คุ้มหรือไม่ หากแก้ กม. ให้ผู้ครอบครองยาเสพติดเกิน 1 เม็ดเป็นผู้ค้า

AFP/GETTY IMAGES

ที่มาของภาพ, AFP/GETTY IMAGES

    • Author, ธันยพร บัวทอง
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ยาบ้าราคาถูกลง เข้าถึงง่าย กระทั่งหาซื้อบนโลกออนไลน์ น่าจะเป็นสถานการณ์ที่คนทั่วไปสัมผัสได้ในยุคนี้

เมื่อปลาย ม.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประกาศว่าจะลงนามในร่างกฎกระทรวงฯ ฉบับใหม่ ที่ปรับเกณฑ์ให้ผู้มียาเสพติดในครอบครองมากกว่า 1 เม็ด จะถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้ขาย นี่เป็นอีกครั้งที่ฝ่ายนโยบายพยายามผลักดันการแก้ปัญหายาเสพติด

การประกาศสงครามกับยาเสพติด เป็นเรื่องที่หลายรัฐบาลหยิบมาใช้เป็นสัญญาประชาคม แต่การประกาศเช่นนี้จะเห็นผลแค่ไหน

วิธีการกวาดคนที่ครอบครองยาเสพติดในจำนวนขั้นต่ำเช่นในกฎกระทรวงใหม่ ที่จะต้องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกขั้นหนึ่ง จะทำได้แค่ไหน และมีผลกระทบในทางบวกหรือลบอย่างไร นักวิชาการผู้ศึกษาปัญหายาเสพติด ประเมินว่า หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมน่าจะต้องรับมือเรื่องนี้อย่างหนัก

"มันเป็นการเอากฎหมายมาทำให้กระบวนการยุติธรรมล้นมือ เมื่อล้นมือความยุติธรรมจะมีที่ไหน" ผศ.ดร.นพ. อภินันท์ อร่ามรัตน์ ผอ. ศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวกับบีบีซีไทย

อีกด้านหนึ่ง ข้อมูลตัวเลขของนักโทษคดียาเสพติดในปัจจุบันอาจจะทำให้เห็นแนวโน้มและการคาดการณ์สถานการณ์ได้

รายงานสถิติผู้ต้องราชทัณฑ์คดี พ.ร.บ. ยาเสพติดทั่วประเทศ สำรวจ ณ วันที่ 1 ก.พ. 2566 มีจำนวน 205,562 คน (เป็นนักโทษเด็ดขาด 171,022 คน) คิดเป็น 77.67% ของผู้ราชทัณฑ์ทั่วประเทศที่มีอยู่ 264,669 คน

แนวทางหลักในการจัดการปัญหายาเสพติดของประเทศไทยนับตั้งแต่มี พ.ร.บ. ประมวลกฎหมายยาเสพติดปี 2564 เป็นต้นมา อยู่ภายใต้หลักการ "ลดทอนความเป็นอาญา" หรือการมองคนเสพเป็นผู้ที่ได้รับการบำบัด ซึ่งการกำหนดปริมาณของสารเสพติดหรือหน่วย (เม็ด) ก็จะสอดคล้องกันไป

ข้อกำหนดเดิม จะถือเป็นผู้ค้าต่อเมื่อ 15 เม็ดขึ้นไป แต่ร่างกฎกระทรวงฯ ที่นายอนุทิน ลงนามแล้ว และต่อคิวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ระบุไว้ว่า แค่มีครอบครอง 2 เม็ด ให้ “สันนิษฐาน” ว่าเป็นผู้ค้า

ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้น หากกฎกระทรวงนี้บังคับใช้ คำถามคือ ผู้ถูกดำเนินคดีจะมีเพิ่มมากขึ้นกี่เท่า และราชทัณฑ์ของรับมือกับผู้ต้องขังมากขึ้นขนาดไหน บีบีซีไทย ชวนสำรวจแง่มุมต่าง ๆ ของเรื่องนี้

AFP/GETTY IMAGES

ที่มาของภาพ, AFP/GETTY IMAGES

นานาชาติแก้ปัญหายาเสพติดอย่างไร

สงครามกับยาเสพติด เป็นคำประกาศที่สังคมรู้จักกันจากพรรคการเมืองหรือรัฐบาลมาหลายยุคแล้วเช่นเดียวกับนานาประเทศ

ผอ. ศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ มช. กล่าวว่า แนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดทั่วโลกในอดีตที่ดำเนินมาเป็นเวลานานได้ใช้กระบวนการทางกฎหมายอาญาเข้ามาแก้ปัญหา ทว่าเมื่อปี 2018 องค์การสหประชาชาติ ปรับเปลี่ยนแนวทางใหม่เพราะตระหนักแล้วว่า โลกที่ปลอดจากยาเสพติดอาจเป็นไปไม่ได้ จึงปรับเป้าหมายเป็น “โลกที่ปลอดภัยจากยาเสพติด” แทน

ผศ.ดร.นพ. อภินันท์ บอกว่า ในประเทศไทย มีการประกาศสงครามยาเสพติดในช่วงปี 2002 (พ.ศ. 2545) เป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ยุโรปเปลี่ยนแนวคิด เพื่อให้สูญเสียน้อยลงด้วยการลดทอนความเป็นอาญา ผลที่ออกมาก็คือ ประเทศกลุ่มนี้ลดงบประมาณกระบวนการยุติธรรมลงไปได้มาก และลดปัญหาสาธารณสุขลงด้วย เช่นที่เนเธอร์แลนด์ ที่ใช้นโยบายที่ก้าวหน้าจนกระทั่งสามารถปิดเรือนจำได้

"เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า การจะทำให้ได้ผลไม่ใช่การปราบอย่างเดียวแล้วจะได้ผล"

ผศ.ดร.นพ. อภินันท์ กล่าวว่า หลังจากองค์การสหประชาชาติปรับทิศทางใหม่ ประเทศไทยเริ่มปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการระบบยุติธรรมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งได้ประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ที่บังคับใช้ช่วงปลายปี พ.ศ. 2564

"ในทางกฎหมาย มาทบทวนกัน และกำหนดว่าความเป็นอาญาต้องลดทอนลง คดีต่าง ๆ ต้องดูเจตนารมณ์ ไม่ใช่มานั่งนับจำนวนเม็ด ดูเจตนารมณ์ว่าเป็นผู้เสพหรือผู้ค้า" ผศ.ดร.นพ. อภินันท์ กล่าว

กฎกระทรวงใหม่ กับทิศทางของโลก

ร่างกฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ พ.ศ. ... ที่กระทรวงสาธารณสุข ระบุเนื้อหาเกี่ยวกับครอบครองยาบ้าเกิน 1 เม็ดเท่ากับผู้ค้า เป็น 1 ในอนุบัญญัติภายใต้ประมวลกฎหมายยาเสพติด 9 ฉบับ

นายอนุทิน บอกว่า การกำหนดดังกล่าวจะช่วยลดช่องโหว่กฎหมาย ลดปัญหาใช้เด็กเดินยา 5 เม็ด และอ้างผลศึกษาต่างประเทศว่า เมื่อกำหนดปริมาณครอบครองยาเสพติดลดลง จะช่วยมีการใช้ยาลดลงและดำเนินคดีลดลง

ทว่า ผศ.ดร.นพ. อภินันท์ ไม่คิดเช่นนั้น เพราะการกำหนดเม็ดยามากกว่า 1 เม็ดขึ้นไป ให้จับกุมได้ เพราะถือว่าเป็นผู้ค้า ก็จะทำให้ไม่สามารถมีโอกาสเข้าสู่ระบบบำบัดหรือระบบอื่นที่จะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหา หรือความปลอดภัยของสังคม

"สิ่งที่พยายามทำ ไม่ถึงกับบิดเบี้ยวจากกฎหมายใหม่ แต่ไม่น่าจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่ต้องการลดทอนความเป็นอาญา” ผศ.ดร.นพ. อภินันท์ กล่าว

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อกังวลเรื่องการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เปิดให้มีการใช้ดุลพินิจได้ อาจเป็นช่องทางเรียกรับและเสนอผลประโยชน์ต่อเจ้าพนักงานเพื่อเลี่ยงการถูกดำเนินคดี

"อาจจะมีผู้ค้าที่จ่ายเงินให้ตำรวจ แล้วตำรวจทำเป็นคดีผู้เสพหรือผู้ค้ารายย่อย เพราะตำรวจไทยก็มีความสามารถอยู่"

กระบวนการยุติธรรมที่อาจให้ความยุติธรรมไม่ได้

ราชทัณฑ์ไทยเผชิญปัญหานักโทษล้นคุกมาตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อปี 2563 มีนักโทษทั่วประเทศรวม 378,159 ราย ขณะที่เรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศรับผู้ต้องขังได้ราว 250,000 คน เท่านั้น นับเป็นจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำที่มากเป็นอันดับ 6 ของโลก

จนถึงปลายปี 2564 มีการบังคับใช้กฎกระทรวง แก้เงื่อนไขลดวันต้องโทษและพักโทษของนักโทษเด็ดขาด ลดความแออัดในเรือนจำ ทำให้ตัวเลขที่สะท้อนออกมาจากสถิติในต้นปี 2566 พบว่าลดลง แต่กระนั้นก็ตามคดียาเสพติดยังเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 70- 80% ในทุกปี

ผศ.ดร.นพ.อภินันท์ อร่ามรัตน์

ที่มาของภาพ, ผศ.ดร.นพ.อภินันท์ อร่ามรัตน์

คำบรรยายภาพ, สัดส่วนผู้ต้องขังคดียาเสพติดแต่ละปีจนถึงปี 2561 ส่วนสถิติล่าสุด เดือน ก.พ. 2566 สัดส่วนนักโทษคดียาเสพติดคิดเป็น 77.67% ของผู้ต้องขังในเรือนจำ

ฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้น หากมีการบังคับใช้กฎกระทรวงฯ นพ. อภินันท์ มองว่า จะยิ่งเพิ่มผู้ต้องหายาเสพติดเข้าไปในเรือนจำอีกจำนวนมาก และเป็นการผลักภาระทางการพิจารณาไปที่ตำรวจและศาล เนื่องจากตามกฎหมายใหม่ ระบุให้ศาลใช้ดุลพินิจ

"การเอาคดียาเสพติดมากกว่า 2 เม็ด ทุ่มให้ศาลวันหนึ่ง 300 คดี ใครที่ไหนจะทำได้" ผศ.ดร.นพ. อภินันท์ กล่าวและชี้ว่า เมื่อผู้เสพไปอยู่รวมกับผู้ค้าในเรือนจำที่เป็นอาชญากรที่มีความเชี่ยวชาญในการหลบหลีกกฎหมาย เป็นไปได้ยากที่จะตัดวงจรยาเสพติดของผู้ต้องขังแต่ละคนได้

“การที่รัฐพูดว่าเรือนจำต้องดีสิ ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง แล้วถ้าดีจริง คุกหนึ่งต้องไม่เกิน ทุกวันนี้สร้างมาแค่สำหรับ 1 แสนคน แต่นี่ใส่ไปตั้ง 4 แสน ไม่ว่าอาชีพอะไร ถ้าหนักเกินกว่า 4 เท่า อย่าไปหวังประสิทธิภาพ”

หากดูการดำเนินคดียาเสพติดในปัจจุบัน เครือข่ายเพื่อนผู้ใช้ยาไทย (Thai Network of People who Used Drugs) ThaiNPUD เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ใช้ยาที่ถูกดำเนินคดีบางส่วนได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายที่เหมารวมการเป็นผู้ค้าและผู้เสพ

สุรชัย (นามสมมติ) วัย 51 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป ผู้ใช้ยาเสพติดเพื่อการทำงาน และเป็นอดีตผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคใต้ เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า เคยต้องขังระหว่างพิจารณาคดีในฐานผู้เสพและร่วมกันจำหน่ายยาเสพติด (ยาบ้า) อยู่ 11 เดือน เมื่อปี 2557 และสุดท้ายได้รับการยกฟ้องจากศาลในข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติด

สุรชัยเล่าว่า เขาถูกจับกุมพร้อมเพื่อนรวม 7 คน โดยมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นผู้นำยาบ้ามาร่วมกันเสพ ถือครองเป็นจำนวนกว่า 100 เม็ด

การบุกจับของตำรวจ ทำให้สุรชัยถูกตั้งข้อหาเป็นผู้จำหน่ายยาเสพติดไปด้วยอีกข้อหานอกจากการเสพที่มีโทษ 6 เดือน แต่การพิจารณาคดีของศาลใช้เวลาทั้งสิ้น 11 เดือน ก่อนที่ศาลจะยกฟ้องข้อหาเป็นผู้จำหน่าย ทำให้สุรชัย เสมือนติดคุกฟรีไป 5 เดือน และระหว่างนั้นแม้มีสิทธิประกันตัว แต่หลักทรัพย์ประกันตัวก็สูง โดยสุรชัยอ้างว่าเงินประกันสูงถึง 2 ล้านบาท

"อยู่จนเกินแล้วครับ ขังเกินแล้ว... อยากจะให้มีทนายให้พวกเราให้คำปรึกษา คนถูกคดีถูกละเมิดแบบนี้เยอะ " สุรชัย กล่าว พร้อมกับบอกว่า ข้างในเรือนจำไม่ได้มีกระบวนการบำบัดเพื่อให้เลิกยาเสพติดแต่อย่างใด

AFP/GETTY IMAGES

ที่มาของภาพ, AFP/GETTY IMAGES

ประสบการณ์ผู้ต้องขังคดียาเสพติด เมื่อเข้าไปในคุก

คุก กลายเป็นสถานที่ถ่ายทอดความเป็นอาชญากรรมแก่ผู้ต้องขังคดียาเสพติดเพิ่มเติม เป็นข้อเท็จจริงที่ในทางวิชาการและผู้เกี่ยวข้องกับปัญหาคดียาเสพติดเห็นตรงกัน

ประเด็นนี้ เมื่อดูอัตราการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขัง พบว่า คดียาเสพติด เป็นคดีที่มีอัตราการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวสูงที่สุด โดยในปีงบประมาณ 2566 ข้อมูล ณ วันที่ 14 ก.พ. 2566 คดีอันดับ 1 เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดถึง 66.21% ทิ้งห่างอันดับสองซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ที่ 13.17%

อดีตผู้ต้องขังอย่างสุรชัย เล่าว่า ขณะที่เขาถูกขังในเรือนจำ สิ่งที่เห็นคือ นักโทษคดียาเสพติดส่วนใหญ่จะยิ่งทำความรู้จักกัน มีการพูดคุยเรื่องยากันทุกรูปแบบ ทั้งการขยายเครือข่ายซื้อขาย การแลกเปลี่ยนการวิธีการเสพ

"คนที่รู้จัก (ยา) น้อย ๆ ก็รู้จักเยอะขึ้นเมื่อเข้าไป คือเข้าถึงมากขึ้น ในนักโทษ 100% ประมาณ 10% เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่คุยเรื่องยา ที่คุยเรื่องเลิกมีประมาณ 2%" สุรชัย กล่าวกับบีบีซีไทย "ปฏิเสธไม่ได้เลยข้อนั้น... เมื่อโจรอยู่กับโจรก็เรียบร้อย"

จากประสบการณ์ของสุรชัยที่เข้าไปอยู่ในเรือนจำยังพบด้วยว่า ผู้ต้องขังส่วนใหญ่เป็นผู้ค้ารายย่อยจำนวนมาก และไม่ค่อยมีผู้ค้ารายใหญ่

เสียงจากเครือข่ายผู้ใช้ยาไทย

ประพัตร์ สุขเขียว ประธานเครือข่าย ThaiNPUD กล่าวกับบีบีซีไทยว่า มีผู้ใช้ยาจำนวนไม่น้อยที่ใช้ยาเพื่อการทำงาน เช่น กลุ่มคนทำงานกลางคืนที่รู้ขนาดปริมาณการใช้ยากับร่างกาย เขาบอกว่า หากกฎหมายใหม่ถูกนำมาใช้ คนใช้ยารายเล็กรายน้อยจะถูกจัดกลุ่มเป็นผู้ค้าทั้งหมด รวมทั้งกลุ่มเยาวชนที่อาจหมดอนาคตจะการถูกตีความเป็นผู้ค้ายาด้วย

"อย่างตอนนี้ยาบ้ามันถูกมาก เม็ดนึงขายประมาณ 70-100 บาท แต่ถ้าซื้อทีละ 5-10 เม็ด อาจจะเหลือแค่เม็ดละ 50 บาท เขาก็ต้องซื้อเยอะกว่า 1 เม็ดอยู่แล้ว เกิดเยาวชนเขาอยากลองไปซื้อมา ถ้าโดนจับ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่อยากลอง โดนจับแล้ว กลายเป็นผู้ค้าเลยครั้งแรก มีคดีติดตัวเป็นผู้ค้าไปเลย แล้วจะแก้ปัญหากันยังไง" ประพัตร์ กล่าว

เขาบอกด้วยว่า จากประสบการณ์ที่ผู้ถูกดำเนินคดียาเสพติดเจอมา นี่อาจเอื้อให้ผู้บังคับใช้กฎหมายอย่างตำรวจ "ยัดยา" ได้ไม่ต่างจากปัจจุบัน

