สหรัฐฯ จีน รัสเซีย กำลังเดินหน้าอย่างไรกับความพยายามครองโลกที่ 'ปกครองด้วยความแข็งแกร่ง กำลัง และอำนาจ'

Designed image of Xi Jinping, Donald Trump, and Vladimir Putin in front of their respective national flags of China, the United States, and Russia. Trump, centre, points towards the camera, while Xi and Putin look sightly away from him.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, แอนโทนี ซูร์เชอร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำอเมริกาเหนือ

"อำนาจของอเมริกาเหนือซีกโลกตะวันตกจะไม่ถูกตั้งคำถามอีกต่อไป" ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศหลังจากการจับกุมนิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา

และในขณะที่ทรัมป์ยืนยันถึงความแข็งแกร่งของรัฐบาลวอชิงตัน จีนและรัสเซียก็ยังคงผลักดันเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและขยายอิทธิพลของตนเองต่อไป

นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่า ทั้งสามประเทศกำลังพยายามสร้างระเบียบโลกใหม่ ซึ่งมีผลกระทบต่อยุโรปและมหาอำนาจระดับภูมิภาคอื่น ๆ

ในบทความนี้บีบีซีประเมินว่าสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย ใช้เครื่องมือทางทหาร เศรษฐกิจ และการเมืองอย่างไรเพื่อให้มีอิทธิพล ไม่เพียงแต่กับประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศที่อยู่ไกลออกไปอีกด้วย

โลกที่ 'ปกครองด้วยอำนาจ'

Designed image of Donald Trump, against a background that uses elements of the US flag.

ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

สหรัฐอเมริกาภายใต้การบริหารของทรัมป์ กำลังอยู่ในช่วงของการกำหนดนิยามใหม่และปรับทิศทางนโยบายต่างประเทศและยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นไปที่ซีกโลกตะวันตก

นั่นถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่น ๆ ในอดีต ที่มาจากทั้งสองพรรคการเมือง ซึ่งมีมุมมองเกี่ยวกับอำนาจและอิทธิพลของสหรัฐฯ ในระดับโลกมากกว่า

เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์กล่าวว่า นี่คือการดำเนินการตามนโยบายต่างประเทศ ที่เรียกว่า "อเมริกามาก่อน" (America First) ซึ่งให้ความสำคัญกับประเด็นต่าง ๆ เช่น การอพยพ อาชญากรรม และการค้ายาเสพติด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตของพลเมืองอเมริกัน

ความคิดเห็นล่าสุดของสตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาอาวุโสของทรัมป์ ที่อธิบายโลกที่ "ปกครองด้วยความแข็งแกร่ง ปกครองด้วยกำลัง ปกครองด้วยอำนาจ" อาจทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับนโยบายต่างประเทศที่เน้นผลประโยชน์และไม่ยึดติดกับอุดมคติของเฮนรี คิสซิงเจอร์และริชาร์ด นิกสันในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 แต่สิ่งที่เปรียบเทียบได้ดีที่สุดอาจเป็นความพยายามในการสร้างจักรวรรดิอเมริกันของประธานาธิบดีวิลเลียม แมคคินลีย์และเท็ดดี รูสเวลต์ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20

ต่อยอดจาก "หลักการมอนโร" ในปี 1823 ซึ่งเป็นถ้อยแถลงของประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร ที่กล่าวว่าซีกโลกตะวันตกควรปราศจากการแทรกแซงจากยุโรป รูสเวลต์ย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องมีบทบาทอย่างแข็งขันในการดูแลและรักษาความปลอดภัยของทวีปอเมริกา

ในช่วงเวลานั้น สหรัฐฯ ได้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศต่าง ๆ เช่น เวเนซุเอลาและสาธารณรัฐโดมินิกัน และส่งทหารสหรัฐฯ ไปยังเฮติและนิการากัวด้วย

นับตั้งแต่เริ่มต้นวาระที่สองในตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทรัมป์ ได้แสดงความสนใจอย่างมากในดินแดนและประเด็นต่าง ๆ ในภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง

ปฏิบัติการทางทหารของเขาในการจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุด แต่นั่นก็เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ โจมตีเรือต้องสงสัยค้ายาเสพติดในทะเลแคริบเบียน บังคับใช้มาตรการภาษีเพื่อกดดันประเทศในละตินอเมริกา สนับสนุนผู้สมัครและพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นการเฉพาะในการเลือกตั้งระดับชาติ และเรียกร้องการผนวกคลองปานามา กรีนแลนด์ และพื้นที่ทั้งหมดของแคนาดา ให้เป็นของสหรัฐฯ

