ทำไมรัฐบาลอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ย

Srettha Thavisin, Thailand's prime minister, during the Thailand Economic Outlook 2024 conference in Bangkok, Thailand

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.5% เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยให้เหตุผลว่าอัตราเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่กรอบที่ตั้งไว้ และมองว่าตัวเลข 2.5% สอดคล้องกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินที่ยั่งยืนในระยะยาว

ทว่ามติดังกล่าวของ กนง. ไม่สอดคล้องกับความต้องการของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ผู้ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วยอีกตำแหน่ง

“ถ้าถามว่าเห็นด้วยไหมก็ต้องบอกว่าไม่เห็นด้วย แต่ไม่มีสิทธิไปก้าวก่ายอยู่แล้ว ทาง กนง. มีความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงิน… เราอยากเห็นนโยบายการเงินการคลังไปด้วยกัน ตอนนี้เงินเฟ้อติดลบ 4 เดือนแล้ว” เศรษฐา ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 7 ก.พ.

ประโยคข้างต้นของนายกฯ เศรษฐา สอดคล้องกับประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง ที่บีบีซีไทยได้พูดคุยกับนักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงิน ได้แก่ ความสอดประสานของนโยบายการเงินและการคลังเมื่อนโยบายการคลังไม่ทำงาน และความสำคัญของการคำนวณอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เป็นกลาง (neutral policy rate)

คลังไม่มีกระสุนกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในทางเศรษศาสตร์ การกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศสามารถทำได้โดยทั้งนโยบายการคลังผ่านการใช้จ่ายของภาครัฐ และนโยบายการเงินโดยธนาคารกลาง

อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่บีบีซีไทยได้สัมภาษณ์ เห็นตรงกันว่า ตอนนี้รัฐบาลไทยติดชะงักอยู่กับนโยบายการคลังที่ขยับตัวไปไหนไม่ได้

Motorcyclists ride along a street in Bangkok, Thailand, on Wednesday, Jan. 17, 2024

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, รัฐบาลเศรษฐาเสนอร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ไว้ที่ 3.48 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 9.3% จากปีก่อน แต่จนถึงตอนนี้ร่างงบฯ ดังกล่าวยังอยู่ในการพิจารณาของสภาฯ

“รัฐบาลตอนนี้มีเครื่องมือจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระหว่างที่ พ.ร.บ. งบประมาณและ [โครงการ]ดิจิทัลวอลเล็ตยังไม่สามารถเอาออกมาใช้ได้” ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าว

เมื่อย้อนดูเศรษฐกิจไทยในช่วงสามปีที่ผ่านมาจะเห็นว่า จีดีพีไทยโตเพียง 1.6% ในปี 2564 ก่อนจะขยับมาเป็น 2.6% ในปี 2565 โดยก่อนหน้านี้หลายฝ่ายมองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2566 จะขยับขึ้นเกิน 3% ซึ่งล่าสุด ดร.ปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่า ตัวเลขจีดีพีของปีที่ผ่านมา “อาจจะใกล้เคียงสองหรือต่ำกว่าสองด้วยซ้ำไป”

สถานการณ์การเมืองหลังการเลือกตั้งปี 66 ทำให้การเลือกนายกรัฐมนตรีและการตั้งรัฐบาลล่วงเลยไปจนถึงเดือน ส.ค. 2566 และส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการออก พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 ตามไปด้วย

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยอมรับว่า “งบประมาณภาครัฐไม่มีเลย ซึ่งหมายความว่า รัฐบาลภาคการคลังทำอะไรยาก”

ภาวะดังกล่าวสะท้อนชัด จากตัวเลขการเบิกจ่ายงบลงทุนจากภาครัฐในไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 ที่ ธปท. รายงานว่าลดลงถึง 33% เมื่อเทียบกับการเบิกจ่ายปกติในไตรมาส 4 ของปีก่อนหน้า

ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่าตัวเลขการผลิต ณ ไตรมาส 3/2566 ขยายตัวชะลอลงทั้งภาคเกษตรและภาคนอกการเกษตร ซึ่งเติบโตที่เพียง 1.5% จากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งขยายตัว 1.8% ขณะที่มูลค่าการส่งออก 9 เดือนแรกของไทย ประจำปี 2566 ลดลง 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ที่ขยายตัวถึง 10%

นอกจากนี้ สถานการณ์ภาคการท่องเที่ยวของไทยก็ยังไม่สดใสเท่าที่ควร แม้จะมีมาตรการจำนวนมากออกมาเพื่อกระตุ้นตัวเลขนักท่องเที่ยวแล้วก็ตาม เนื่องจากแม้จะมีตัวเลขนักท่องเที่ยวสูงขึ้นจริง แต่ค่าใช้จ่ายต่อทริปของนักท่องเที่ยวกลับต่ำลง

