หมูพิษสหรัฐฯ-สูบเลือดไปทำอาวุธเคมี สงครามข่าวสารจะพลิกผลเลือกตั้งไต้หวันได้อย่างไร

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, เทสซา หว่อง
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี
- Reporting from, กรุงไทเป ไต้หวัน
ชาวไต้หวันถูกบีบให้ทาน “หมูพิษ” นำเข้าจากสหรัฐฯ นี่เป็นข่าวลือเก่า ๆ แต่ยังใช้ได้ผล มาจนถึงทุกวันนี้
ข่าวลือนี้เกิดขึ้นมาหลายสัปดาห์แล้ว ตามมาด้วยข่าวลือว่า รัฐบาลไต้หวันลอบเก็บเกี่ยวเลือดของประชาชนแล้วนำไปให้สหรัฐฯ เพื่อสร้างอาวุธเคมีไว้โจมตีจีน
แน่นอนว่า ข่าวลือเหล่านี้ ถูกหักล้างแทบในทันที
แต่ข่าวลือ หรือเรียกได้ว่าวาทกรรมลักษณะนี้ เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสภานิติบัญญัติไต้หวัน ที่จะมีขึ้นวันเสาร์ที่ 13 ม.ค. 2024 นี้
“หยี่เมหลุน” หรือ ทัศนคติที่กังขาต่อสหรัฐฯ เป็นวาทกรรมที่ตั้งคำถามถึงพันธมิตรใหญ่สุดของไต้หวันอย่างสหรัฐฯ และสร้างภาพจำว่า เกาะไต้หวันเป็นเบี้ยล่างให้สหรัฐฯ ใช้ประโยชน์
นักวิเคราะห์มองว่า เป้าหมายของวาทกรรมลักษณะนี้ คือ การสร้างรอยร้าวระหว่างไต้หวันและสหรัฐฯ พร้อมผลักให้ไต้หวันอ้าแขนเปิดรับจีนมากขึ้น
“มันเกิดวาทกรรมว่า สหรัฐฯ จะไม่สนับสนุนไต้หวัน หรือทอดทิ้งไต้หวัน หากเกิดสงครามขึ้น หรือหากสหรัฐฯ มองว่า สถานการณ์ไม่เอื้อประโยชน์” กว่าง-ชุน หยาง นักวิจัยด้านการบิดเบือนข้อมูล กล่าว และเป็นเขาเองที่ให้คำจำกัดความวาทกรรม “หยี่เมหลุน” เมื่อปี 2018
ผู้เชี่ยวชาญด้านการบิดเบือนข้อมูลอีกหลายคน ระบุว่า รัฐบาลจีนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระจายข่าวลือลักษณะนี้ รวมถึงอาจเป็นผู้สร้างข่าวลือเหล่านี้ออกมาเอง ผ่านชาวไต้หวันที่มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน
แต่ข่าวลือและวาทกรรมเหล่านี้ ไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิดเสมอไป เพราะบางครั้ง ก็เป็นเพียงข่าวที่สร้างภาพลบต่อสหรัฐฯ หรือชี้ถึงความไม่น่าไว้วางใจของชาติมหาอำนาจ
“สำหรับจีน นี่เป็นการต่อสู้ของมติมหาชน” พูมา เฉิน ชาวไต้หวันที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบิดเบือนข้อมูลของจีน กล่าว
“การจูงใจให้ทุกคนเห็นว่าจีนเป็นประเทศที่ดีกว่ามันยากกว่าการจะจูงใจให้ทุกคนมองว่า สหรัฐฯ เป็นตัวปัญหา…การสร้างภาพลบต่อสหรัฐฯ ถือเป็นความสำเร็จสำหรับจีน”
เมื่อครั้งที่บริษัท ทีเอสเอ็มซี ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของไต้หวัน ขยายโรงงานผลิตไปยังสหรัฐฯ ได้เกิดวาทกรรมชี้ว่า นี่เป็นการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของสหรัฐฯ เพื่อ “ผลาญ” ทรัพยากรไต้หวัน ขณะที่ การขายอาวุธให้ไต้หวันของสหรัฐฯ ก็ถือเป็นการ “โกงเงิน” เพราะสหรัฐฯ ส่งให้แต่อาวุธที่พึ่งพาไม่ได้
