เลือกตั้ง 2566 : เพื่อไทยหยุดสถิติ "พรรคที่ไม่เคยแพ้" ตกที่นั่งพรรคอันดับ 2 ในรอบ 22 ปี

ออ.

ที่มาของภาพ, Thai news Pix

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

พรรคเพื่อไทย (พท.) ประสบความพ่ายแพ้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยให้แก่พรรคการเมืองในขั้วเดียวกัน เมื่อตกที่นั่งพรรคอันดับ 2 ของสภา ด้วยยอด ส.ส. 141 เสียง หยุดสถิติ “พรรคที่ไม่เคยพ่ายแพ้” ในรอบ 22 ปี

ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ณ การนับคะแนน 99% ชี้ว่า พรรค พท. ชนะเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 112 ที่นั่ง และแบบบัญชีรายชื่อ 29 ที่นั่ง ตามหลังพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่ได้ ส.ส. ทั้ง 2 ระบบ รวม 152 ที่นั่ง

นี่ถือเป็นตัวเลขที่ผิดพลาดไปจากเป้าหมายที่ประกาศไว้ 310 ที่นั่ง ชนิด “หักปากกาเซียน” ทั้งนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ นักวิจัยเจ้าของโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน รวมถึงในหมู่นักการเมืองด้วยกันเอง

จากเคยคาดหวังว่าจะชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย และสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้สำเร็จ มาวันนี้ พรรค พท. มีสถานะเป็นเพียงพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น และแถลงว่า “ไม่มีแนวความคิดที่จะจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคก้าวไกล”

ในขณะที่ผู้คนบางส่วนในสังคมต่างพากันเฉลิมฉลองให้กับชัยชนะของพรรคการเมืองที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย”

แพทองธาร ชินวัตร หรือ “อุ๊งอิ๊ง” หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกฯ หมายเลข 1 ของพรรค พท. ถูกสื่อมวลชนตั้งคำถามถึงความพ่ายแพ้ของพรรค พท. ในสนามเลือกตั้ง 2566

เธอเปรียบเปรยการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเหมือนกีฬา ย่อมมีทั้งผู้แพ้-ผู้ชนะ พร้อมยอมรับว่ารู้สึกผิดหวัง

“แน่นอนว่าผู้แพ้ หรืออันดับ 2 ถามว่ามีความผิดหวังบ้างไหม มันก็มีบ้างแหละ เพราะเราคิดว่าเราจะเป็นอันดับ 1 แต่เราก็ยอมรับ เพราะมันคือน้ำใจนักกีฬา ที่เมื่อพรรคก้าวไกลได้อันดับ 1 เราแสดงความยินดีด้วย แล้วเราก็เชียร์เพื่อประชาธิปไตย เพื่อประเทศชาติที่จะไปต่อได้ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องส่วนตัว มันเป็นเรื่องของการเมือง ทุกคนต้องก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน” แพทองธารกล่าวตอนหนึ่งในระหว่างเปิดแถลงข่าวช่วงบ่ายวันนี้ (15 พ.ค.)

พท.

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย

คำบรรยายภาพ, เศรษฐา ทวีสิน ขึ้นปราศรัยครั้งแรกที่ จ.พิจิตร

หยุดสถิติชนะเลือกตั้งไว้ที่ 5 ครั้ง

เพื่อไทยถือเป็น “พรรคทายาท” ลำดับที่ 3 ของพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ซึ่งถูกยุบพรรค ก่อนกลายร่างเป็นพรรคพลังประชาชน (พปช.) ถูกยุบพรรคอีกครั้ง แล้วเกิดเป็นพรรค พท.

พวกเขาสานต่อสถิติชนะการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง 5 ครั้ง ในรอบ 2 ทศวรรษ (2544, 2548, 2550, 2554, 2562)

ประวัติศาสตร์ที่สร้างไว้ใน “ยุคพ่อ” ทักษิณ ชินวัตร นายกฯ คนที่ 23 และอดีตหัวหน้าพรรค ทรท. ซึ่งนำพรรคคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2548 อย่างถล่มทลายด้วยยอด ส.ส. 377 ที่นั่ง และสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้สำเร็จเป็นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ตอกย้ำด้วยชัยชนะ “แลนด์สไลด์” ในการเลือกตั้งปี 2554 ใน “ยุคอา” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ คนที่ 28

ทำให้พลพรรคเพื่อไทยต่างเชื่อมั่นว่าบุตรสาวคนสุดท้อง-ผู้เป็น “ดีเอ็นเอทักษิณ” จะสร้างประวัติศาสตร์ภาคต่อให้แก่พรรคสีแดง

ทว่าเหตุการณ์หาได้เป็นเช่นนั้น เมื่อพรรค พท. สูญเสียความสามารถในการเป็น “ผู้กำหนดเกม” ในสนามเลือกตั้ง 2566 ทั้งที่เคยเป็นจุดแข็งของฝ่ายพรรคทักษิณมาก่อน และทำให้พรรคการเมืองอื่น ๆ ต้องเคลื่อนตัวมาเล่นตามเกมที่พวกเขาเป็นผู้กำหนด แต่รอบนี้พรรค พท. กลับเป็นฝ่ายตามเกม-แก้เกมที่กำหนดโดยพรรค ก.ก. ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหา

ทำไมเพื่อไทยพลาดเป้า “แลนด์สไลด์”

บีบีซีไทยวิเคราะห์ว่า ความปราชัยในสนามเลือกตั้งของพรรค พท. เกิดจากปัจจัยดังต่อไปนี้

หนึ่ง พรรค พท. จัดทัพสู้ศึกเลือกตั้งผิดพลาด ทำให้กระแสแรงในช่วงต้น ก่อนมาแผ่วในช่วงปลาย โดยเฉพาะเมื่อ อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ลาคลอด แล้วส่งไม้ต่อให้ เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 2 ของพรรค เดินสายลงพื้นที่พบปะประชาชนและขึ้นปราศรัยแทน ซึ่งเป็นช่วงที่กระแสของพรรค ก.ก. แซงขึ้นมานำ

สอง พรรค พท. ไม่อาจสร้างการจดจำ-ดันกระแสให้พุ่งสูงจากเวทีดีเบตได้ แม้หัวข้อสนทนาบนเวทีดีเบตช่วงหนึ่ง จะเป็นการถกเถียงข้อดี-ข้อด้อยของนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท จนสามารถยึดพื้นที่ข่าวได้ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ทว่าในช่วงท้าย ๆ ความสนใจของผู้คนได้ย้ายไปอยู่ที่การแสดงจุดยืนทางการเมือง ซึ่งเป็นประเด็นที่แคนดิเดตของพรรค พท. ไม่ได้ให้ความชัดเจนนักหากเทียบกับชาวก้าวไกล

นอกจากนี้บรรดาแคนดิเดตนายกฯ ที่มีอยู่ถึง 3 คนของเพื่อไทย ยังไม่ขึ้นเวทีดีเบตด้วยตนเอง โดยแพทองธารขึ้นดีเบตเพียงหนเดียวจัดโดยสถานีโทรทัศน์ช่อง 33 ส่วนเศรษฐา และ ชัยเกษม นิติสิริ ไม่เคยขึ้นดีเบตเลย ขณะที่พิธาเดินสายไปหลายเวที-ทิ้งวรรคทองมากมาย จนกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ง สุดท้ายคำประกาศ “มีลุงไม่มีเรา มีเราไม่มีลุง” ได้ทำให้กระแสพรรคสีส้มพุ่งสูงสุด

ในจังหวะนั้นเองที่ เศรษฐา-แพทองธาร ต้องออกมาสื่อสารต่อสาธารณะว่าจะไม่จับมือตั้งรัฐบาลร่วมกับ “2 ลุง” ไม่ว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) หรือพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หลังปล่อยให้สังคมกังขาในจุดยืน จากคำให้สัมภาษณ์ของทักษิณกับสำนักข่าวเกียวโด เมื่อ 24 มี.ค. โดยไม่ปิดกั้นโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคอื่น ๆ ไม่เว้นกระทั่ง พปชร. ที่เขาบอกว่า “มันอาจเป็นทางเลือกสุดท้าย ไม่ใช่ตัวเลือกแรก”

พท.

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, แคนดิเดตนายกฯ และแกนนำพรรคเพื่อไทย ถ่ายภาพกับผู้สมัคร ส.ส. 400 เขตของพรรค

สาม การ “ขออนุญาต” กลับบ้านของทักษิณในสัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้ง แม้แพทองธารออกมายืนยันว่าไม่เกี่ยวอะไรกับพรรค พท. แต่ก็ถูกมองว่าจงใจสื่อสารกับ “แฟนพันธุ์แท้” ในภาคอีสานและภาคเหนือ เพื่อล็อกไม่ให้ “ปันใจ” ไปเลือกค่ายอื่นในขั้วเดียวกัน ทว่าความเคลื่อนไหวของ “ผู้นำพเนจร” ทำให้พรรค พท. ต้องเสียโหวตจากคนกลาง ๆ ใน กทม. และหัวเมืองไป จนนักรัฐศาสตร์สัพยอกว่า “ทักษิณเป็นหัวคะแนนธรรมชาติของก้าวไกล” และทำให้แคมเปญส่งท้ายที่ควรเพิ่มคะแนนเสียง เป็นตัวบั่นทอนคะแนนเสียงเสียเอง

เหลือ “จังหวัดเพื่อไทย” แค่ 4 จังหวัด

นอกจากแคมเปญ “แลนด์สไลด์” จะประสบความล้มเหลว พลพรรคเพื่อไทยยังต้องเสียฐานที่มั่นทางการเมือง และ “เมืองหลวง” ของตระกูลชินวัตรให้แก่พรรคสีส้ม

บีบีซีไทยตรวจสอบพบว่า พื้นที่ 16 จังหวัด ที่พรรค พท. เคยชนะยกจังหวัดในศึกเลือกตั้ง 2562 ถูกแทนที่ด้วยนักการเมืองหน้าใหม่จากพรรค ก.ก. และพรรคอื่น ๆ โดยเหลือเพียง 4 จังหวัด ที่พรรคสีแดงยังกวาดชัยชนะทุกเขตเลือกตั้ง

ไม่เว้นกระทั่ง “บ้านเกิด” ของอดีตนายกฯ ทักษิณ ใน จ.เชียงใหม่ ซึ่งถูกมองว่าเป็น “เมืองหลวงเพื่อไทย” และไม่เคยแพ้เลือกตั้งเลย ก็ยังถูกพรรคส้ม “ตีแตก” สรุปความเสียหายได้ ดังนี้

ภาคเหนือตอนบน เดิมชนะยก 5 จังหวัด แต่ครั้งนี้รักษาพื้นที่ “จังหวัดเพื่อไทย” ไว้ได้เพียง 2 จังหวัด (62 - 20 เขต/ 66 – 22 เขต)

  • เชียงใหม่ (62 - 9 เขต/ 66 – 10 เขต) : พรรค ก.ก. ชนะเลือกตั้ง 7 จากทั้งหมด 10 ที่นั่ง เหลือพื้นที่ให้พรรค พท. เพียง 2 ที่นั่ง และพรรค พปชร. สอดแทรกเข้ามาได้ 1 ที่นั่ง จากการตัดคะแนนกันอย่างหนักของเพื่อไทยกับก้าวไกล
  • ลำปาง (62 - 4 เขต/ 66 – 4 เขต) : พรรค ก.ก. ชนะเลือกตั้ง 3 จาก ทั้งหมด 4 ที่นั่ง โดยพรรค พท. รักษาพื้นที่ได้เพียง 1 ที่นั่งเท่านั้น
  • ลำพูน (62 - 2 เขต/ 66 – 2 เขต) : พรรค ก.ก. กับพรรค พท. แบ่งกันไปอย่างละ 1 ที่นั่ง
  • อุตรดิตถ์ (62 - 2 เขต/ 66 – 3 เขต) : พรรค พท. ยังชนะยกจังหวัด รวม 3 ที่นั่ง
  • น่าน (62 - 3 เขต/ 66 – 3 เขต) : พรรค พท. ยังชนะยกจังหวัด รวม 3 ที่นั่ง โดยจังหวัดนี้เป็นพื้นที่บ้านเกิดของ นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน
CG

ภาคอีสาน เดิมชนะยก 10 จังหวัด แต่ครั้งนี้รักษาพื้นที่ “จังหวัดเพื่อไทย” ไว้ได้เพียง 1 จังหวัด (62 - 39 เขต/ 66 – 37 เขต)

  • อุดรธานี (62 - 8 เขต/ 66 – 10 เขต) : พรรค พท. รักษาที่นั่งไว้ได้ 7 ที่นั่ง และมีพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) สอดแทรกเข้ามาได้ 2 ที่นั่ง และพรรค ก.ก. อีก 1 ที่นั่ง
  • บึงกาฬ (62 - 2 เขต/ 66 – 3 เขต) : พรรค พท. เหลือ 1 ที่นั่ง และเสีย 2 ที่นั่งให้แก่พรรคภูมิใจไทย (ภท.)
  • หนองคาย (62 - 3 เขต/ 66 - 3 เขต) : พรรค พท. รักษาได้ 2 ที่นั่ง และเสีย 1 ที่นั่งให้แก่พรรค พปชร.
  • สกลนคร (62 - 6 เขต/ 66 – 7 เขต) : พรรค พท. ชนะเลือกตั้ง 5 ที่นั่ง และเสีย 1 ที่นั่งให้พรรค พปชร. และอีก 1 ที่นั่งให้พรรค ปชป.
  • กาฬสินธุ์ (62 - 5 เขต/ 66 – 6 เขต) : พรรค พท. ชนะเลือกตั้ง 4 ที่นั่ง และเสีย 1 ที่นั่งให้พรรค พปชร. และอีก 1 ที่นั่งให้พรรค ภท.
  • หนองบัวลำภู (62 - 3 เขต/ 66 - 3 เขต) : พรรค พท. ยังชนะยกจังหวัด รวม 3 ที่นั่ง
  • อำนาจเจริญ (62 - 2 เขต/ 66 – 2 เขต) : พรรค พท. เสียทั้งจังหวัดให้พรรค ภท. รวม 2 ที่นั่ง
  • ยโสธร (62 - 3 เขต/ 66 – 3 เขต) : 3 พรรคแบ่งกันไปคนละ 1 ที่นั่ง ได้แก่ พรรค พท., พรรค ทสท. และพรรค ภท.
  • มหาสารคาม (62 - 5 เขต/ 66 – 6 เขต) : พรรค พท. ชนะ 5 ที่นั่ง และเสีย 1 ที่นั่งให้พรรค ภท.
  • มุกดาหาร (62 - 2 เขต/ 66 – 2 เขต) : พรรค พท. เสียทั้งจังหวัดให้พรรค ก.ก. 1 ที่นั่ง และพรรค พปชร. 1 ที่นั่ง

ภาคกลาง 1 จังหวัดคือ นครนายก (62 - 1 เขต/ 66 – 2 เขต) : พรรค พท. รักษาที่นั่งทั้งหมดได้ 2 ที่นั่ง

นอกจากนี้พรรค พท. ยังเกือบ “สูญพันธุ์” ในสนาม กทม. (62 – 30 เขต/ 66 – 33 เขต) โดยมีผู้สมัครเพียง 1 เดียวที่ “ฝ่าดงส้ม” หลุดเข้าไปทำหน้าที่ในสภาได้ ส่วนที่เหลืออีก 32 เขต เป็นของพรรค ก.ก. ล้วน ๆ

CG

คะแนนมหาชนลดฮวบ

แม้ที่นั่ง ส.ส.แบบแบ่งเขตของพรรค พท. กับพรรค ก.ก. จะใกล้เคียงกัน โดยอยู่ที่ 112 และ 113 เสียง ทว่าเมื่อดูที่นั่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ จะพบว่าต่างกันถึง 10 ที่นั่ง และเป็นอีกครั้งที่พรรค พท. ไม่ได้เป็นพรรคที่มีคะแนนมหาชนสูงสุดอีกต่อไป โดยพรรค ก.ก. ได้คะแนนมหาชน 14.1 ล้านเสียง ส่วนพรรค พท. ได้ 10.8 ล้านเสียง

บีบีซีไทยสรุปสถิติการเลือกตั้งในอดีตที่ใกล้เคียงกัน (เฉพาะที่ใช้บัตร 2 ใบ)

  • เลือกตั้ง 2544 ทรท. ได้คะแนนมหาชน 11.6 ล้านเสียง ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 48 คน
  • เลือกตั้ง 2548 ทรท. ได้คะแนนมหาชน 18.9 ล้านเสียง ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 67 คน
  • เลือกตั้ง 2554 พท. ได้คะแนนมหาชน 15.7 ล้านเสียง ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 61 คน
  • เลือกตั้ง 2566 พท. ได้คะแนนมหาชน 10.8 ล้านเสียง ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 29 คน