"สหรัฐอเมริกาต้องดำรงความเป็นผู้นำในซีกโลกตะวันตก นั่นเป็นเงื่อนไขของความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของเรา เงื่อนไขที่ทำให้เราสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นใจในที่และเวลาที่เราต้องการในภูมิภาคนี้" แถลงการณ์ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ ที่ทำเนียบขาวที่เพิ่งเผยแพร่ ระบุ

อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศชุดใหม่ที่รวมไปถึงการปฏิเสธความพยายามของมหาอำนาจต่างชาติที่จะมีอิทธิพลต่อประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคของอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจีน อาจเป็นจุดที่การมุ่งเน้นใหม่ของอเมริกาในซีกโลกตะวันตกอาจปะทะโดยตรงกับความกังวลทางการเมืองระดับโลก

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความสนใจในการเป็นตัวกลางในการเจรจาสันติภาพทั่วโลก และแสดงความสนใจอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงกับประเทศอาหรับ เช่น ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

เขาและที่ปรึกษาใกล้ชิดของเขา รวมถึงมิลเลอร์ ได้แสดงความคิดเห็นว่า สหรัฐฯ เป็นผู้ปกป้องอารยธรรมตะวันตก จากกองกำลังที่พยายามจะกัดเซาะวัฒนธรรมและประเพณีของอารยธรรมตะวันตก

ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้รากฐานเชิงกลยุทธ์ของนโยบายต่างประเทศของอเมริกาอาจเชื่อมโยงกับมุมมองใหม่ที่ว่า "อเมริกามาก่อน" แต่ทัศนคติและผลประโยชน์ส่วนตัวของทรัมป์จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนวาระระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ต่อไป

ตลอดประวัติศาสตร์ 250 ปีของอเมริกา นโยบายการต่างประเทศของอเมริกาได้เปลี่ยนจากจุดยืนของการแยกตัวโดดเดี่ยวไปสู่การแทรกแซงแล้วก็วนกลับอีกครั้ง โดยมีการผสมผสานระหว่างอุดมคติและการปฏิบัติจริงที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งทางทหารของอเมริกาและผลประโยชน์ของประชาชนและผู้นำของพวกเขา

แม้ว่าสถานการณ์ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของทรัมป์ แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าในระยะยาว วงจรและการเปลี่ยนแปลงในนโยบายต่างประเทศของอเมริกาเหล่านี้จะสิ้นสุดลง

'การฟื้นฟูครั้งยิ่งใหญ่' ของจีน

Designed image of Xi Jinping raising his fist, against a background that uses elements of the Chinese flag.

ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

อิทธิพลระดับโลกของจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเพียง "อาณาจักร" หรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งของโลกเท่านั้น ปัจจุบันทางการปักกิ่งมีอิทธิพลไปทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่แปซิฟิกใต้ เอเชียใต้และเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา และพื้นที่อื่น ๆ อีกมากมาย

ในการแสวงหาการนำในระดับโลก จีนได้ใช้ทักษะสำคัญของตนนั่นคือการผลิตเป็นสำคัญ สินค้าเกือบ 1 ใน 3 ของสินค้าทั้งหมดที่ผลิตในโลกนั้นถูกผลิตในจีน ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ในกระเป๋าของเรา เสื้อผ้าในตู้เสื้อผ้า และเฟอร์นิเจอร์ที่เราใช้นั่งดูทีวี

จีนยังวางตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการเป็นเจ้าของอนาคตด้วยการทำให้มั่นใจว่ามีส่วนแบ่งแร่หายากมากที่สุดในโลก แร่หายากนี้คือกลุ่มธาตุที่จำเป็นในการผลิตเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงสมาร์ทโฟน รถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม และอาวุธทางทหาร

จีนแปรรูปแร่หายากประมาณ 90% ของปริมาณแร่หายากทั่วโลก และเมื่อเร็ว ๆ นี้จีนก็ได้ใช้ประโยชน์จากอำนาจต่อรองนี้กับโดนัลด์ ทรัมป์ โดยจำกัดการส่งออกในช่วงสงครามการค้ากับสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว นี่อาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมวอชิงตันจึงพยายามแสวงหาแร่ธาตุในกรีนแลนด์และที่อื่น ๆ ทำให้ทั้งสองมหาอำนาจดูเหมือนว่ากำลังต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงทรัพยากร

นี่เป็นการพลิกผันครั้งใหญ่สำหรับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งในปี 2000 เป็นเพียงผู้เล่นตัวรองในโลกที่สหรัฐฯ เป็นผู้ครองอำนาจ เมื่อเข้าสู่ปี 2026 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับโลกที่ทะเยอทะยาน โดยใช้อำนาจและอิทธิพลผ่านทางการค้า เทคโนโลยี และการลงทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพที่กำลังเติบโต

การเติบโตของจีนจากหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ไปสู่มหาอำนาจทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีได้สร้างแรงสะท้อนต่อเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายประเทศ พวกเขามองว่านี่คือการพัฒนาให้ทันสมัย (modernisation)โดยไม่ต้องรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา ซึ่งรัฐและประเทศต่าง ๆ สามารถแสวงหาการเติบโตทางเศรษฐกิจได้โดยไม่ต้องนำระบบการเมืองหรือนโยบายต่างประเทศแบบตะวันตกมาใช้

นี่เป็นสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ ในปี 2001 เศรษฐกิจมากกว่า 80% ของโลกทำการค้าสองทางกับสหรัฐฯ มากกว่ากับจีน แต่ปัจจุบันประมาณ 70% ของโลกทำการค้ากับจีนมากกว่ากับสหรัฐฯ

จีนยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาและลงทุนอย่างหนักในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative - BRI) โครงการโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกขนาดใหญ่นี้มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมต่อทวีปเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา ผ่านเส้นทางทางบกและทางทะเล โดยมีการลงทุนขนาดใหญ่จากจีนในท่าเรือ ทางรถไฟ ถนน และโครงการด้านพลังงานต่าง ๆ

สิ่งนี้ส่งผลให้หลายประเทศเป็นหนี้รัฐบาลปักกิ่งเพิ่มมากขึ้น

หนึ่งในคำถามที่ใหญ่ที่สุดหลังปฏิบัติการของโดนัลด์ ทรัมป์ในเวเนซุเอลาคือนี่จะทำให้จีนเกิดความคิดที่จะบุกไต้หวันหรือไม่ จีนมองว่าเกาะที่ปกครองตนเองแห่งนี้เป็นเรื่องกิจการภายในของจีนเอง โดยจีนถือว่าไต้หวันมณฑลที่แยกตัวออกไปและจะต้องกลับคืนสู่แผ่นดินแม่ในวันหนึ่ง

หากนายสี จิ้นผิง ตัดสินใจบุกไต้หวัน มันจะไม่ใช่เพราะสหรัฐฯ ได้สร้างแบบอย่างไว้แล้ว นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าจีนจะยังคงใช้กลยุทธ์การบีบบังคับเพื่อบั่นทอนกำลังใจประชาชนชาวไต้หวัน โดยมีเป้าหมายที่จะบังคับให้ไต้หวันเข้าสู่โต๊ะเจรจา

วิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงที่มีเสมอมา คือ "การฟื้นฟูครั้งยิ่งใหญ่" ของชาติจีน ในการสวนสนามทางทหารเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่เขายืนอยู่บนระเบียงมองลงมายังกองทัพของตน สี จิ้นผิงกล่าวว่าความเจริญรุ่งเรืองของจีนนั้น "หยุดยั้งไม่ได้" เขาต้องการให้โลกมองและชื่นชมปักกิ่ง และเขามองว่าความปั่นป่วนระดับโลกในปัจจุบันภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นช่วงเวลาแห่ง "การเปลี่ยนแปลง"

เขาจะมองว่านี่เป็นโอกาส และข้อความของเขาคือโลกกำลังอยู่บนทางแยก และเขาเชื่อว่าจีนอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดที่จะช่วยนำทางโลกไปข้างหน้า

'เพื่อนบ้านใกล้เคียง' ของรัสเซีย

Designed image of Vladimir Putin pointing his finger, against a background that uses elements of the Russian flag.

ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

วลาดิเมียร์ ปูติน เคยมีคำกล่าวที่มีชื่อเสียงหรืออาจจะเป็นชื่อเสียก็ว่าได้จากคำกล่าวที่ว่า การล่มสลายของสหภาพโซเวียตเป็น "หายนะทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุด" ของศตวรรษที่ 20

นี่เป็นการให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีค่าเกี่ยวกับมุมมองของเขาต่อสิ่งที่ชาวรัสเซียมักเรียกว่า "ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง" ซึ่งคืออดีตสาธารณรัฐโซเวียตที่ได้รับเอกราชในทศวรรษ 1990

สำหรับหลายคน คำเรียกนี้สื่อเป็นนัยว่าพวกเขามีสิทธิในการเป็นรัฐอิสระน้อยกว่าประเทศอื่นที่อยู่ห่างไกลออกไปใน "ต่างประเทศแดนไกล"

ตามแนวคิดนี้ซึ่งเป็นพื้นฐานของอุดมการณ์ของเครมลิน รัสเซียมีผลประโยชน์ที่ชอบธรรมในประเทศเหล่านี้ ซึ่งรัสเซียมีสิทธิที่จะปกป้อง

