สำรวจแนวคิดแก้กฎหมายมียาบ้าไม่เกิน 10 เม็ดถือเป็นผู้เสพ แก้ปัญหายาเสพติดในไทยได้ไหม

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

กระทรวงสาธารณสุข เตรียมประกาศใช้กฎกระทรวงกำหนดจำนวนครอบครองยาบ้าไม่เกิน 10 เม็ด ให้ถือเป็นผู้เสพ ในเดือน ธ.ค. ที่จะถึงนี้

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงร่างกฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ พ.ศ. ... ที่จะออกมาใหม่นี้ว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อแยกแยะพฤติกรรมการเข้าข่ายว่าถือครองกี่เม็ดเป็นผู้เสพหรือเป็นผู้ค้า โดยในร่างกฎกระทรวงใหม่นี้ระบุว่า ผู้ที่ครอบครองยาบ้าหรือแอมเฟตามีนน้อยกว่า 10 เม็ดให้ถือเป็นผู้เสพ ที่ต้องได้รับการบำบัดในฐานะผู้ป่วย แต่หากถือครองมากกว่า 10 เม็ดให้ถือเป็นผู้ค้า ซึ่งจะต้องได้รับการบำบัดพร้อมกับการดำเนินคดีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นพ.ชลน่าน กล่าวในการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ปีงบประมาณ 2567 ว่า นิยามตามกฎหมายผู้เสพคือผู้ป่วย ปัจจุบันคาดการณ์ว่ามีประมาณ 1.5 ล้านรายที่เป็นผู้ใช้ ผู้เสพ และผู้ที่ติดยาเสพติดแล้ว

สำหรับร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ เป็นอำนาจของกระทรวงสาธารณสุขในการกำหนดปริมาณการครอบครองว่าเท่าใดจึงเป็นผู้ป่วย ซึ่งเป็นกฎหมายลำดับรองที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ ดังกล่าวประกาศใช้ในปี 2564 ก็จำเป็นจะต้องออกกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องตามมา โดยย้อนกลับไปในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2565 คณะรัฐมนตรีภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้อนุมัติหลักการ "ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ประเภท 2 หรือประเภท 5 หรือวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 หรือประเภท 2 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ พ.ศ. ..." ซึ่งกำหนดว่า การครอบครองยาบ้าที่ถือว่าเป็น "ผู้ค้า" ต้องมีจำนวน 15 หน่วยการใช้ (เม็ด) ขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวที่ผ่านการอนุมัติหลักการโดย ครม.ประยุทธ์ แล้ว แต่จนท้ายที่สุดกลับยังไม่มีการประกาศออกมาเป็นกฎกระทรวงบังคับใช้

จนต่อมาในเดือน ก.พ. 2566 นายอนุทิน ชาญวีรกูล อดีต รมว.สาธารณสุข ได้เสนอแนวคิดแก้ไขร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ให้ผู้มียาเสพติดในครอบครองมากกว่า 1 เม็ด จะสันนิษฐานว่าเป็นผู้ขาย อย่างไรก็ตาม แนวคิดของนายอนุทินครั้งนั้นยังไม่ได้เข้าไปสู่ขั้นตอนการให้ความเห็นชอบในหลักการโดยคณะรัฐมนตรี จนกระทั่งสิ้นสุดรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์

และล่าสุดในช่วงปลายเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา จึงมีแนวคิดใหม่อีกครั้งโดย รมว.สาธารณสุข คนปัจจุบัน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ที่จะกำหนดเกณฑ์การแบ่งผู้เสพและผู้ค้าว่าควรอยู่ที่ 10 เม็ด

นพ.ชลน่าน กล่าวเมื่อวันที่ 30 ต.ค. ในมุมของสาธารณสุขมองว่า ไม่ว่าจะกี่เม็ด จะ 1 เม็ด 10 เม็ดก็คือผู้เสพและผู้ป่วย ส่วนการกำหนดที่ไม่เกิน 10 เม็ด ได้มีการพิจารณาในเชิงวิชาการ มิติทางสังคมเศรษฐกิจ และการบังคับใช้กฎหมายแล้ว