องค์กรระดมสมอง ไอโออาร์จี ได้ตรวจสอบเนื้อหาบนสื่อภาษาจีน สังคมออนไลน์ และแอปพลิเคชันแชทต่าง ๆ ระหว่างปี 2021 ถึง 2023 และพบวาทกรรมต่อต้านสหรัฐฯ มากถึง 84 วาทกรรม
หน่วยงานโฆษณาชวนเชื่อระดับมณฑลของจีน รวมถึงสื่อของรัฐบาลจีน ขยายต่อวาทกรรมเหล่านี้ และในบางกรณี ก็เป็นต้นกำเนิดวาทกรรมเสียเอง
ไอโออาร์จี ยังพบว่า ที่มาของวาทกรรมส่วนใหญ่ กลับมาจากนักการเมืองไต้หวันและองค์กรสื่อที่เป็นมิตรกับจีน
ย้อนไปเมื่อปี 2019 รอยเตอร์ได้ออกรายงานพบหลักฐานว่า เจ้าหน้าที่จากจีนแผ่นดินใหญ่ ได้จ่ายเงินให้สำนักข่าวในไต้หวันเพื่อลงข่าว
ยกตัวอย่าง ข่าวลือเรื่องการสร้างอาวุธเคมีนั้น เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกบนหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นไต้หวัน โดยไม่มีหลักฐานยืนยันข้อเท็จจริง ทำให้ผู้สังเกตการณ์บางคนมองว่า รัฐบาลจีนอาจอยู่เบื้องหลังข่าวลือนี้
ส่วนข่าวลือเรื่องหมูจากสหรัฐฯ เริ่มจากการกล่าวอ้างในโลกออนไลน์อย่างไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่า รัฐบาลไต้หวันลักลอบนำเข้าหมูจากสหรัฐฯ ต่อมาไม่กี่สัปดาห์ก็มีการอ้างว่า หมูที่นำเข้ามาเป็นหมูพิษ ซึ่งเป็นข่าวลือเก่าที่หนังสือพิมพ์ฮ่องกงที่สนับสนุนจีนแผ่นดินใหญ่ เคยรายงานไปแล้ว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ประเด็นว่า เนื้อสุกรจากสหรัฐฯ อาจเป็นอันตรายต่อคนไต้หัน เป็นหัวข้อถกเถียงมานานหลายปีแล้ว และข่าวลือนี้ก็กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ขับเคี่ยวกันอย่างหนัก
ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดพบว่า วิลเลียม ไหล จากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า หรือดีดีพี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลไต้หวัน มีคะแนนนิยมนำ โหว โหย่ว อี๋ จากพรรคก๊กมินตั๋ง เพียงไม่กี่จุดเท่านั้น
เฉิน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบิดเบือนข้อมูล ประเมินว่า หากยุทธการข่าวปลอมและการบิดเบือนข้อมูลสามารถจูงใจผู้มีสิทธิลงคะแนนได้เพียง 3% ก็สามารถพลิกผลการเลือกตั้งได้แล้ว
ย้อนไปในช่วงก่อนการเลือกตั้งเมื่อปี 2020 ได้เกิดการบิดเบือนข้อมูลมหาศาลในเชิงต่อต้านพรรคดีดีพี และเมื่อตรวจสอบ ก็พบว่าเนื้อหาที่บิดเบือนเหล่านี้ เชื่อว่ามีต้นกำเนิดมาจากจีน แต่สงครามด้านข่าวสารดังกล่าว ท้ายสุด ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่สอง ด้วยคะแนนท่วมท้น
แต่ภูมิทัศน์ทางการเมืองในไต้หวัน ได้เปลี่ยนไปมากนับแต่นั้น ประการแรก ความตึงเครียดกับจีนพุ่งสูงขึ้นมาก ขณะที่จีนก็ผลักดันเป้าหมายการรวมชาติอย่างสันติ แต่ไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทางทหาร
ประการที่สอง ความเชื่อมั่นในสหรัฐฯ ของคนไต้หวัน ก็กำลังสั่นคลอน
ผลสำรวจความคิดเห็นพบว่า ชาวไต้หวันยังเชื่อมั่นในสหรัฐฯ มากกว่าจีน แต่ผลสำรวจประจำปีชื่อ American Portrait ที่จัดทำโดยนักวิชาการไต้หวัน พบว่าในปี 2023 คนไต้หวัน 34% มองว่า สหรัฐฯ เป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือ ถือว่าลดลงจาก 45% ในปี 2021
ผลสำรวจอีกชิ้นโดยมูลนิธิความคิดเห็นประชาชนไต้หวัน พบว่า ชาวไต้หวันอายุ 20 ปีต้น ๆ จำนวน 51% มองว่าตนเองมีความคลางแคลงใจต่อสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นกลุ่มอายุที่มีทัศนคติเช่นนี้สูงที่สุด
ทางมูลนิธิอธิบายเหตุผลว่า นั่นเพราะคนรุ่นใหม่ไต้หวัน มีแนวโน้มสูงที่อาจถูกส่งไปยังแนวหน้าสงคราม หากเกิดการสู้รบกับจีนขึ้นมาจริง ๆ
แต่ทัศนคติเชิงลบต่ออเมริกา ที่จริงแล้ว ก็เป็นผลจากการกระทำของสหรัฐฯ เอง ยกตัวอย่าง การถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน และเสียงที่แตกในสภาคองเกรสต่อการสนับสนุนงบให้ยูเครน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า การกระทำเหล่านี้เองที่ทำให้ชาวไต้หวันกลัวว่า อเมริกาจะทอดทิ้งตน หรือล้มเหลวในการแทรกแซงการโจมตีของจีน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ย้อนไปเมื่อปี 2021 จ่อว์ ชอว์-กัง ผู้สมัครชิงรองประธานาธิบดีของพรรคก๊กมินตั๋ง เรียกร้องให้ไต้หวันมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนทัศนคติที่กังขาต่อสหรัฐฯ โดยเตือนว่า “หากไต้หวันไม่อยากเป็นอัฟกานิสถานแห่งที่สอง ก็ต้องคิดแล้วว่า ไต้หวันต้องการสงครามหรือสันติภาพ”
ชิห์เห่า หยู ผู้เขียนผลการศึกษาของไอโออาร์จี ระบุว่า ทัศนคติที่กังขาต่อสหรัฐฯ มีบทบาทในการ “เพาะเมล็ดพันธุ์” แห่งความสงสัยต่อท่าทีของสหรัฐฯ “และเมื่อสหรัฐฯ ทำพลาดไป มันก็เป็นการยืนยันข้อสงสัยนั้น”
ทัศนคติแบบเด็กกำพร้า
เช่นเดียวกับการโฆษณาชวนเชื่อและการบิดเบือนข้อมูล ทัศนคติที่กังขาต่อสหรัฐฯ ดำรงอยู่ได้ด้วยความกลัว ไม่ว่าจะความกลัวต่อความมั่นคงทางอาหาร และภัยสงคราม
ไม่เพียงเท่านั้น ทัศนคติที่กังขาต่อสหรัฐฯ ยังมีรากฐานจากจิตวิทยาของไต้หวัน ที่ต้องอยู่ใต้ความรู้สึกที่ไม่มั่นคงมาตลอดหลายสิบปีที่มีความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ
กว่าง-ชุน หยาง นักวิจัยด้านการบิดเบือนข้อมูล ชี้ว่า นี่เป็นผลจาก “ทัศนคติแบบเด็กกำพร้า” ของไต้หวัน เพราะ “ไต้หวันเป็นอาณานิคมของหลายอาณาจักร เปลี่ยนมือผู้ปกครองมาครั้งแล้วครั้งเล่า บริบททางประวัติศาสตร์นี้อาศัยอยู่ในความทรงจำร่วมของชาวไต้หวันเอง”
“ปัจจัยที่จุดชนวนสิ่งนี้โดยตรง คือ เมื่อปี 1979” หยาง กล่าว
นั่นเป็นปีที่สหรัฐฯ ทำให้โลกตื่นตะลึง และสร้างความไม่พอใจต่อไต้หวัน เพราะสหรัฐฯ สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับจีน ภายหลังการเจรจาลับนานหลายเดือน นำมาสู่การที่สหรัฐฯ ให้การยอมรับจีน พร้อมสะบั้นความสัมพันธ์กับไต้หวัน