ขอบเขตของอิทธิพลของรัสเซียเป็นแนวคิดที่คลุมเครือ และเครมลินก็จงใจทำให้เรื่องขอบเขตดินแดนคลุมเครือเช่นกันว่าจุดสิ้นสุดของดินแดนอยู่ที่ไหน

ประธานาธิบดีปูตินเคยกล่าวว่า "พรมแดนของรัสเซียไม่มีวันสิ้นสุด" และสำหรับผู้สนับสนุนนโยบายขยายอำนาจของเขาบางคน อิทธิพลของรัสเซียรวมถึงดินแดนทั้งหมดที่เคยเป็นของจักรวรรดิรัสเซียในอดีต หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่มอสโกเรียกพื้นที่ของยูเครนที่รัสเซียผนวกดินแดนมเข้าไปว่า "ภูมิภาคทางประวัติศาสตร์"

ในทางทฤษฎี เครมลินเคารพในอธิปไตยของอดีตสาธารณรัฐโซเวียตและประเทศอื่น ๆ ที่รัสเซียกล่าวว่ามี "ผลประโยชน์" อยู่ แต่ในทางปฏิบัติ รัสเซียมีประวัติการใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจและทางทหารต่ออดีตประเทศบริวารเมื่อพวกเขามีความคิดที่จะแยกตัวออกจากอิทธิพลของรัสเซีย

ยูเครนก็ได้รับบทเรียนในเรื่องนี้ด้วย เป็นเวลากว่าทศวรรษหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต รัฐบาลยูเครนดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับเป้าหมายของเครมลินเป็นส่วนใหญ่ และอนุญาตให้มีการตั้งฐานทัพเรือรัสเซียขนาดใหญ่ในไครเมีย ริมทะเลดำ

เครมลินพอใจกับความสัมพันธ์นี้จนกระทั่งยูเครนเลือกประธานาธิบดีวิกเตอร์ ยูเชนโก ผู้มีแนวคิดปฏิรูปและสนับสนุนตะวันตก ในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่ง รัสเซียได้ตัดการส่งก๊าซสองครั้งในปี 2006 และ 2009

เมื่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการแทรกแซงทางการเมืองไม่ได้ผล รัสเซียจึงบุกไครเมีย เข้าควบคุมภูมิภาคในปี 2014 และเปิดฉากการบุกยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในปี 2022

ในทำนองเดียวกัน รัสเซียก็ทำสงครามกับจอร์เจียในปี 2008 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีมิกเคอิล ซาคาชวิลี ซึ่งเป็นผู้นำสายปฏิรูป การกระทำนี้ทำให้รัสเซียมีอำนาจควบคุมและขยายการควบคุมเหนือดินแดนจอร์เจียประมาณ 20% นับตั้งแต่นั้นมา กองทัพรัสเซียได้ผลักดันด่านชายแดนและลวดหนามเข้าไปในดินแดนจอร์เจียลึกขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นวิธีการที่คนในท้องถิ่นเรียกว่า "การยึดครองอย่างค่อยเป็นค่อยไป"

การที่ชาติตะวันตกไม่ตอบโต้การบุกจอร์เจียของรัสเซียในปี 2008 และยูเครนในปี 2014 อย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งทำให้ปูตินเชื่อมั่นว่า "ดินแดนใกล้เคียง" เป็นของเขาที่จะยึดครองได้

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในขณะที่ยูเครนและจอร์เจียต่อต้านการครอบงำทางการเมืองจากมอสโก ซึ่งส่งผลให้เกิดการแทรกแซงทางทหาร แต่อดีตสาธารณรัฐโซเวียตบางแห่งยังคงเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย รัฐบาล 5 ประเทศ ได้แก่ เบลารุส ทาจิกิสถาน คีร์กีสถาน คาซัคสถาน และอาร์เมเนีย ยังคงให้ที่พักพิงแก่กองกำลังรัสเซีย

สำหรับยูเครนและจอร์เจีย ปัญหาเริ่มต้นขึ้นเมื่อพวกเขาเลือกตั้งรัฐบาลที่ประกาศความทะเยอทะยานที่จะออกจากเขตอิทธิพลของรัสเซีย โดยการดำเนินการปฏิรูปประชาธิปไตยและพัฒนาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับตะวันตก

สิ่งที่ตามมานั้นไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยความขัดแย้งที่ต่อสู้กันภายใต้ข้ออ้างของการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและปกป้องชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองและหลังสงครามเย็น มีความพยายามอย่างมากในการเปลี่ยนประชาคมโลกให้เป็นประชาคมแห่งความเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีขนาดหรืออาวุธอะไรก็ตาม แต่แนวคิดเรื่องเขตอิทธิพลที่กลับมาอีกครั้งอาจนำเราทุกคนย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาที่มืดมนกว่าในอดีต