ทำไมจึงต้องใช้เกณฑ์ยาบ้า 10 เม็ด ในการแยกผู้เสพและผู้ค้า

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ข้อสรุปกำหนดการถือครองยาบ้าไม่เกิน 10 เม็ดเป็นผู้เสพในร่างกฎกระทรวงที่กำลังจะประกาศใช้ เป็นการพิจารณาร่วมกันกับกระทรวงยุติธรรม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส) กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย "ใช้ทุกมิติ ทั้งการแพทย์ ฤทธิ์ของยาที่เกิดผลต่อผู้เสพ มิติด้านเศรษฐกิจ เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย และพฤติกรรมของผู้ค้า"

ด้าน พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และรักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส) เปิดเผยว่า การให้คำจำกัดความของผู้เสพจากฝ่ายการแพทย์ตกผลึกมาว่าไม่เกิน 10 เม็ด ถือว่าเป็นผู้เสพ มีองค์ประกอบในการพิจารณาหลายประเด็น ทั้งเรื่องสารบริสุทธิ์ การทบทวนวรรณกรรมทางวิชาการ การซักถามผู้เสพ ได้แก่ ถ้าผู้เสพใช้ยาบ้า 1 เม็ด มีสารบริสุทธิ์ 10-20 มิลลิกรัม การออกฤทธิ์แสดงอาการมั่นใจ และการควบคุมตัวเองลดลง

หากเสพ 5 เม็ด มีสารบริสุทธิ์ 50-100 มิลลิกรัม จะทำให้มีอาการกระสับกระส่าย อารมณ์เสีย โมโหง่าย และถ้าเสพมากกว่า 100 มิลลิกรัมขึ้นไป จะมีอาการอยู่นิ่งไม่ได้ และมากกว่า 120 มิลลิกรัม จะเสียชีวิต อันนี้เป็นเชิงของการแพทย์

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ กล่าวว่า ส่วนการพิจารณาว่าจำนวนการครอบครองเกินกี่เม็ดจึงถือว่าเป็นผู้ค้านั้นจะดูพฤติกรรมด้วย เพราะบางคนเสพ 1-3 เม็ดต่อวัน จะมีอาการอย่างเช่น หัวเราะทั้งวัน หรือขยันขึ้น เสพ 7-10 เม็ด จะเริ่มมีอาการที่หนักขึ้น ดังนั้น การพิจารณาจะนำหลาย ๆ ปัจจัยทั้งจำนวนเม็ดหรือปริมาณสารแอมเฟตามีน และพฤติกรรมการใช้มาพิจารณาร่วมกัน จึงได้ข้อสรุปว่า เส้นแบ่งควรอยู่ที่ 10 เม็ด

AFP/Getty Images

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

ป.ป.ส. ชี้ ในมุมตำรวจจะทำให้ผู้ค้ารายย่อยเพิ่มขึ้น แต่ต้องมองเรื่องการบำบัดฟื้นฟู

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ กล่าวยอมรับว่า ในมุมของผู้บังคับใช้กฎหมาย การกำหนดการครอบครองเพื่อเสพ 10 เม็ด จะทำให้มีผู้ค้ารายย่อยมากขึ้น

แต่ในฐานะที่เป็นรักษาการ เลขาธิการ ป.ป.ส. ซึ่งมีหน้าที่บูรณาการทั้งการบำบัด ฟื้นฟู สนับสนุน การบังคับใช้กฎหมาย และกำหนดนโยบาย ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติด จึงมีความเห็นว่าการกำหนดการครอบครองเพื่อเสพ 10 เม็ด มีความเหมาะสม

"ตัวเลขผู้เสพของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีอยู่ 530,000 คน เป็นกลุ่มสีแดง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นอันตรายต่อสังคม 32,000 คน การดำเนินการควิกวิน (นโยบายเร่งด่วน) จะเอาคน 32,000 คน เข้ามาสู่การบำบัดให้ได้ก่อน"

รักษาการ เลขาธิการ ป.ป.ส. ยังกล่าวด้วยว่า ไม่ว่ายาเสพติดจำนวนกี่เม็ด เจ้าหน้าที่ตำรวจจะพิจารณาจากพฤติกรรมและรายงานการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ด้วยอยู่แล้ว