ผลจากกฎหมายนี้อีกเรื่องนี้คือ การตีตราผู้ใช้ยาหรืออดีตนักโทษคดียาเสพติด ประพัตร์ กล่าวว่า ในปัจจุบันกลุ่มนี้ก็เข้าไม่ถึงสิทธิหลายอย่าง อย่างการรักษาพยาบาล เมื่อมีสารเสพติดในร่างกายก็ถูกเลือกปฏิบัติ หรือการได้รับผลกระทบจากการดำเนินคดีที่เหมารวมไปผู้ค้า ทำให้ถูกคุมขังนานกว่าโทษ

getty

ที่มาของภาพ, Getty Images

ทำไมยาบ้าราคาถูกลง

สำหรับช่องทางการซื้อขาย เครือข่ายเพื่อนผู้ใช้ยาไทยให้ข้อมูลว่า โลกออนไลน์อย่างทวิตเตอร์ เป็นช่องทางให้เข้าถึงผู้ค้า และช่องทางจากเพื่อนแนะนำกันมาต่อปาก

เหตุที่ยาบ้าราคาถูกลง เครือข่ายเพื่อนผู้ใช้ยาไทย อธิบายว่า เป็นเพราะคุณภาพของยาลดลงอย่างมาก จากการผลิตเป็นจำนวนมาก โดยแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ เมียนมา เมื่อคุณภาพลดลง คนใช้ยาหรือคนเสพจึงต้องเพิ่มปริมาณ ทำให้การซื้อหามาแต่ละครั้งเพิ่มปริมาณมากขึ้น เพราะการใช้เพียงเม็ดเดียวไม่ได้ผลลัพธ์จากการเสพและใช้อย่างที่ต้องการ

“เพราะราคามันถูก เมื่อก่อน 200-300 บาท อาจจะได้เม็ดนึง เดี๋ยวนี้ 200-300 อาจจะได้แถวนึง (5 เม็ดขึ้นไป)” ประพัตร์ กล่าว

สธ. และ ป.ป.ส. ว่าอย่างไร

นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ภายหลังประชุมคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดครั้งที่ 1/2566 ว่า ในต่างประเทศ หากประเทศไหนประกาศจำนวนครอบครองยาน้อยลงจะทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องดำเนินคดีน้อยลง และส่งผลต่อการทำให้ใช้ยาเสพติดน้อยลง ผู้ใช้ยาเข้าสู่การรักษาง่ายขึ้น

อีกทั้งการเปลี่ยนการกำหนดปริมาณยาเสพติด อย่าไปตกใจว่ามีเรื่องของการทำผิดมากขึ้น เกิดการยัดยาของเจ้าหน้าที่ หรือการไม่พอของสถานที่คุมขังหรือสถานบำบัด เนื่องจากหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ไม่ได้ตั้งใจจะดำเนินคดีกับผู้เสพในทุกกรณี เพราะในร่างกฎกระทรวงมีคำว่าสันนิษฐาน เจ้าหน้าที่ยังต้องดูพฤติกรรมของผู้เสพผู้ครองครอง

ด้านนายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวว่า หากมีการแก้กฎกระทรวงฯ เมื่อพบว่ามีการครอบครองเกิน 1 เม็ดขึ้นไป จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างเดียว เมื่อถูกจับกุม จะถูกแจ้งข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครอง นำตัวส่งพนักงานสอบสวน และรวบรวมพยานหลักฐานว่าการครอบครองนั้นมีไว้เพื่อขายหรือเพื่อเสพ ไม่ใช่ว่าคนที่มียาบ้าเกิน 1 เม็ดจะเป็นผู้ค้าทั้งหมด แต่เจ้าพนักงานจะใช้ดุลพินิจพิจารณา

อนาคตของการแก้ปัญหายาเสพติดเป็นอย่างไร จะยังต้องรอว่า คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่ แต่สำหรับผู้ศึกษานโยบายยาเสพติดอย่าง ผศ.ดร.นพ. อภินันท์ เห็นว่า ปัญหายาเสพติดป้องกันได้ แต่ต้องลงไปที่รากของปัญหาตั้งแต่สังคม ชุมชนและครอบครัว รวมถึงธรรมาภิบาลของเจ้าพนักงานอย่างตำรวจ

“คำที่พูดง่าย ๆ ของนักการเมืองที่ว่าเลือกฉันเถอะแล้วปัญหายาเสพติดจะหมดไป เป็นการพูดและเขียนไปอย่างนั้น...” อ.อภินันท์ กล่าว “เมื่อมีปัญหา ให้คัดแยกคนที่มีปัญหาออกมา อย่าเหมาโหล มีวิธีการคัดแยกที่อยู่ในมือสาธารณสุขอยู่แล้วและต้องมีการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย”