กลับไปให้พรรค ก.ก. ว่าให้ไปหาเสียงสนับสนุนในหมู่ ส.ส. ให้ครบ 376 เสียงเอาเอง จะได้ไม่ต้องหวังพึ่งเสียงสภาสูง

บีบีซีไทยประมวลท่าทีจากแกนนำพรรคการเมืองในขั้วรัฐบาลเดิม ผู้ไม่ได้รับเชิญให้ร่วมรัฐบาลข้ามขั้วกับพรรค ก.ก. ซึ่ง ณ วันนี้พวกเขายังนั่งเป็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” และสงวนท่าทีต่อสูตรจัดรัฐบาล โดยปล่อยให้พรรคอันดับ 1 ทำหน้าที่อย่างเต็มที่

เมื่อหักเสียงของ 2 พรรค - พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) 40 ที่นั่ง และพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) 36 ที่นั่ง - ซึ่งร่วมวงกันไม่ได้แน่ ๆ ภายใต้คำประกาศจุดยืน “มีลุงไม่มีเรา” ของชาวก้าวไกล ก็จะเหลือพรรคร่วมฯ อีก 4 พรรค ที่นั่งในสภาร่วมกัน 107 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 70 ที่นั่ง, พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 25 ที่นั่ง, พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 10 ที่นั่ง และพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) 2 ที่นั่ง

ภูมิใจไทยยัน “ให้พรรคลำดับที่ 1 จัดตั้งรัฐบาล”

อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. ยังไม่ปรากฏตัว-แสดงความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล แต่วันนี้ (16 พ.ค.) ได้ออกแถลงการณ์ในนามพรรค ระบุตอนหนึ่งว่า “ขอเรียนยืนยันหลักการของพรรค ให้พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งลำดับที่ 1 จัดตั้งรัฐบาล”

พรรค ภท. จะรอการประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) จึงจะประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อพิจารณากำหนดแนวทางการดำเนินงานของพรรคต่อไป

ทว่าเสียงของพรรคสีน้ำเงิน ไม่ใช่เสียงที่พรรคสีส้มประสงค์จะดึงมาเป็นพันธมิตรทางการเมือง สะท้อนผ่านคำให้สัมภาษณ์ของทั้ง พิธา และ ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค ก.ก. ในฐานะตัวแทนพรรคในการประสานงานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม ที่บอกว่า “เสียงของพรรคภูมิใจไทย ไม่มีความจำเป็น”

ภท.

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคภูมิใจไทย

“ชาติไทยพัฒนาพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน”

วราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรค ชทพ. ยังไม่ได้แสดงท่าทีชัดเจน ภายหลังถูกถามถึงเสียงเรียกร้องให้พรรคการเมืองเคารพมติประชาชน ร่วมโหวตนายกฯ ที่มาจากเสียงของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย

เขาบอกว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน และมีความอ่อนไหวพอสมควร จึงยังไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ หากยังไม่มีการพูดคุยกันในพรรคให้ตกผลึกเสียก่อน และเห็นว่า ขณะนี้ยังมีเวลาคิด เพราะขั้นตอนในการโหวตเลือกนายกฯ ต้องผ่านกระบวนการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกประธานสภาฯ เสียก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรค ก.ก. ได้ติดต่อให้เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ คำตอบของหัวหน้าพรรค 10 เสียงคือ “ชาติไทยพัฒนาพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน และจุดยืนของเรายังเหมือนเดิม คือ นโยบายยั่งยืน และเทิดทูนสถาบัน”

แล้วถ้าพรรค ก.ก. ติดต่อมาเพื่อรวมเสียงให้ชนะโหวต ส.ว. ในการเลือกนายกฯ ชทพ. พร้อมหรือไม่?

“เราบอกแล้วว่าเราไม่ได้เดือดร้อนในการที่จะต้องเป็นรัฐบาล และเราพร้อมที่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน...” วราวุธ ผู้เป็นว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ กล่าวย้ำอีกครั้ง

ประวิตรสั่งลูกพรรคพลังประชารัฐ “ต้องอยู่นิ่ง ๆ”

“เราต้องอยู่นิ่ง ๆ” พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค พปชร. กล่าวกับแกนนำพรรค ช่วงเช้าวันนี้ (16 พ.ค.)

ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งภาคเหนือ พรรค พปชร. คือผู้ออกมาเปิดเผยคำสั่งของหัวหน้าพรรค พปชร. ในระหว่างให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และขยายความว่า เราต้องยอมรับความเป็นจริง เสียงของประชาชนสะท้อนให้เห็นแล้วว่าเราต้องอยู่นิ่ง ๆ

“มารยาททางการเมืองต้องปล่อยให้พรรคก้าวไกลเขาทำไปก่อน ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไร เราค่อยว่ากัน” ร.อ. ธรรมนัสกล่าว

ว่าที่ ส.ส.พะเยา เตรียมเข้าไปทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนกลไกสภาจะโหวตเลือกนายกฯ อย่างไร เป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภา

เมื่อถึงขั้นตอนการลงมติเลือกนายกฯ พปชร. จะโหวตให้แคนดิเดตนายกฯ จากพรรค ก.ก. หรือไม่นั้น ร.อ. ธรรมนัสบอกว่า ขอคุยกับ ส.ส. 39 คนที่สอบผ่าน และฟังนโยบายจาก พล.อ.ประวิตรก่อน

ภายใต้สูตรจัดตั้งรัฐบาลพรรคแบบ “ไม่เอา 2 ลุง” มีข้อวิเคราะห์ว่าหาก พล.อ. ประวิตรลาออก จะเปิดทางให้ พปชร. มีโอกาสเข้าร่วมรัฐบาล แต่ดูเหมือนนี่จะไม่ใช่ทางที่ “พรรคอันดับ 4” เลือก โดยผู้กองธรรมนัสแจกแจงว่า การจัดตั้งรัฐบาลเป็นเรื่อง 2 สภา พล.อ. ประวิตรไม่จำเป็นต้องลาออก และย้ำว่า “เป็นกลไกของสภา ต้องรวมเสียง ส.ส. ให้ได้เยอะที่สุดก่อน ไปผลักดันเป็นภาระ ส.ว. มันไม่ได้”

เมื่อถูกถามว่า มีแผนสำรองหรือไม่ในกรณีที่พรรค ก.ก. ไม่สามารถรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ ร.อ. ธรรมนัสตอบว่า “ไม่มี” และยังบอกด้วยว่า “ไม่ได้มีการหารืออะไรกับพรรคเพื่อไทย”

ด้าน พล.อ. ประวิตร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์คนเดียวของพรรค พปชร. ไม่ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่าจะยกมือสนับสนุนให้พิธาเป็นนายกฯ หรือไม่ โดยกล่าวเพียงว่า รอให้เขาว่าไปตามขั้นตอนของสภาก่อน

พปชร.

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคพลังประชารัฐ

คำบรรยายภาพ, พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ช่วยลูกพรรคหาเสียงก่อนเลือกตั้ง

ชวนกรีด “อย่าก้าวก่ายคนอื่น” ให้แต่ละพรรคคิดเอง

ชวน หลีกภัย ตอบข้อซักถามของผู้สื่อข่าว กรณีพิธาเรียกร้องให้พรรคการเมืองต่าง ๆ ร่วมโหวตให้เป็นายกฯ โดยบอกว่า “ผมคิดว่าอย่าไปก้าวก่ายคนอื่นเขาเลย แต่ละพรรคคิดอย่างไร ก็ให้เขาคิดเอา และมีมติของเขาเอง ดังนั้นอย่าไปก้าวก่ายหรือลุกล้ำ ไม่ควรให้คนอื่นเขาคิดเหมือนตัวเอง แต่ละพรรคเขาคิดเองได้ และเขามีสติปัญญาที่จะคิดเองได้”

อย่างไรก็ตาม ชวน ผู้เป็นอดีตนายกฯ คนที่ 20 อดีตประธานสภา และอดีตหัวหน้าพรรค ปชป. ไม่ได้ให้เห็นความเห็นเกี่ยวกับบทบาทของพิธา โดยกล่าวเพียงว่า ยังไม่ได้ตั้งรัฐบาลเลย แต่ก็ต้องยอมรับว่าในเสียงที่เขาชนะมา เขาก็ต้องให้ความเห็นเอง แต่เท่าที่ประเมินดูในเวลาที่ออกไปหาเสียง จะพูดได้ว่าในท่ามกลางของการยิงด้วยเงิน พรรค ก.ก. ไม่มีครหาในเรื่องนี้ แต่เขาใช้เรื่องการสร้างกระแสในโซเชียลมีเดียในการหาเสียง

ต่อมา 17 พ.ค. ชวนออกมาชี้แจงถึงคำพูดที่ทำให้เขาตกเป็นพาดหัวข่าวของสื่อหลายสำนัก โดยระบุว่า ประเด็นที่พูดถึงว่า “อย่าไปก้าวก่ายพรรคการเมืองอื่น” เป็นการพูดถึงกระแสกดดันจากบุคคลบางกลุ่มที่เรียกร้องให้พรรค ปชป. และพรรคอื่น ๆ ตัดสินใจเรื่องการโหวตนายกฯ ซึ่งแต่ละพรรคมีกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของแต่ละพรรคอยู่แล้ว ไม่ต้องมีใครแนะนำหรือ มากดดัน เพราะการตัดสินใจในนามพรรคต้องมีมติพรรค

ย้อนสูตรจัด 11 รัฐบาลผสม

การรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล 310 เสียงของพรรค ก.ก. คิดเป็น 62% ของสมาชิกสภาล่างทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นรัฐบาลที่มีสัดส่วนเสียงในสภามากเป็นอันดับ 5 รองจากรัฐบาล “ทักษิณ” 2 ชุด, รัฐบาล “สมัคร” และรัฐบาล “สมชาย” ที่ครองเสียงในสภาในสัดส่วน 63-75.3%

ทว่าเมื่อการเลือกนายกฯ ไม่ได้ทำในสภาล่างอย่างเดียวแบบในยุคก่อน ๆ จึงยังไม่แน่ชัดว่าพรรค ก.ก. จะส่งพิธาเข้าทำเนียบฯ ได้หรือไม่

ถ้าย้อนดูการจัดตั้งรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” ภายหลังการเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 พรรค พท. ซึ่งชนะเลือกตั้งด้วยยอด ส.ส. 136 ที่นั่ง (ณ วันนั้น ตัวเลข ส.ส. อยู่ที่ 137 ที่นั่ง) ชิงประกาศเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 1 วันภายหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง ทว่าในวันเดียวกัน พรรค พปชร. ซึ่งเป็นพรรคอันดับ 2 ด้วยยอด ส.ส. 116 ที่นั่ง (ณ วันนั้น ตัวเลข ส.ส. อยู่ที่ 112 ที่นั่ง) อ้าง “ความชอบธรรม” จากการมีคะแนนมหาชนเหนือกว่าพรรค พท. โดยอยู่ที่ 8.4 ล้านเสียง ต่อ 7.9 ล้านเสียง ได้ประกาศจัดรัฐบาลแข่งทันที

ภายหลังใช้เวลาเจรจา 44 วัน (25 มี.ค-27 พ.ค.) ในที่สุดพรรค พปชร. ก็ปิดดีลจัดตั้งรัฐบาลผสม 19 พรรคได้สำเร็จ ด้วยยอด ส.ส. 253 เสียง จากผู้แทนราษฎร ที่ได้รับการรับรองจาก กกต. แล้ว 498 คน (ณ เวลานั้นพรรคไทรักธรรม ซึ่งมี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ “ปัดเศษทศนิยม” 1 คน ไม่ได้เข้าสภาจากสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ที่เปลี่ยนไปมา แต่ต่อมาก็กลับเข้าสภาได้ และกลายเป็นรัฐบาล 20 พรรค) โดยมีพรรค ภท. (51 ที่นั่ง) และพรรค ปชป. (52 ที่นั่ง) เป็น 2 พรรคสุดท้ายที่ตอบรับการเข้าร่วมรัฐบาล “ประยุทธ์ 2”

ส่งผลให้พรรค พท. และพันธมิตรรวม 7 พรรค ที่เคยแถลง “ล็อกเสียง” จัดตั้งรัฐบาลผสม 255 เสียง ไว้ก่อนหน้านั้น (แต่ต่อมามียอด ส.ส. ลดลงจากสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ จนเหลือ ส.ส. รวมกัน 244 เสียง) ต้องตกที่นั่งฝ่ายค้านในที่สุด

CG