"จะบอกว่ามี 1-2 เม็ดแล้วบอกว่ามีไว้เพื่อเสพ มันไม่ใช่ครับ ตำรวจเองก็มีรายงานการสืบสวนของเขา ก่อนจะไปถึงตัวผู้กระทำผิด"

เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย

จากการแถลงของ รมว.สาธารณสุข เน้นย้ำว่า นโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติดจะยึดหลัก "เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย" สนับสนุนให้ผู้เสพเข้ารับการบำบัดรักษาอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง โดย สธ. เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ด้วยการพัฒนารูปแบบการเข้ารับบริการที่เชื่อมโยงตั้งแต่ศูนย์คัดกรอง สถานพยาบาลยาเสพติด สถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม ภายใต้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564

เป้าหมายนโยบายที่จะดำเนินการใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1. จัดตั้งมินิธัญญารักษ์ ดูแลผู้ป่วยยาเสพติดระยะยาวให้ครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศ ปัจจุบันมีโรงพยาบาลชุมชนที่ประสงค์จัดตั้งมินิธัญญารักษ์ 146 แห่ง รองรับผู้ป่วยยาเสพติดได้ทั้งสิ้น 1,957 เตียง 2. มีหอผู้ป่วยจิตเวชทุกจังหวัด และ 3. มีกลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติดทุกอำเภอ ปัจจุบันโรงพยาบาลชุมชนทั้งหมด 776 แห่ง มีกลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติดแล้ว 626 แห่ง

คุกไทยกับผู้ต้องราชทัณฑ์คดียาเสพติด

ราชทัณฑ์ไทยเผชิญปัญหานักโทษล้นคุกมาตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อปี 2563 มีนักโทษทั่วประเทศรวม 378,159 ราย ขณะที่เรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศรับผู้ต้องขังได้ราว 250,000 คน เท่านั้น นับเป็นจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำที่มากเป็นอันดับ 6 ของโลก

จนถึงปลายปี 2564 มีการบังคับใช้กฎกระทรวง แก้เงื่อนไขลดวันต้องโทษและพักโทษของนักโทษเด็ดขาด ลดความแออัดในเรือนจำ ทำให้ตัวเลขที่สะท้อนออกมาจากสถิติในต้นปี 2566 พบว่าลดลง แต่กระนั้นก็ตามคดียาเสพติดยังเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 70- 80% ในทุกปี

รายงานสถิติผู้ต้องราชทัณฑ์คดี พ.ร.บ. ยาเสพติดทั่วประเทศ ล่าสุด ณ วันที่ 1 พ.ย. 2566 มีจำนวน 204,147 คน (เป็นนักโทษเด็ดขาด 166,309 คน) คิดเป็น 75.06% ของผู้ต้องราชทัณฑ์ทั่วประเทศที่มีอยู่ 271,967 คน

แนวคิดของนายอนุทิน อดีต รมว.สธ. คนที่แล้วที่จะแก้ไขให้ผู้ที่มียาบ้าเกิน 1 เม็ดเป็นผู้ค้า ซึ่งแม้ว่าจะเป็นแนวคิดที่ไม่ได้มีการออกเป็นกฎกระทรวงบังคับใช้จริง แต่เมื่อมีการเสนอแนวคิดดังกล่าวออกมาก็ถูกมองจากนักวิชาการด้านนโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติดว่า จะยิ่งเพิ่มผู้ต้องหายาเสพติดเข้าไปในเรือนจำอีกจำนวนมาก และเป็นการผลักภาระทางการพิจารณาไปที่ตำรวจและศาล เนื่องจากตามกฎหมายใหม่ ระบุให้ศาลใช้ดุลพินิจ และเมื่อผู้เสพไปอยู่รวมกับผู้ค้าในเรือนจำที่เป็นอาชญากรที่มีความเชี่ยวชาญในการหลบหลีกกฎหมาย ก็ทำให้เป็นไปได้ยากที่จะตัดวงจรยาเสพติดของผู้ต้องขังแต่ละคนได้

"การเอาคดียาเสพติดมากกว่า 2 เม็ด ทุ่มให้ศาลวันหนึ่ง 300 คดี ใครที่ไหนจะทำได้" ผศ.ดร.นพ. อภินันท์ อร่ามรัตน์ ผอ.ศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวกับบีบีซีไทย