สำรวจจุดยืน ส.ว. ในวันที่ก้าวไกลเสนอ พิธา เป็นนายกฯ จนสังคมตั้งคำถาม “ส.ว. มีไว้ทำไม”

ที่มาของภาพ, Senate.go.th
- Author, ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
“มันเป็นฉันทามติที่ประชาชนเลือกแล้ว การฝืนฉันทามติไม่มีประโยชน์ใด ๆ”
นี่คือจุดยืนและความเชื่อของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่คาดหวังว่า สมาชิกวุฒิสภา 250 คน จะไม่สวนมติมหาชน และยกมือเลือกแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่งในการเลือกตั้ง 2566 คือ พรรคก้าวไกล (ก.ก.)
แต่หากย้อนไปในการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้งปี 2562 สมาชิกวุฒิสภาพร้อมใจลงมติเอกฉันท์ 249 เสียง เลือก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 ยกเว้น นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ที่ของดออกเสียง ทำให้เมื่อรวมกับเสียงสนับสนุนจาก ส.ส. 251 เสียง แล้ว มีสมาชิกรัฐสภา 500 คน โหวตสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดว่า บุคคลที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ ต้องได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่ 2 สภา หรือ 376 เสียง จากสมาชิก 750 เสียง (ปี 2562 มีสมาชิกรัฐสภาร่วมประชุมทั้งหมด 747 คน)
กระบวนการนั้น รัฐสภาจะประชุมเพื่อให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนที่สมาชิกรัฐสภาทั้ง 750 คน จะได้รับการขานชื่อเรียกเรียงตามพยัญชนะภาษาไทย ก-ฮ แล้วเอ่ยวาจาเลือกบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อต่อสภาเป็นนายกฯ

ที่มาของภาพ, BBC Thai
ในปี 2562 จุดยืนของ ส.ว. ที่ประกาศออกสื่อ คือ “ใครรวมเสียงได้เกิน 250 ของสภาผู้แทนราษฎร จะได้เป็นนายกฯ และรัฐบาล”
ในเวลานั้น พรรคอันดับหนึ่ง คือ เพื่อไทย ประกาศจัดตั้งรัฐบาลผสม แต่ไม่สามารถรวบรวมคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาล่างได้ อีกทั้งยังเสนอชื่อ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคอนาคตใหม่ ที่เป็นพรรคอันดับ 3 เป็นตัวแทนของ 7 พรรคการเมืองให้สภาพิจารณา กลับกัน พรรคพลังประชารัฐ ที่มีคะแนนเป็นอันดับ 2 รวบรวมเสียง ส.ส. ได้ 254 เสียง ก่อนการประชุมร่วมรัฐสภา
ดังนั้น หากมองในบริบทที่เกิดขึ้นกับการเมืองไทย ปี 2562 จึงไม่อาจถือได้ว่า สมาชิกวุฒิสภา ลงคะแนนสวนมติของประชาชน เพราะขั้วพรรคพลังประชารัฐ รวมเสียง ส.ส. ได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาล่าง

ที่มาของภาพ, .
แต่การประชุมร่วมรัฐสภาเลือกนายกฯ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2566 สถานการณ์ถือว่าแตกต่างกัน เพราะนายพิธา เป็นแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคที่ได้คะแนนเลือกตั้งอันดับ 1 อีกทั้ง ยังได้รับการสนับสนุนจากพรรคอันดับ 2 คือเพื่อไทย รวมถึงพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม + พรรคไทยสร้างไทย + พรรคพลังธรรม ทำให้รวมเสียงว่าที่ ส.ส. ได้ถึง 310 เสียง เป็นสาเหตุให้หัวหน้าพรรคก้าวไกลคาดหวังว่า ส.ว. จะลงคะแนนตามมติมหาชน ดังจุดยืนเดิมในปี 2562
แต่นี่เป็นการเดิมพันที่เสี่ยงไปหรือไม่ ด้วยการวัดใจ ส.ว. 250 ว่า พวกเขาจะธำรงไว้ซึ่งจุดยืนเหมือนปี 2562 คือเลือกบุคคลที่พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเลือกตั้งสูงที่สุด เพราะมาวันนี้ เงื่อนไข 250+ ในสภาผู้แทนราษฎร ถูกขยับเพดานสูงขึ้น เพราะ ส.ว. หลายคน กำลังตั้งเงื่อนไขว่า ต้องรวมเสียงให้ได้เกิน 376 เสียง หรือเป็นกึ่งหนึ่งของรัฐสภา เพื่อไม่ต้องมาพึ่งเสียง ส.ว.
สมาชิกวุฒิสภาหลายคน ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงประเด็นนี้ ทั้งช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง 2566 ซึ่งมีทั้ง การประกาศว่า จะลงคะแนนตามเสียงส่วนใหญ่ การประกาศชัดไม่เลือกพรรคที่มุ่งแก้มาตรา 112 จนถึง วางเจตนารมณ์ “ปิดสวิตช์ตัวเอง” ด้วยการงดออกเสียง
บีบีซีไทย รวบรวมจุดยืนที่หลากหลายของสมาชิกวุฒิสภาไทย ที่มีปัจจัยเลือกนายกฯ ซับซ้อนมากกว่าเมื่อครั้งปี 2562 ที่ "โหวตแบบไม่แตกแถว" ให้ พล.อ. ประยุทธ์ หัวหน้า คสช. อย่างพร้อมเพรียงกัน
โหวตตาม “เสียงข้างมาก” ในสภาล่าง
เฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา เสนอให้พรรคก้าวไกล รวบรวมเสียง ส.ส. ให้ได้ถึง 376 เสียง จะง่ายกว่าการหวังพึ่งเสียงจาก ส.ว. ในการประชุมเลือกนายกฯ
“ส.ว. มีเสียงแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ มี ส.ว. อิสระไม่ถึง 20 คน เวลาลงมติจริงก็ไม่รู้จะอิสระหรือไม่” เฉลิมชัย กล่าวเมื่อวันที่ 15 พ.ค.
แต่ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ "เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์" ในวันที่ 16 พ.ค. เขาระบุว่า ส.ว. “จุดยืนอิสระ” อาจมีไม่ถึง 10 คนด้วยซ้ำ และในวันลงคะแนน “จะเลือกสัก 5 คน”
สำหรับตัวนายเฉลิมชัยเอง ประกาศชัด และขอให้สื่อบันทึกไว้เลยว่า “ผมตั้งใจว่า จะลงคะแนนที่ให้พรรคเสียงข้างมาก” หมายความว่า ถ้าพรรคก้าวไกลรวมเสียงได้เกิน 250 เสียงจาก 500 เสียงในสภาผู้แทนราษฎร เขาก็จะเลือกบุคคลที่พรรค ก.ก. เสนอชื่อเป็นนายกฯ

ที่มาของภาพ, .
อย่างไรก็ดี เฉลิมชัย กล่าวเชิงเตือนว่า จุดยืนของเขา เป็นเพียงเสียงส่วนน้อยเท่านั้น เพราะ ส.ว. ส่วนใหญ่จะลงคะแนนไปในทิศทางเดียวกันตามทิศทางของ “วิป ส.ว.” (คณะกรรมการประสานงานวุฒิสภา)
“เขามีไลน์ (Line กลุ่ม) คุยกัน จะลงมติอะไร ก็จะกดแชทไลน์ไปบอก ให้ลงคะแนนไปในทิศทางเดียวกัน” เฉลิมชัย อธิบาย พร้อมประกาศว่า “ใครมาสั่งอะไรผมไม่ได้”
ส.ว. จากกลุ่มอาชีพ ยอมรับว่า ถึงเขาตั้งใจจะลงคะแนนตามฉันทามติ แต่มุมมองของเขาต่อพรรคก้าวไกล คล้ายคลึงกับสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ คือ ไม่ค่อยพึงพอใจนัก เพราะ “4 ปีที่ผ่านมา เวลาประชุมร่วมรัฐสภา ก้าวไกลจะเป็นพรรคเดียวที่มีปัญหากับวุฒิสภา”
“ต่อล้อต่อเถียง ไม่มีความเคารพ... บอกว่า ส.ว. หัวหงอกหัวเฒ่า กลับไปเลี้ยงหลาน แต่มาวันนี้ จะมาเอาเสียงจากเขา ใครจะให้คุณล่ะ เหลือแต่ผมคนเดียวที่จะให้” เฉลิมชัย กล่าว ก่อนเสริมว่า ประเด็นสำคัญที่ ส.ว. จะพิจารณาไม่เลือกแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคก้าวไกล คือ “การแก้ไขมาตรา 112” ซึ่งเมื่อบีบีซีไทย ตรวจสอบบทสัมภาษณ์ของ ส.ว. อีกหลายคน ก็พบว่าเป็นความจริง
นับแต่กระแสกดดันของสังคมเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย นับแต่ 15 พ.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ ส.ว. อีกหลายคนออกมาประกาศจุดยืนที่ชัดมากขึ้นว่า จะลงคะแนนตามเสียงข้างมากในสภาล่าง สรุปที่บีบีซีไทยตรวจสอบ มีอย่างน้อย 14 คน รวมถึง
1. วุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ 2. นพ.อำพล จินดาวัฒนา 3. ภัทรา วรามิตร 4. ทรงเดช เสมอคำ 5. วัลลภ ตังคณานุรักษ์ 6. วันชัย สอนศิริ (ก่อนหน้านี้ ขอให้ ก.ก. รวมให้ได้ 376 เสียง) 7. เฉลิมชัย เฟื่องคอน 8. ซากีย์ พิทักษ์คุมพล 9. ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม 10. รณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล 11. ประมาณ สว่างญาติ 12. นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ 13. ประภาศรี สุฉันทบุตร 14. สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ 15. มณเฑียร บุญตัน 16. นพ.พลเดช ปิ่นประทีป 17. พีระศักดิ์ พอจิต
รวมเกิน 376 เสียง เป็นนายกฯ
ในงานเสวนา "สมาชิกวุฒิสภาในฐานะหุ้นส่วนประชาธิปไตย" จัดโดยคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ซึ่งมีสมาชิกวุฒิสภาแบบแต่งตั้ง 5 คน เข้าร่วม ทำให้สังคมได้เห็นถึงจุดยืนของ ส.ว. ที่แตกต่างจากปี 2562 คือ รวบรวมเสียงเกิน 250 จาก 500 เสียงในสภาผู้แทนฯ ไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องรวมเสียง ส.ส. ให้ได้ 376 เสียง ตามเงื่อนไขพิจารณานายกรัฐมนตรี
หนึ่งในบุคคลที่กล่าวถึงเงื่อนไขนี้ คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา “อยากจะปิดสวิตช์ ส.ว. นั้นทำได้ไม่ยาก และไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญอะไรเลย… สภามี ส.ส. 500 คน ตัดสินใจเลยให้ได้ 376 เสียง ต่อให้พวกผมจะงดออกเสียงหรืออะไรก็ไม่มีความหมาย”

ที่มาของภาพ, Senate.go.th
คำนูณ เอง ก็เป็นหนึ่งใน 23 ส.ว. ที่โหวต “ไม่เอา” อำนาจเลือกนายกฯ เมื่อปี 2565 แต่มาวันนี้ ได้พูดถึงตัวเลข 376 เสียงขึ้นมาแทน
แต่วาทกรรมที่คนไทยกำลังให้ความสนใจหลังเลือกตั้ง 2566 คือ ความเห็นของ วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในรายการสดออนไลน์ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ช่วงเย็นวันที่ 15 พ.ค. ว่า “ผมก็ไม่แน่ใจว่าคนได้เสียงอันดับ 1 จะต้องเป็นรัฐบาลเสมอ ครั้งที่แล้วพรรคเพื่อไทยก็มีเสียงมาอันดับ 1 แต่ก็ต้องเป็นฝ่ายค้าน”
คำให้สัมภาษณ์ผ่านโทรศัพท์ของนายวันชัย ส่งผลให้แฮชแท็ก #สวมีไว้ทำไม กลายเป็นเทรนดิงอันดับ 1 ในทวิตเตอร์ ในวันที่ 16 พ.ค.
แต่จุดยืนของนายวันชัยนั้น เขายืนกรานกับไทยพีบีเอสว่า หากพรรคก้าวไกลต้องการให้พิธาเป็นนายกฯ ควรรวมเสียงให้ได้เกิน 376 เสียง “จะได้ไม่ต้องใช้เสียง ส.ว.”

ที่มาของภาพ, .
“แนวทางที่ (ส.ว.) คุยกันก่อนเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้ง เราสนับสนุนคนที่รวบรวมได้เสียงส่วนมาก ถ้าสนับสนุนเสียงข้างน้อย รัฐบาลก็ล้ม” วันชัย กล่าว ซึ่งก่อนหน้านี้ เขาเคยให้สัมภาษณ์สำนักข่าว เดอะ แสตนดาร์ดว่า หากเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง เขาเองก็พร้อมลงคะแนนให้ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร หากเพื่อไทยรวมได้เกิน 376 เสียง
อย่างไรก็ดี เขาแสดงความเห็นว่า “หน้างาน” ส.ว. แต่ละคนมีสิทธิที่จะยกมือสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ คนใดก็ได้ ที่มีการเสนอชื่อต่อรัฐสภา เพราะ ส.ว. มีสิทธิเหมือนประชาชนทุกคน ที่ต้องดู นโยบาย ประวัติส่วนบุคคล และคุณสมบัติอื่น
ส.ว. อีกคน ที่ระบุว่า ก้าวไกลต้องรวมเสียงให้ได้เกิน 376 เสียง คือ มณเฑียร บุญตัน
“ไม่โหวต” ให้พรรคที่แก้ 112
สมาชิกวุฒิสภาหลายคน ประกาศออกสื่อว่า ไม่ต้องการลงคะแนนให้บุคคลที่พรรคก้าวไกลเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะรวมเสียง ส.ส. ได้มากถึง 376 เสียง จน “ปิดสวิตช์ ส.ว.” ได้ก็ตาม
หนึ่งในนั้น คือ จเด็จ อินสว่าง ที่ยืนกรานว่า ส.ว. มีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้น การที่พรรคก้าวไกลเคยเสนอ “ยกเลิก” ก่อนเปลี่ยนมา “แก้ไข” ม.112 สำหรับเขา ถือว่ากระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
“สำหรับผม ก็คือไม่เห็นชอบ... ถ้าเสนอชื่อมาเป็นนายพิธา ผมไม่รับ จะลงมติไม่เห็นชอบ เพราะผมจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและคำปฏิญาณ “ จเด็จ กล่าว

ที่มาของภาพ, .
ส.ว. อีกคน ที่กล่าวว่า แม้เสียงส่วนใหญ่จะสนับสนุนพิธาเป็นนายกฯ แต่หากพรรคก้าวไกล ยืนกรานจะแก้ไข 112 ก็จะไม่ยกมือสนับสนุน คือ เสรี สุวรรณภานนท์ ผู้เคยระบุว่า “คะแนนของตนที่จะเลือกใครนั้นมีราคา”
“หากเขายืนยันว่าจะแก้ไข (ม.112) ผมก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว เพราะมันสร้างความร้าวฉานให้คนในชาติ ก็ต้องดูเขาอีกที ว่าหลังจากที่ได้รับการเสนอชื่อ จะมีเรื่องเหล่านี้อยู่หรือไม่” เขากล่าว

ที่มาของภาพ, .
เช่นเดียวกับ กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา เป็นหนึ่งใน ส.ว. ที่แสดงความเห็นต่อชัยชนะของพรรคก้าวไกลว่า ตอนแรก (14 พ.ค.) เขายังไม่ขอตัดสินใจว่าจะลงคะแนนให้แคนดิเดตนายกฯ คนไหน “ขอรอดูการรวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลก่อน” แต่เงื่อนไขสำหรับตัวเขานั้น นายกรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติ จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์เป็นหลัก
“เรามองไปไกลว่าบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร เลือกใครมีปัญหาหรือไม่ ถ้าชักศึกเข้าบ้านมีความขัดแย้ง เดินลงเต็มถนนอีกหรือไม่ต้องมองหลายมิติ ก่อนตัดสินใจเพื่อบ้านเมือง” กิตติศักดิ์ กล่าว
แต่วันที่ 16 พ.ค. กิตติศักดิ์ แสดงจุดยืนเพิ่มว่า “ไม่ว่าจะเป็นคุณเศรษฐา หรือคุณอุ๊งอิ๊ง มันยังดีว่า ประเทศจะไม่อันตรายเหมือนกับคุณพิธาครับ” เป็นการส่งสัญญาณว่า จะไม่โหวตให้พิธา

ที่มาของภาพ, Senate.go.th
“ปิดสวิตช์ตัวเอง” (โนโหวต)
สมาชิกวุฒิสภาที่ประกาศชัดเจนว่า จะไม่ใช้สิทธิโหวตนายกฯ คือ วัลลภ ตังคณานุรักษ์ ที่ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว วันที่ 15 พ.ค. 2566 ว่า “ผมว่าผมชัดเจนมาโดยตลอดนะครับ ตั้งแต่ครั้ง มีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็น 1 ใน 23 ส.ว. ที่ปิดสวิตช์ตนเองในการใช้สิทธิเลือกนายกรัฐมนตรี”
“ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ใครรวมเสียงข้างมากเกิน 250 เสียงในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้เป็นนายกฯ ได้เป็นรัฐบาล ไม่มีใครขวางได้” วัลลภ กล่าว
แต่ต่อมา วันที่ 16 พ.ค. เขาแสดงความชัดเจนว่า จะโหวตตามเสียงข้างมาก

ที่มาของภาพ, .
วัลลภ เป็นหนึ่งใน 23 ส.ว. ที่โหวต “ไม่เอา” อำนาจเลือกนายกฯ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 อย่างไรก็ตาม มตินี้ไม่ผ่าน เนื่องจากมีผู้โหวตรับเพียง 268 คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของรัฐสภา
บีบีซีไทย ตรวจสอบชื่อ ส.ว. 23 คน ที่โหวตสนับสนุนการปิดสวิตช์อำนาจเลือกนายกฯ ของตนเอง มีดังนี้

ที่มาของภาพ, Senate.go.th

ที่มาของภาพ, Senate.go.th

ที่มาของภาพ, Senate.go.th
แต่มาวันนี้ ส.ว. ที่เคยโหวต "ไม่เอา" อำนาจเลือกนายกฯ อาจไม่ได้หมายความว่า พวกเขาจะเลือก "โนโหวต" เหมือน พญ.คุณหญิง พรทิพย์ ยกตัวอย่าง เฉลิมชัย เฟื่องคอน ที่ประกาศว่าจะโหวตให้นายกฯ ของพรรคก้าวไกล หากเป็นไปตามเงื่อนไข และ วันชัย สอนศิริ ที่ระบุว่าอยากให้ พรรคก้าวไกลรวมเสียงให้ได้ 376 เสียง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องพึ่ง ส.ว.
แต่ก็มี ส.ว. อีกหลายคน ที่ประกาศชัดว่า จะไม่โหวตในครั้งนี้ แต่ด้วยเหตุผลที่ต่างจาก พญ.คุณหญิง พรทิพย์ โดยวันนี้ (16 พ.ค.) แนวหน้า รายงานว่า ผู้บัญชาการเหล่าทัพ-ตำรวจ ย้ำจุดยืนในการจะ "งดโหวต" เลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาการวางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง ในฐานะที่กองทัพเป็นหน่วยงานรัฐ ประกอบด้วย
- พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม
- พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.)
- พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)
- พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.)
- พล.อ.อ.อลงกรณ์ วัณณรถ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.)
- พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)
กลุ่ม “ยังไม่ชัดเจน”
ก่อนหน้านี้ พญ.คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกวุฒิสภา เคยประกาศว่า จะขอ “ปิดสวิตช์ตัวเอง” ด้วยการไม่ลงคะแนนเลือกนายกฯ ในครั้งนี้ และตัดสินใจมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง 2566 แล้ว
“หลักการทางการเมืองทั่วไป มันไม่ดีที่ให้ ส.ว. มาโหวต (เลือกนายกฯ)” พญ.คุณหญิง พรทิพย์ ให้สัมภาษณ์กับ เดอะ แสตนดาร์ด เมื่อวันที่ 15 พ.ค.
เธออธิบายเหตุผลว่า ทำไม ส.ว. ลงคะแนนอย่างพร้อมเพรียงให้ พล.อ. ประยุทธ์ เมื่อปี 2562 “เพราะมันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับพิเศษ ที่มีบทเฉพาะกาลว่า อยากให้ได้นายกฯ ที่จะมาปฏิรูป แต่พอมาแล้วมันไม่เห็นทำอะไรได้เลย”
“เราจึงบอกตั้งแต่แรก ๆ เลยว่า (ปี 2566) เราจะไม่ใช้สิทธินี้” พญ.คุณหญิง พรทิพย์ กล่าวในฐานะหนึ่งในกลุ่ม ส.ว. ที่ตั้งใจ “โนโหวต” ไม่ขอเลือกใคร แต่ก็ยอมรับว่า ส.ว. คนอื่นจะคิดแบบเดียวกันมากน้อยแค่ไหน เธอไม่สามารถตอบได้
อย่างไรก็ดี วันที่ 16 พ.ค. เธอให้สัมภาษณ์ในรายการ โหนกระแส เปลี่ยนจุดยืน โดยบอกว่า “การที่จะไปถึงวันนั้น ว่าจะโหวตได้ไหม ยังตอบไม่ได้ เพราะว่านโยบาย 10 กว่าข้อ เราไม่ได้รับได้หมด” จึงถือว่า เธอยังไม่ชัดเจน

ที่มาของภาพ, .
ในการให้สัมภาษณ์กับ เดอะ แสตนดาร์ด นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ประกาศชัดว่าถ้าเพื่อไทยชนะ ตนจะไม่โหวตให้ น.ส. แพทองธาร เพราะ “ประเทศไทยไม่ใช่ที่ลองงานของใคร” แต่ในเชิงหลักการเลือกนายกฯ ของตนเองนั้น จะพิจารณาจาก “เสียงมหาชน” เป็นหลัก
แล้วยังมี สมชาย แสวงการ ที่ไม่เห็นด้วยกับการกดดันของสังคมให้ ส.ว. เลือกให้ก้าวไกล แต่ยังไม่ประกาศจุดยืนชัดจน

ที่มาของภาพ, Senate.go.th
การจำแนกจุดยืนต่าง ๆ ของ ส.ว. ในวันที่สังคมกำลังตั้งคำถามว่า “ส.ว. มีไว้ทำไม” คงเป็นได้เพียงการคาดการณ์ และยึดตามสัจจะวาจา ที่ไร้พันธะผูกพัน ดังคำที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวไว้ ว่า “ไปถามคนนั้นก็พูดอย่าง คนนี้ก็พูดอย่าง 250 คน คิดไม่เหมือนกันหรอก”











