ใครจะเป็นผู้พิชิตอวกาศ “ก้าวเหยียบดวงจันทร์” คนต่อไป

ที่มาของภาพ, Getty Image
เมื่อปี 1969 ยานในภารกิจอะพอลโล 11 นำบัซซ์ อัลดริน และนีล อาร์มสตรอง ลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์เป็นครั้งแรก และภารกิจอะพอลโลครั้งหลัง ๆ ที่ติดตามมา ก็ได้นำชาวอเมริกันอีก 11 คน ลงไปเดินบนดวงจันทร์ได้สำเร็จด้วยเช่นกัน ภารกิจนี้ดำเนินไปจนถึงเดือนธันวาคม ปี 1972 ซึ่งสหรัฐฯ ได้ยุติภารกิจดังกล่าวลงในที่สุด
ทว่าหลังเว้นว่างจากกิจกรรมข้างต้นมานานถึงกว่าครึ่งศตวรรษ ขณะนี้ทั่วโลกเกิดความสนใจครั้งใหม่ที่จะนำพามนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์อีกครั้ง
สหรัฐฯ กำลังดำเนินงานตามแผนส่งมนุษย์อวกาศไปยังดวงจันทร์ ซึ่งครั้งนี้จะมีคนผิวสีและสตรีร่วมทีมท่องอวกาศไปด้วย แต่สหรัฐฯ ไม่ใช่ชาติเดียวที่มีแผนการดังกล่าว เพราะจีนและอินเดียก็กำลังเตรียมการส่งคนไปดวงจันทร์อยู่ด้วยเช่นกัน
เหตุใดการแข่งขันครั้งนี้จึงเกิดขึ้น และมันแตกต่างจากการสำรวจอวกาศในช่วงทศวรรษ 1960 อย่างไรบ้าง
ภูมิรัฐศาสตร์
การส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ของสหรัฐฯ ในอดีตนั้น เป็นการตอบโต้ต่อความสำเร็จของสหภาพโซเวียต ซึ่งสามารถส่งยูริ กาการิน ขึ้นสู่วงโคจรรอบโลกได้เป็นคนแรก เมื่อปี 1961

ที่มาของภาพ, Getty Images
การนำยานลงจอดและก้าวลงเหยียบดวงจันทร์ของมนุษยชาตินั้น ถือเป็นความสำเร็จอันใหญ่หลวงและเป็นการแสดงอำนาจทางการเมืองที่ทรงพลังอย่างยิ่ง ซึ่งสามารถจะสะกดทั้งโลกให้ตื่นตะลึงได้
โอลิเวอร์ มอร์ตัน บรรณาธิการอาวุโสของหนังสือพิมพ์ดิอีโคโนมิสต์ และผู้เขียนหนังสือ “ดวงจันทร์: ประวัติศาสตร์สำหรับอนาคต” (The Moon, A History for the Future) บอกกับบีบีซีว่า “มันยากที่จะพูดว่า คุณสามารถทำอะไรได้เหนือกว่าการประกาศว่าเราจะพาคนไปจากโลกใบนี้ แล้วนำพวกเขาไปอยู่บนดวงจันทร์ดวงนั้น”
ใครจะขึ้นไปเดินอยู่บนดวงจันทร์เป็นคนต่อไป ตอนนี้ขึ้นอยู่กับการเมืองเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และความปรารถนาในการค้นหาทรัพยากรบนดวงจันทร์มาใช้ประโยชน์ ซึ่งในประเด็นนี้แต่ละประเทศหรือแต่ละบริษัทเอกชน ต่างก็มีความต้องการแตกต่างกันไป
รัสเซีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น หรือแม้แต่สหภาพยุโรป (อียู) ล้วนประสบความสำเร็จในการนำยานสำรวจขนาดเล็กไร้คนขับและหุ่นยนต์ตระเวนสำรวจ (โรเวอร์) ลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์ได้มาแล้ว แต่ยังไม่มีชาติใดนำมนุษย์กลับไปลงเหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งที่สองได้อีก แต่ปัจจุบันดูเหมือนว่า ชาติที่เป็นคู่แข่งสูสีกันและมีโอกาสจะทำได้ก่อนมากที่สุด มีแค่สหรัฐฯ และจีนเท่านั้น
อีริก เบอร์เกอร์ บรรณาธิการอาวุโสข่าวอวกาศ ประจำเว็บไซต์ Ars Technica บอกว่า “สิ่งนี้ถูกขับเคลื่อนโดยภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้นจึงเกิดพันธมิตรระหว่างสองค่ายที่เป็นคู่แข่งกัน ซึ่งต่างก็นำโดยสหรัฐฯ และจีน ชาติที่อยู่ในขั้วเดียวกันล้วนลงนามความเป็นหุ้นส่วนพันธมิตรระหว่างประเทศ ทั้งตั้งเป้าหมายนำมนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์ให้ได้ ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า”
ทรัพยากร
ภารกิจแรกที่มีการเดินทางไปยังดวงจันทร์นั้น ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำการศึกษาวิจัย แต่เป็นแค่ความพยายามเพื่อไปให้ถึงเท่านั้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
ทว่าตอนนี้จุดประสงค์ไม่ได้อยู่แค่การท่องอวกาศเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย แต่อยู่ที่การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อทำให้ผู้คนสามารถตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์ และสามารถนำทรัพยากรบนนั้นมาใช้ประโยชน์ได้ด้วย
คริสโตเฟอร์ นิวแมน ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายและนโยบายอวกาศ จากมหาวิทยาลัยนอร์ทัมเบรียของสหราชอาณาจักร บอกว่า “มนุษย์เป็นสัตว์โลก แต่สิ่งที่มนุษย์บางคนต้องการจะทำคือการขยายเขตแดนและสร้างอาณานิคมบนดาวอังคาร ตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์ หรือสร้างอาณานิคมอยู่บนโครงสร้างดาวเทียมในห้วงอวกาศที่ห่างไกลจากโลก แต่สิ่งที่ผมพูดถึงเหล่านี้ ยังฟังดูเป็นนิยายวิทยาศาสตร์อยู่มากทีเดียว”
ศ.นิวแมน กล่าวด้วยว่า คนบางกลุ่มถึงกับวางแผนจะสร้างอาณานิคมนอกโลก เพื่อรับประกันความอยู่รอดของมวลมนุษย์ ในกรณีที่เกิดวินาศภัยระดับเหตุการณ์ล้างโลกขึ้น
จุดจอดพักยาน
ภารกิจกลับสู่ดวงจันทร์ของสหรัฐฯ ในขณะนี้ มีแผนการล่าสุดที่ก้าวล้ำไปอีกขั้น โดย ศ.นัมรทา โคสวามี จากคณะการบริหารจัดการระหว่างประเทศธันเดอร์เบิร์ด มหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตต บอกว่า “เราอาจไม่ต้องนำยานหรือผู้คนกลับสู่โลกทุกครั้ง หากสามารถสร้างฐานที่มั่นบนนั้นได้ ดวงจันทร์จะกลายเป็นจุดจอดพักสำหรับการเดินทางสู่ดาวอังคารต่อไป”
ศ.โคสวามี ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า เนื่องจากดวงจันทร์นั้นมีแรงโน้มถ่วงต่ำกว่าบนโลกมาก จึงสามารถจะยิงจรวดขึ้นจากพื้นผิวได้โดยใช้เชื้อเพลิงน้อยกว่า ด้วยเหตุนี้หลายประเทศจึงมองว่าพื้นที่บนดวงจันทร์เป็นสินทรัพย์ในเชิงกลยุทธ์
นอกจากนี้ พื้นที่บางส่วนของดวงจันทร์ยังโดนแสงอาทิตย์แผดเผาเกือบตลอดเวลา จึงมีศักยภาพในการใช้ผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ด้วย โดยเราอาจโอนถ่ายพลังงานที่ผลิตได้มายังโลก ผ่านดาวเทียมที่อยู่ในวงโคจรโลกระดับต่ำ และยิงพลังงานดังกล่าวมาสู่พื้นโลกอีกทีในรูปของคลื่นไมโครเวฟ
องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา ให้นิยามว่าวงโคจรโลกระดับต่ำ (Low Earth Orbit – LEO) คืออาณาเขตการโคจรวนรอบของวัตถุอวกาศที่มีโลกเป็นศูนย์กลาง โดยมีความสูงไม่เกิน 1,200 ไมล์ หรือ 2,000 กิโลเมตรจากพื้นผิวโลก

ที่มาของภาพ, Getty Images
ภารกิจสำรวจดวงจันทร์ครั้งล่าสุดของอินเดียยืนยันว่า พบกำมะถัน อะลูมิเนียม และแร่ธาตุอื่น ๆ ใกล้ขั้วใต้ของดวงจันทร์ ทำให้ตอนนี้มีการมุ่งค้นหาแร่ธาตุสำคัญอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่บนดวงจันทร์ในระยะยาวได้
“น้ำแข็งนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด มันคือสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้สำหรับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในระยะยาว เพราะเราสามารถเปลี่ยนน้ำแข็งให้เป็นออกซิเจนได้” ศ.โคสวามี กล่าว
แม้จะเคยมีการพูดกันเรื่องการเดินทางสู่ดวงดาวในห้วงอวกาศลึก หลังเกิดกระแสความตื่นเต้นเรื่องที่มนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 แต่จินตนาการที่ว่านี้ยังคงไม่อาจเป็นจริงได้ในเร็ววัน
“ดวงจันทร์เป็นจุดหมายปลายทางในการท่องอวกาศนอกวงโคจรโลกระดับต่ำ ที่มีความเป็นไปได้จริงมากที่สุดแล้วสำหรับมนุษย์ ดวงจันทร์ยังเป็นจุดที่มีหลุมความโน้มถ่วงต่ำอยู่ใกล้โลก ทำให้ไปมาได้ค่อนข้างง่ายโดยใช้เวลาเพียง 3 วันเท่านั้น ในขณะที่ต้องใช้เวลา 6-8 เดือน ในการเดินทางไปดาวอังคาร ซึ่งควรจะยกให้เป็นแผนการในอนาคตขั้นต่อ ๆ ไป” ศ.เบอร์เกอร์ กล่าวเสริม

ที่มาของภาพ, Getty Images
อย่างไรก็ตาม การไปถึงดวงจันทร์ยังคงต้องก้าวข้ามอุปสรรคทางเทคนิคที่สำคัญบางประการ อันดับแรกเราจะต้องมีจรวดขนส่งและยานอวกาศที่ทรงพลัง เพื่อนำมนุษย์ออกสู่ห้วงอวกาศนอกโลก และทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันอันตรายจากรังสีต่าง ๆ
จากนั้นความท้าทายขั้นต่อไป คือการนำยานลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์อย่างนุ่มนวล เพื่อให้นักบินอวกาศปลอดภัยและสามารถเดินทางกลับมายังโลกได้ด้วย เพราะหากมีอะไรผิดพลาดทางเทคนิคเพียงนิดเดียว ไม่มีใครหรืออะไรจากภายนอกภารกิจจะสามารถยื่นมือช่วยพวกเขาได้ ทั้งยังไม่มีทางเลือกในการยกเลิกภารกิจกลางคันอีกด้วย
นักบินอวกาศบนยานที่เดินทางกลับจากดวงจันทร์ จะพุ่งกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็วสูงหลายกิโลเมตรต่อวินาที ซึ่ง ศ.เบอร์เกอร์ อธิบายว่า ความเร็วที่สูงจนน่ากลัวนี้ เกิดจากการสะสมความเร็วในการเดินทางมาจากดวงจันทร์ จนทำให้พุ่งทะยานไปเร็วกว่าการกลับมาจากวงโคจรโลกระดับต่ำหลายเท่า
เมื่อแต่ละชาติเดินทางไปถึงดวงจันทร์แล้ว น่าสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับทรัพยากรที่อยู่บนนั้น และนี่ยังคงเป็นคำถามสำคัญที่ผู้คนให้ความสนใจเป็นหลัก
สนธิสัญญาว่าด้วยการสำรวจและการใช้อวกาศภายนอก (the Outer Space Treaty) ปี 1967 รับรองว่าไม่สามารถมีชาติใดประกาศอธิปไตยเหนือพื้นที่ในห้วงอวกาศได้ แต่ความเป็นจริงในอนาคตอาจไม่เป็นไปดังนั้น
“เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่า มีเพียงบางชาติที่มีศักยภาพสามารถจะปล่อยยานขึ้นสู่อวกาศและนำลงจอดบนดวงจันทร์ รวมทั้งสามารถขุดค้นและสกัดแหล่งแร่ที่ต่างดาวได้ จึงมีเพียงประเทศในกลุ่มนี้เท่านั้นที่จะได้เปรียบจากการเป็นผู้ลงมือทำก่อน โดยปัจจุบันเราไม่มีมาตรการทางกฎหมายใด ๆ ที่จะกำกับควบคุมวิธีการแบ่งปันทรัพยากรบนดวงจันทร์เลย” ศ.โคสวามี กล่าว
การแข่งขันในห้วงอวกาศครั้งใหม่
จีนมีแผนจะสร้างฐานปฏิบัติการถาวรบนดวงจันทร์ให้สำเร็จ ภายในช่วงทศวรรษ 2030 และขณะนี้ดูเหมือนว่าจีนสามารถทำตามแผนงานขั้นตอนต่าง ๆ ให้ลุล่วงไปตามกำหนดเวลาได้เป็นอย่างดี ส่วนสหรัฐฯ นั้น เล็งจะนำยานจากโลกเข้าจอดเทียบกับสถานีอวกาศใกล้ดวงจันทร์ให้ได้ในปี 2028 แต่ดูเหมือนว่าการดำเนินงานตามแผนนี้จะล่าช้าออกไปกว่าที่เคยคาดไว้
ความสำเร็จของสหรัฐฯ นั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถของมหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ และบริษัทสเปซเอ็กซ์ของเขาเป็นหลัก เพราะเป็นผู้พัฒนาระบบขนส่งอวกาศที่ประกอบด้วยจรวดและยานสตาร์ชิป ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาและทดสอบ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ส่วนอินเดียนั้นมีแผนจะส่งมนุษย์ขึ้นยานไปท่องอวกาศเป็นครั้งแรกในปีหน้า ทั้งมีแผนจะสร้างสถานีอวกาศของตนเองภายในปี 2035 และส่งมนุษย์อวกาศไปยังดวงจันทร์ภายในปี 2040
“สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งเกี่ยวกับโครงการอวกาศของจีนก็คือ ความสามารถในการทำงานให้เสร็จตามกำหนดเวลา ฉันขอพนันว่าจีนจะเป็นชาติแรกในศตวรรษที่ 21 ที่สามารถจะนำยานลงจอดบนดวงจันทร์ และสามารถดำเนินภารกิจไปจนถึงเป้าหมายในการวิจัยทรัพยากรอวกาศและพัฒนาฐานที่มั่นถาวรได้” ศ.โคสวามี กล่าวสรุป