ธปท. พบว่าตัวเลขค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวปรับลดลงจาก 45,000 บาท/คน/ทริป ในปี 2565 มาอยู่ที่ 30,000 บาท/คน/ทริป ในปี 2566 อีกทั้งระยะเวลาการมาพักผ่อนที่ไทยยังลดลงด้วย จาก ราว 12 วัน/ทริป มาเหลือ 8-9 วัน/ทริป

Chinese tourists in Thai traditional dress pose for photographs at Wat Arun Ratchawararam Rathawaramahawihan in Bangkok

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การเปลี่ยนพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งการใช้จ่ายต่อคนต่อทริปที่น้อยลง และระยะเวลามาเที่ยวที่สั้นลงทำให้รายรับจากนักท่องเที่ยวต่อคนน้อยกว่าในอดีต

นอกจากนี้ โครงการความหวังอย่างดิจิทัลวอลเล็ตที่รัฐบาลนำเสนอว่าจะช่วยสร้างการหมุนเวียนเม็ดเงินทางเศรษฐกิจได้ ก็ยังต้องเลื่อนออกไปจนยังไม่มีเส้นตายที่ชัดเจน

สถานการณ์ที่เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจไทยเกือบทุกตัวติดขัดดังกล่าว ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ที่บีบีซีไทยได้พูดคุยด้วยมองว่า นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะกดดันไปถึง ธปท. ที่อยากให้มีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

“คือการคลังมันไม่ออกเลย เงินมันไม่เข้าสู่ระบบเลย… ฉะนั้นภาระมันต้องมาอยู่ที่นโยบายการเงิน” รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าว

นโยบายการเงินและการปราบเงินเฟ้อ

หลังเกิดวิกฤตโควิด-19 กนง. ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกในวันที่ 10 ส.ค. 2565 จาก 0.5% เป็น 0.75% เพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อที่เป็นผลสืบเนื่องจากวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 โดยในเดือน มิ.ย. 2565 อัตราเงินเฟ้อไทยขึ้นไปสูงถึง 7.66% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 14 ปี

นโยบายทางการเงินอย่างการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมระดับอัตราเงินเฟ้อไม่ให้สูงเกินไปหรือต่ำเกินไป โดยกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของไทยมักอยู่ที่ 1%-3% ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยยังมีผลกระตุ้นหรือยับยั้งการเติบโตของเศรษฐกิจด้วย

อัตราดอกเบี้ยนโยบายแบบไหนถึงจะ ‘เป็นกลาง’

เมื่อการขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะมีทั้งผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์เสมอ จึงมีคำถามว่า แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายระดับใดจึงเรียกว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลาง (neutral policy rate) หรือภาวะที่ระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายจริง (real policy rate) ไม่ไปกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไปยับยั้งเศรษฐกิจ

อัตราดอกเบี้ยนโยบายจริง คำนวณได้จากการเอาตัวเลขอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ กนง. ประกาศตั้งแล้วลบด้วยอัตราเงินเฟ้อ

ยกตัวอย่างเช่น หากอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.5% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 0% แปลว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงคือ 2.5%

หากเราขยับตัวเลขอัตราเงินเฟ้อให้มาอยู่ที่ 1% หรือ -1% แปลว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริง จะอยู่ที่ 1.5% และ 3.5% ตามลำดับ

สำหรับ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ นักเศรษฐศาสตร์ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยภัทร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และอดีตที่ปรึกษาทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย มองว่า “0.5% - 1% คืออัตราดอกเบี้ยนโยบายจริงที่ไม่บีบเศรษฐกิจและไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ… ก่อนโควิด ดอกเบี้ยจริง[ของไทย]อยู่ที่ประมาณ 1.1%”

Multi-Automatic Cash Machine The ATM - stock photo Multi-Automatic Cash Machine The ATM

ที่มาของภาพ, Getty Images

ในงานศึกษาจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือน ก.ย. 2564 ชี้ว่าระดับอัตราดอกเบี้ยจริงที่เป็นกลางของไทยก่อนวิกฤตโควิด-19 อยู่ที่ 1% เช่นเดียวกัน

เมื่อคำนวณจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ณ เดือน ม.ค. 2567 ที่ -1.1% แปลว่า ตัวเลขอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงของไทยจึงเท่ากับ 3.61% ซึ่งเป็นตัวที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ อย่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป และจีน

ด้วยสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ดร.ศุภวุฒิ จึงมองว่า ธปท. ไม่ควรมองข้ามตัวเลขเงินเฟ้อที่ติดลบต่อเนื่องมาแล้วถึง 4 เดือน และตั้งคำถามว่า “ทำไมคุณยังนึกว่าดอกเบี้ยที่ 2.5% เป็น neutral policy rate”

ในแถลงการณ์อธิบายการตัดสินใจของ กนง. ดร.ปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธปท. ชี้แจงว่า แม้ตัวเลขเงินเฟ้อรายเดือนในช่วงที่ผ่านมาจะติดลบอยู่ แต่นั่นก็เนื่องมาจากราคาพลังงานและราคาอาหารสด ซึ่งเป็นสองสินค้าที่ถูกแทรกแซงจากกลไกภายนอก

สำหรับราคาพลังงาน ตั้งแต่ช่วงปี 2566 รัฐบาลประกาศตรึงราคาน้ำมัน ราคาก๊าซหุงต้ม รวมไปถึงค่าไฟ ซึ่งเป็นการแทรกแซงกลไกตลาด 2 ครั้ง คือครั้งแรกในช่วงเดือน ก.ย. 2566 ซึ่งมีผลบังคับใช้ระหว่างเดือน ก.ย. ถึง ธ.ค. 2566 ก่อนจะประกาศตรึงราคารอบที่สอง เมื่อเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยตรึงราคาน้ำมันไปจนถึงเดือน มี.ค. 2567 และ ตรึงราคาค่าไฟ ไปจนถึงเดือน เม.ย. 2567

ส่วนราคาอาหารสดที่ลดลง เป็นเพราะมีปริมาณผลผลิตเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่ง ธปท. ชี้ว่าเป็นปัจจัยในเชิงวัฏจักร ไม่ใช่ตัวสะท้อนกำลังซื้อของประชาชน

โดยรวมแล้ว ธปท. ยังเชื่อว่าตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2567 จะอยู่ที่ราว 1% ตามกรอบ 1%-3% ที่ประกาศไว้

BANGKOK, THAILAND - 2023/07/17: A vendor washes fish at a wet market in Phra Khanong Bangkok.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อัตราเงินเฟ้อของไทย ณ เดือน ธ.ค. 2566 อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ โดยอยู่อันดับ 3 จาก 139 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศจากข้อมูลกระทรวงพาณิชย์

หน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจอื่น ๆ ก็มีความเห็นคล้ายคลึงกับ ธปท. อาทิ:

  • วิจัยกรุงศรีมองสอดคล้องกับ ธปท. ว่าอัตราเงินเฟ้อจะหดตัวต่อเนื่องในช่วงต้นปีก่อนขยับสูงขึ้นในช่วงปลายปี

ตามตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2567 ของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ มองว่าค่ากลางของเงินเฟ้อปีนี้จะอยู่ที่ 0.7% โดยมีขอบล่างต่ำสุดที่ -0.3% และขอบบนสูงสุดที่ 1.7%

รศ.ดร.อนุสรณ์ มองว่า หาก ธปท. ดำเนินนโยบายการเงินแบบอ้างอิงตามกรอบอัตราเงินเฟ้อ (inflation targeting) ก็จำเป็นต้องมีการลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจาก “กรอบนโยบายคือ 1%-3% ตอนนี้ ธปท. บริหารนโยบายการเงินหลุดมากรอบล่าง”

ในสัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่ระดับ 2.5% นับโดยรวมว่าเป็นกลาง

คำสัมภาษณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับคำอธิบายในมติของ กนง. ที่ระบุว่า “ที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว”

BOT governor at Bloomberg Interview

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ดร.เศรษฐพุฒิ มองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่ระดับ 2.5% นับโดยรวมว่าเป็นกลาง

เมื่อถูกนักข่าวถามว่า ระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เป็นกลางควรเป็นเท่าไหร่ ดร.ปิติ ตอบว่า การคำนวณหา “neutral rate” เป็นเรื่องยาก เนื่องจากเป็นการคำนวณหาตัวเลขในอนาคตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อตลอดทั้งปี 2567

“ความยากของสิ่งที่จับต้องไม่ได้คือการที่ต้องประมาณการด้วยอาการ เราไม่สามารถ[บอกได้]ชัด ว่าศักยภาพของเศรษฐกิจคือเท่าไหร่ แล้ว neutral rate ก็อิงกับศักยภาพของเศรษฐกิจ” ดร.ปิติ อธิบาย

Commuters ride a Bangkok Mass Transit System (BTS) train in Bangkok,

ที่มาของภาพ, Getty Images

สำหรับ ดร.ศุภวุฒิ มองว่า หากอัตราเงินเฟ้อทั้งปีไม่ขึ้นไปอยู่ในระดับ 1%-3% ตามที่ ธปท. มองไว้ และหลุดลงมาอยู่ที่ราว 0% จะนับว่านโยบายกรเงินของ ธปท. เป็นแบบเข้มงวดเกินไป “ซึ่งไม่เป็นธรรมเลยกับเศรษฐกิจที่กำลังดิ้นรนเอาตัวรอด”

เขาเน้นว่าความผิดพลาดของ ธปท. หากเกิดขึ้น อาจหมายถึงเศรษฐกิจจริงที่จะได้รับผลกระทบต่อไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการลดลงของการบริโภคสินค้าคงทน อาทิ อสังหาริมทรัพย์ หรือ รถยนต์ เนื่องจากสินค้าเหล่านี้ตามธรรมชาติมักถูกซื้อขายด้วยการกู้สินเชื่อ เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น จึงไม่เป็นผลดีต่ออุตสาหกรรม และเป็นภาระต่อประชาชนผู้เป็นหนี้