เลือกนายกฯ: “วันนอร์” สั่งงดประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตนายกฯ 27 ก.ค. หลังผู้ตรวจฯ ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ "เสนอชื่อพิธาซ้ำไม่ได้"

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา มีคำสั่งให้งดการประชุมรัฐสภา 27 ก.ค. เพื่อโหวตเลือกนายกฯ รอบที่ 3 ออกไปก่อน
การตัดสินใจของประธานรัฐสภาเกิดขึ้น หลังรับฟังข้อคิดเห็นจากฝ่ายกฎหมายของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แนราษฎร โดยให้เหตุผลว่า “เพื่อเลี่ยงความขัดแย้งในข้อกฎหมาย” หลังคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินส่งไปถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว
นอกจากนี้นายวันมูหะมัดนอร์ยังสั่งให้ยกเลิกการประชุมร่วมกันระหว่างประธานรัฐสภา กับคณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย ในวันที่ 26 ก.ค. เพื่อหารือแนวทางการโหวตเลือกนายกฯ ด้วย
วานนี้ (24 ก.ค.) ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มติรัฐสภาเมื่อ 19 ก.ค. ไม่ให้เสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพื่อให้ความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 เป็นการเสนอ “ญัตติซ้ำ” ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อ 41 เข้าข่ายการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และขอให้ออกมาตรการชั่วคราวเพื่อชะลอการให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกฯ ไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่า การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ เป็นการดำเนินการตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ไม่ใช่การเสนอญัตติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41 เพราะการเสนอชื่อนายกฯ มีกำหนดไว้เป็นการเฉพาะในรัฐธรรมนูญ และในข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ก็เป็นคนละหมวดกันกับญัตติปกติ
“ที่ประชุมเห็นชอบร่วมกันว่า การดำเนินการชองรัฐสภาในวันที่ 19 ก.ค. ในฐานะที่รัฐสภาเป็นหน่วยงานที่ใช้อำนาจรัฐ และมีการกระทำที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงมีมติให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าว ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่” พ.ต.ท.กีรป กฤตธีรานนท์ เลขาธิการผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลง

ผู้ตรวจการแผ่นดินยังมีมติเห็นด้วยกับคำร้องของ 2 นักวิชาการ ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดมาตรการ หรือวิธีการชั่วคราว เพื่อชะลอการลงมติให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีออกไปก่อน จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
โดยให้เหตุผลว่า ปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการกระทำของรัฐสภาดังกล่าวยังคงมีอยู่และมิได้รับการวินิจฉัยให้เป็นที่ยุติย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนทั่วไป ซึ่งอยู่ภายใต้การใช้อำนาจของรัฐโดยรัฐสภา ดังนั้น หากให้ดำเนินการเลือกนายกรัฐมนตรีต่อไป "อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประเทศ และยากต่อการที่จะเยียวยาแก้ไข"
พ.ต.ท.กีรป ระบุด้วยว่า คาดว่าจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 26 หรือ 26 ก.ค. เป็นอย่างช้า ก่อนกำหนดการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 27 ก.ค.

สำหรับ 2 นักวิชาการที่เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจฯ ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความประเด็นนี้คือ นายพรชัย เทพปัญญา นักวิชาการอิสระ และนายบุญส่ง ชเลธร อาจารย์คณะนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โดยใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213
ย้อนไปเมื่อ 19 ก.ค. รัฐสภามีมติ 395 ต่อ 312 ว่า การเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีถือเป็น “ญัตติ” ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อที่ 41 ในเมื่อรัฐสภาโหวตคว่ำชื่อของนายพิธาไปแล้วเมื่อ 13 ก.ค. จึงไม่สามารถเสนอชื่อเดิมให้สมาชิกรัฐสภาโหวตซ้ำได้อีกตลอดสมัยประชุมนี้ (สิ้นสุด 30 ต.ค.)
ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา 2563 ข้อ 41 ระบุว่า “หากญัตติใดตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ยังมิได้มีการลงมติหรือญัตติที่ประธานรัฐสภาจะอนุญาต ในเมื่อพิจารณาเห็นว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป”
ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เมื่อ 13 ก.ค. นายพิธาได้รับคะแนนเห็นชอบให้เป็นนายกฯ 324 ไม่เห็นชอบ 182 เสียง และงดออกเสียง 199 คน ยังขาดไปถึง 51 เสียง จึงจะผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำตามรัฐธรรมนูญ 2560
คะแนนเสียงจาก สส. และ สว. ที่ลงมติเห็นชอบให้นายพิธา แคนดิเดตนายกฯ ผู้ถูกเสนอชื่อต่อรัฐสภาเพียงคนเดียว ไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือ 375 จากสมาชิกทั้งหมด 749 คน เป็นผลให้ชื่อของนายพิธาถูกตีตกไปในยกแรก

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ความเห็นคณาจารย์นิติศาสตร์
วันเดียวกัน 115 คณาจารย์นิติศาสตร์ จาก 19 สถาบัน ออกแถลงการณ์เรื่อง “ไม่เห็นด้วยกับมติของรัฐสภา ที่ให้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ” โดยให้เหตุผล 5 ข้อที่ชี้ว่ามติของรัฐสภาไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
- “ญัตติ” ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อ 41 หมายถึง “ญัตติ” ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุมรัฐสภาเท่านั้น (เสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธานรัฐสภา และมีสมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่า 10 คน) ส่วนการเสนอชื่อนายกฯ เป็นเรื่องที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะ การเสนอชื่อนายกฯ จึงไม่ใช่ “ญัตติ” ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41
- รัฐธรรมนูญ มาตรา 159 และมาตรา 272 ไม่ได้บัญญัติว่าการเสนอชื่อนายกฯ คนเดิมจะกระทำไม่ได้ “การที่รัฐสภาลงมติให้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนเดิมได้เพียงครั้งเดียว เป็นการเอาข้อบังคับการประชุมรัฐสภามาอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ”
- ตามลำดับชั้นของกฎหมายนั้น รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด กฎหมายในลำดับต่ำกว่า ต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หาไม่แล้วย่อมใช้บังคับมิได้ “ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาจึงจะอยู่เหนือกว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้”
- ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่เป็นปัญหาเรื่องรัฐสภาตีความข้อบังคับของตนเองโดยขัดต่อรัฐธรรมนูญ “มติของรัฐสภาที่ตีความว่าการเสนอชื่อนายกฯ ตามมาตรา 159 และมาตรา 272 อยู่ในบังคับของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41 นั้น เป็นการ ‘ตีความรัฐธรรมนูญ’ ว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 159 และมาตรา 272 อยู่ใต้ข้อบังคับของรัฐสภา ซึ่งรัฐสภาหาได้มีอำนาจที่จะทำเช่นนั้นไม่"
- ผลของการลงมตินี้ไม่ใช่แค่เรื่องของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล แต่คือบรรทัดฐานที่ผิดพลาดของรัฐสภาในการพิจารณาญัตติที่เป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ที่จากนี้ไปจะเสนอได้ครั้งเดียวทั้งหมด โดยไม่สนใจเรื่องลำดับชั้นของกฎหมาย และที่สำคัญที่สุดคือ “บรรทัดฐานที่เสียงข้างมากของรัฐสภาสามารถตีความข้อบังคับการประชุมของตนเอง ให้ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดได้”
คณาจารย์นิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เห็นว่ามติของรัฐสภา 19 ก.ค. ที่ให้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ "เป็นการเอาการเมืองมาอยู่เหนือหลักกฎหมาย และขัดต่อรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุด จึงขอเรียกร้องให้รัฐสภายกเลิกมตินี้ หาไม่แล้วการเรียนการสอนนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในเรื่องลำดับชั้นของกฎหมาย และหลักการปกครองโดยกฎหมายที่มีหลักรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ยากที่จะดำเนินโดยปกติในประเทศไทยต่อไปได้"