แต่ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็ผ่านกฎหมายที่ระบุว่า ต้องช่วยไต้หวันปกป้องตนเอง ทำให้จนถึงทุกวันนี้ สหรัฐฯ ยังคงมีความสัมพันธ์ทางการทูตแบบไม่เป็นทางการ และจำหน่ายอาวุธให้ไต้หวันอยู่
หยาง มองว่า การตัดสัมพันธ์ทางการทูตของสหรัฐฯ ทำให้เกิดความคิดว่า “สหรัฐฯ อาจทอดทิ้งไต้หวันอีก” เป็นความเจ็บช้ำทางจิตใจ ถึงขั้นนำมาสู่เพลงดังของไต้หวัน ชื่อ “เด็กกำพร้าแห่งเอเชีย” ในช่วงทศวรรษที่ 1980 เล่าถึง “เด็กกำพร้าร้องเพลงไปกับสายลม” ในขณะที่ “สายลมตะวันตกครวญเพลงเศร้าในดินแดนตะวันออก (จีน)”

ที่มาของภาพ, Getty Images
หยาง เสริมว่า ทัศนคติที่กังขาต่อสหรัฐฯ จึงทำงานร่วมกับวาทกรรมหนุนจีน แบบ “แรงผลักแรงดึง” จนเกิดเป็นแนวคิดสนับสนุนให้ไต้หวันเข้าหาจีนมากขึ้น เพื่อรับรองสันติภาพ
แล้ววัคซีนต้านทัศนคติที่กังขาสหรัฐฯ คืออะไร นักวิเคราะห์มองว่า ก็คือ การสร้างความเชื่อมั่นของสหรัฐฯ
“หากพันธมิตรของเรา ตระหนักถึงอันตรายของทัศนคติที่กังขาต่อสหรัฐฯ และออกมากล่าวถึงผลประโยชน์ต่อความเป็นพันธมิตรไต้หวัน-สหรัฐฯ… ประชาชนจะเห็นว่า ความสัมพันธ์นี้เป็นประโยชน์กับเรา” หยู กล่าว
“จีนทำเช่นนี้มาตลอด จีนพูดถึงผลประโยชน์ที่ไต้หวันจะได้ แต่สหรัฐฯ กลับไม่พูดถึงสิ่งเหล่านี้มากนัก”
ตอนนี้ มาตรการหักล้างข้อมูลบิดเบือนของรัฐบาลไต้หวัน คือ การรณรงค์ด้านการศึกษา สายด่วนข่าวปลอม และแชทบอทเอไอที่จะเตือนว่าข่าวไหนเป็นข่าวปลอม
รัฐสภาไต้หวันก็กำลังพิจารณากฎหมายต่อต้านการบิดเบือนข้อมูล ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลถึงเสรีภาพสื่อ
สงครามด้านข่าวสารในไต้หวันถือว่ารุนแรง จนมีการประเมินว่า ไต้หวันตกเป็นเป้าหมายมากที่สุดในโลก ในแง่การกระจายข้อมูลเท็จโดยรัฐบาลต่างชาติ
เหวย-ปิง หลี่ นักวิจัยจากศูนย์ตรวจข่าวปลอมไต้หวัน วิเคราะห์ว่า ปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อและการบิดเบือนข้อมูล ทำให้สังคมแตกแยกและเกิดความไม่เชื่อมั่นในข้อเท็จจริงขึ้น
“ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่การบิดเบือนข้อมูล แต่เป็นทัศนคติของคนต่อข้อมูล… ประชาชนถามว่า เราเชื่อในเรื่องนี้ได้หรือ พวกเขาจะตัดสินเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อมูล โดยยึดโยงกับพรรคการเมืองที่สนับสนุน หรือมุมมองทางการเมือง”
ด้าน เฉิน เตือนว่า ยิ่งไต้หวันมีศักยภาพปกป้องตนเองมากขึ้น จีนเองก็ใช้วิธีการที่สลับซับซ้อนในการสร้างความแตกแยกได้มากขึ้นเช่นกัน
รัฐบาลไต้หวัน จึงเตือนถึงภัยอันตรายจากอิทธิพลจีนอย่างต่อเนื่อง แต่ เฉิน มองว่า ความพยายามหักล้างวาทกรรมของจีน และความพยายามของจีนในการสร้างวาทกรรมใหม่ ๆ ส่งผลให้คนไต้หวันเหนื่อยล้าและเบื่อหน่าย
“ทุกวันนี้ ถ้าเราจะพูดคุยกันในประเด็นเรื่องจีน ก็จะมีคนออกมาพูดว่า… ทำไมไม่คุยเรื่องสหรัฐฯ บ้างล่ะ”











