100 วันแรกรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ เขาทำอะไรไปแล้วบ้าง ส่องผลงานผ่านตัวเลข

Collage of Trump's photo and various data shapes
    • Author, ทีมบีบีซี Visual Journalism
    • Role, บีบีซีนิวส์

ในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 ม.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้คำมั่นสัญญาว่าจะมอบ "100 วันแรกของการทำงานที่วิเศษที่สุดมากกว่าประธานาธิบดีคนใดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ"

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่หมุดหมาย 100 วันแรกของการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นบททดสอบเชิงสัญลักษณ์สำหรับประธานาธิบดีคนใหม่ โดยถือว่าเป็นช่วงเวลาที่จะได้ถอยออกมาพิจารณาและประเมินความคืบหน้าการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่

ข้อมูลเบื้องต้นจากช่วงเวลาดังกล่าวบ่งชี้ให้เราทราบถึงความคืบหน้าถึงสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์ทำตามคำมั่นสัญญาสำคัญของเขา ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นภาษีการค้าครั้งใหญ่ การจับกุมและการเนรเทศผู้อพยพ ไปจนถึงการลดค่าใช้จ่ายครั้งใหญ่ของรัฐบาล

คะแนนนิยม

คะแนนความนิยมของทรัมป์ในการดำรงตำแหน่งวาระที่สอง ถูกนำมาเปรียบเทียบกับคะแนนความนิยมกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในสมัยก่อนหน้า โดยบริษัทสำรวจความคิดเห็นของสหรัฐฯ ที่ชื่อว่า แกลลัพ (Gallup) ใช้เกณฑ์ 100 วันมาหลายทศวรรษแล้ว

ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีคนแรกหลังยุคสงครามโลกที่ดำรงตำแหน่งวาระโดยติดต่อกัน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทรัมป์จึงมีผลการประเมินเรตติ้งสองชุด

บีบีซีย้อนดูคะแนนความนิยมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกคนที่ดำรงตำแหน่งหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ตามลำดับคะแนนความนิยมช่วง 100 วันแรกของการทำงาน

Beeswarm plot of the last 10 elected US president's overall approval rating at 100 days into their term, including Trump. Kennedy at 83%, Reagan at 67%, Biden at 57%, and Clinton at 55% are highlighted. Trump's two presidencies are also highlighted, both of which are at less than 50%
คำบรรยายภาพ, คะแนนความนิยมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนสูงถึง 83% และโรนัลด์ เรแกน ได้รับคะแนนนิยมอยู่ที่ 67% ส่วนโจ ไบเดน และบิล คลินตัน ได้รับคะแนนนิยมน้อยกว่าประธานาธิบดีทั้งสองคนก่อนหน้านี้ แต่ยังคงมีคะแนนสูงกว่า 50%

ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีเพียงคนเดียวหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนไม่ถึงครึ่งหนึ่งในช่วง 100 วันแรกของทั้งสองสมัย อย่างไรก็ตาม คะแนนนิยมโดยรวมนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่เท่านั้น

ต่อไปนี้คือคะแนนความนิยมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ แบ่งตามพรรคการเมือง โดยเส้นแนวตรงกลางที่ยาวกว่า สื่อถึงการแบ่งขั้วทางการเมืองที่มากขึ้นของผู้สนับสนุนแต่ละพรรค

Dot plot of the approval ratings by Democrats and Republicans of the last 12 elected presidents' terms at 100 days. The presidents are ordered from most recent to least recent.
คำบรรยายภาพ, คะแนนความนิยมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อแบ่งตามพรรคการเมือง

การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยที่สองของทรัมป์ คือช่วงที่มีคะแนนความนิยมแตกต่างกันมากที่สุดระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน โดยมีสมาชิกพรรครีพับลิกัน 9 ใน 10 คนที่สนับสนุนทรัมป์ ในขณะที่มีสมาชิกพรรคเดโมแครตเพียง 4% เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อมูลที่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้สำหรับประธานาธิบดีที่มารับตำแหน่งต่อเนื่องจากประธานาธิบดีคนอื่นในวาระเดียวกัน เช่น ลินดอน บี. จอห์นสัน ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 1963 หลังจากที่จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ถูกลอบสังหาร

การสำรวจความคิดเห็นครั้งล่าสุดของแกลลัพ (Gallup) ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 1-14 เม.ย. ในช่วงที่ตลาดหุ้นเกิดความผันผวนเนื่องจากมาตราการภาษีการค้าของทรัมป์ แต่ผลการสำรวจคะแนนความนิยมที่ 44% ไม่ได้บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงทันทีจากการสำรวจของทรัมป์ ซึ่งคงที่ตลอดทั้งไตรมาสแรกของการดำรงตำแหน่งในวาระที่สอง เช่นเดียวกับประธานาธิบดีคนก่อน ๆ โดยการสำรวจล่าสุดเป็นการสัมภาษณ์ความคิดเห็นประชาชนไม่น้อยกว่า 1,000 ครั้ง

ความเคลื่อนไหวที่เร็ว-แรง

ทรัมป์ให้คำมั่นระหว่างการรณรงค์หาเสียงว่า เขาจะดำเนินการในนโยบายสำคัญอย่างรวดเร็ว โดยทรัมป์ประกาศว่าในวันแรกของการดำรงตำแหน่ง เขาจะลดราคาสินค้า ยุติสงครามในประเทศยูเครน และอภัยโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐในปี 2021

ทั้งนี้ทรัมป์ยังไม่บรรลุเป้าหมายข้างต้นทั้งหมด แต่หากดูจากจำนวนคำสั่งฝ่ายบริหารแล้ว ทรัมป์ถือเป็นประธานาธิบดีที่เคลื่อนไหวได้รวดเร็วที่สุดในยุคปัจจุบัน โดยออกคำสั่งฝ่ายบริหารที่ไม่ต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาต่อรัฐบาลกลางจำนวนมาก

คำสั่งจำนวนมากข้างต้นรวมถึงคำสั่งฝ่ายบริหารที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ทรัมป์ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหารมากกว่าประธานาธิบดีคนใดในศตวรรษที่ผ่านมาในรอบ 100 วันแรกของการทำงาน และออกคำสั่งไปแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่งของคำสั่งทั้งหมดที่เขาเคยออกในช่วงการดำรงตำแหน่งสมัยแรก และเกือบ 90% ของคำสั่งฝ่ายบริหารที่โจ ไบเดน ออกในช่วงสี่ปีที่เป็นประธานาธิบดี

An bar chart showing the number of executives orders issued by recent US presidents by 100 days and during the whole term.
คำบรรยายภาพ, จำนวนคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตลอดทั้งวาระ และช่วง 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่ง

คำสั่งฝ่ายบริหารบางฉบับของทรัมป์มีผลกระทบตามมาอย่างมาก โดยที่คำสั่งหลายฉบับมุ่งเป้าไปที่การทำลายมรดกของรัฐบาลโจ ไบเดน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผู้สนับสนุนของทรัมป์เห็นด้วย คำสั่งในวันแรกของการดำรงตำแหน่ง ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ จะถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสของสหประชาชาติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอีกครั้ง ซึ่งเขาเคยกล่าวว่าข้อตกลงนี้เป็นภาระต่อชาวอเมริกัน และประกาศแผนพลังงานแห่งชาติเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมัน นอกจากนี้ยังมีคำสั่งฝ่ายบริหารที่เป็นคำสั่งทั่วไป อย่างการยกเลิกการแบนหลอดพลาสติก

ขณะที่ทรัมป์ใช้พลังอำนาจฝ่ายบริหาร เขากลับแสดงความสนใจน้อยมากในการทำงานร่วมกับรัฐสภาในการออกกฎหมายใหม่ โดยทรัมป์ผ่านร่างกฎหมายเพียง 5 ฉบับเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าจำนวนที่ประธานาธิบดีคนใดของสหรัฐฯ ที่เพิ่งเข้าดำรงตำแหน่งใหม่ เคยทำมาในรอบ 70 ปี ตามรายงานของ พันช์โบวล์ นิวส์ (Punchbowl News)

การกระทำที่ใช้อำนาจฝ่ายบริหารของทรัมป์ท้าทายขีดจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นอกจากนี้ทรัมป์ยังมีความขัดแย้งกับผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางบ่อยครั้ง เขาถูกฟ้องร้องทางกฎหมายมากกว่า 200 ครั้งจากคำสั่งบางฉบับ ตามรายงานของวารสารกฎหมายที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดที่ชื่อว่า "จัสต์ซีเคียวริตี้" (Just Security) และในหลายกรณีผู้พิพากษาได้สั่งระงับการกระทำของทรัมป์อีกด้วย

ผลงานด้านเศรษฐกิจ

ทรัมป์ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในเดือน พ.ย. 2024 หลังจากให้คำมั่นว่าจะลดราคาสินค้าและเพิ่มการจ้างงานให้กับชาวอเมริกัน คำพูดเชิงสนับสนุนธุรกิจของทรัมป์ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้คนจำนวนมากในวอลล์สตรีท โดยสะท้อนให้เห็นได้จากราคาหุ้นสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นในดัชนีเอส แอนด์ พี (S&P) 500 หลังชัยชนะในการเลือกตั้งของทรัมป์

ทั้งนี้ราคาหุ้นสหรัฐฯ มักจะมีลักษณะค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้นในช่วงแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ในกรณีของทรัมป์ ราคาหุ้นยังคงทรงตัวและลดลงอย่างต่อเนื่องในขณะที่วาทะของเขาเกี่ยวกับภาษีการค้าทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยราคาหุ้นตกลงอย่างมากเมื่อทรัมป์ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าหลายประเภท ซึ่งมีผลบังคับใช้ทั่วโลกเมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา

A line chart showing the performance of S&P stocks in the first 100 days of the three most recent presidents.
คำบรรยายภาพ, ความผันผวนของตลาดหุ้นหลังจากวันเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ

ทรัมป์ยกเลิกการบังคับใช้อัตราภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้น เพียงสัปดาห์เดียวหลังจากการประกาศใช้ ทำให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย แต่ความไม่แน่นอนที่เกิดจากความพยายามของทรัมป์ในการสร้างระบบการค้าโลกขึ้นมาใหม่ ถูกกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุของความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจทั่วโลก

ประเด็นสำคัญอีกประการคือ ความรู้สึกของชาวอเมริกันที่มีต่อเศรษฐกิจในปัจจุบัน คำถามในประเด็นนี้ได้รับการติดตามมานานหลายทศวรรษจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ซึ่งสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Sentiment Index) จากครัวเรือนหลายร้อยครัวเรือนในทุก ๆ เดือน

คะแนนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจมีการผันผวนจากการเปลี่ยนผ่านจากประธานาธิบดีเมื่อไม่นานนี้ อย่างไรก็ตาม ภายใต้การนำของทรัมป์ คะแนนความเชื่อมั่นได้ลดลงอย่างมาก โดยลดลงต่อเนื่องกันเป็นเวลา 4 เดือนจนถึงเดือน เม.ย. ซึ่งเป็นคะแนนดัชนีที่ต่ำที่สุดเป็นอันดับสอง รองจากในสมัยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งได้คะแนนความเชื่อมั่นต่ำที่สุดในเดือน มิ.ย. 2022 จากความกังวลอย่างกว้างขวางต่อปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นหลังจากรัสเซียเปิดการรุกรานต่อยูเครน

ความเห็นจากผู้บริโภคในเดือน เม.ย. ชี้ว่า พวกเขากังวลเกี่ยวกับสงครามการค้า ซึ่งยิ่งทำให้ความคาดหวังเกี่ยวกับรายได้ เงินเฟ้อ และการเงินส่วนบุคคล ย่ำแย่ลงไปอีก ซึ่งทรัมป์เองก็ไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ของภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ให้คำมั่นว่านโยบายของเขาจะก่อให้เกิดผลตอบแทนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การประเมินผลงานทางเศรษฐกิจในด้านอื่น ๆ เป็นเรื่องที่ทำได้ยากในขณะนี้ รวมถึงปัญหาเงินเฟ้อด้วย ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐฯ ระบุว่าอาจเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากนโยบายภาษีศุลกากรของทรัมป์

การค้าและภาษี

ประธานาธิบดีทรัมป์ให้เหตุผลถึงการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศครั้งใหญ่ว่าจะส่งผลให้มีการจ้างงานและโรงงานต่าง ๆ จะย้ายฐานกลับมายังสหรัฐฯ อีกครั้ง อีกทั้งยังจะช่วยลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ อีกด้วย

ทรัมป์มองว่าการที่สหรัฐฯ นำเข้าสินค้ามากกว่าขายนั้น เป็นการที่ประเทศอื่น ๆ "ฉ้อโกง" สินค้าของสหรัฐฯ โดยเขามักจะมุ่งเป้าไปที่ประเทศจีนเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งที่ส่งสินค้าไปยังสหรัฐฯ

สำนักสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐฯ และสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้เผยแพร่ตัวเลขรายเดือนเกี่ยวกับมูลค่าการค้าในสินค้าและบริการกับประเทศอื่น ๆ ของสหรัฐฯ โดยเมื่อปีที่แล้ว สหรัฐฯ ซื้อหรือสั่งนำเข้าสินค้าและบริการมากกว่าที่ขายหรือส่งออก

ความแตกต่างระหว่างการนำเข้าและส่งออกเรียกว่าการขาดดุลการค้า ซึ่งสหรัฐฯ ขาดดุลการค้ามานานหลายทศวรรษ และตอนนี้ทรัมป์ต้องการขจัดการขาดดุลการค้าเหล่านี้

แต่ภาษีศุลกากรใหม่ของทรัมป์อาจมีผลตรงกันข้าม นั่นคือทำให้การขาดดุลเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลงในปีนี้ จากข้อมูลพบว่า ผู้นำเข้าจำนวนมากกลัวต้นทุนที่สูงขึ้น จึงรีบแห่ซื้อสินค้าหลังจากที่เขาได้รับการเลือกตั้งอีกครั้ง

A dot plot of imports and exports by the US from January 2024 to February 2025 by month. The dots for imports and exports for each month are connected with a line. Imports are higher than exports each month. Imports gradually goes up in Nov 2024 and Dec 2024, then rises steeply in Jan 2025. The imports and exports stay roughly the same between January 2025 and February 2025. Exports remain fairly constant. There is an annotation which reads "Nov 2024 Trump elected" and "Jan 2025 Trump sworn in" which point to the respective lines/dots.
คำบรรยายภาพ, สถิติดุลการค้าของประเทศสหรัฐฯ

มูลค่าสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าพุ่งแตะระดับ 329 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือน ม.ค. ซึ่งถือเป็นสถิติรายเดือนสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1992 โดยตัวเลขดังกล่าวลดลงเพียงเล็กน้อยในเดือน ก.พ.

แม้ว่าทรัมป์จะระงับการขึ้นภาษีศุลกากรที่รุนแรงที่สุดหลายรายการในการประกาศเมื่อวันที่ 9 เม.ย. แต่ก็มีรายงานว่า ชาวอเมริกันกักตุนสินค้าบางรายการ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่แน่นอน และภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนที่ยังคงสูงอยู่ แต่ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณว่าจะลดภาษีหากสามารถบรรลุข้อตกลงได้

ความเคลื่อนไหวเรื่องผู้อพยพ

ทรัมป์ประกาศอย่างแข็งกร้าวเรื่องการย้ายถิ่นฐานก่อนจะกลับเข้ามาในทำเนียบขาว เขาสัญญาว่าจะเนรเทศผู้อพยพที่เข้ามาในสหรัฐอเมริกาอย่างผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก และยุติสิทธิในการได้รับสัญชาติโดยอัตโนมัติ ซึ่งปัจจุบันบังคับใช้กับเกือบทุกคนที่เกิดในดินแดนของสหรัฐฯ ซึ่งสิ่งนี้เรียกว่า "สัญชาติโดยกำเนิด"

จนถึงขณะนี้ทรัมป์ยังไม่สามารถเนรเทศผู้อพยพได้ตามจำนวนที่เขาสัญญาไว้ และศาลได้ขัดขวางความพยายามของเขาที่จะยุติสิทธิในการได้รับสัญชาติโดยกำเนิดสำหรับเด็กบางคน

มาตรการหนึ่งที่ทรัมป์สามารถอ้างได้ว่าประสบความสำเร็จคือ การลักลอบข้ามพรมแดนระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโก อย่างผิดกฎหมาย ซึ่งบ่งชี้ได้จากข้อมูลการจับกุมของหน่วยตรวจการชายแดน ซึ่งทำเนียบขาวเรียกข้อมูลล่าสุดว่า "ต่ำเป็นประวัติการณ์"

ในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา มีผู้อพยพมากกว่า 7,000 ราย ถูกจับกุมที่ชายแดน เทียบกับเดือน มี.ค. ปีก่อนหน้านี้ในสมัยรัฐบาลโจ ไบเดน ซึ่งมีสถิติการจับกุมผู้อพยพได้กว่า 137,000 ราย

A column chart showing the number of encounters at the US-Mexico border during Trump's first term, Biden and the start of Trump's second term.
คำบรรยายภาพ, สถิติผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายที่ชายแดนสหรัฐฯ - เม็กซิโก

มีตัวชี้วัดเกี่ยวกับการเข้าเมืองไม่กี่ตัวชี้วัดที่สามารถวัดได้อย่างชัดเจนในช่วง 100 วันแรกของการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ทรัมป์และทีมงานของเขาได้ใช้ตัวเลขการจับกุมที่ชายแดนที่น้อยลงอย่างฉับพลันมานำเสนอ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของการกักขังภายในประเทศ ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) เพื่อโต้แย้งว่า รัฐบาลภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จที่รัฐบาลพยายามขัดขวางการอพยพที่ผิดกฎหมายและแก้ไขปัญหาชายแดนที่ "ไม่ปลอดภัย" ที่รัฐบาลของไบเดนทำไว้

นอกจากนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ยังรีบเผยแพร่ข่าวการบุกตรวจค้นของเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) อย่างรวดเร็ว โดยระบุว่าหลายคนที่ตกเป็นเป้าหมายการบุกค้นเป็นผู้ที่มีประวัติอาชญากรรม และเพื่อโฆษณาถึงสิ่งที่ระบุว่าเป็นระดับความร่วมมือที่ไม่เคยมีมาก่อนกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในท้องถิ่น

A column chart showing the number of people detained in ICE facilities for the first time since the pandemic, includig during Trump's first term, Biden and the start of Trump's second term.
คำบรรยายภาพ, สถิติยอดจับกุมผู้อพยพเข้าสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย

ในขณะเดียวกันการเนรเทศยังคงล่าช้า และเผชิญกับการฟ้องร้องทางกฎหมายที่เป็นที่จับตามอง โดยหากการกักขังยังคงเพิ่มขึ้น มีคำเตือนว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) อาจไม่มีที่ว่างอีกต่อไป ในขณะที่การต่อสู้ในชั้นศาลกำลังใกล้เข้ามา อนาคตของนโยบายการย้ายถิ่นฐานของทรัมป์จะชัดเจนยิ่งขึ้นในอีก 100 วันข้างหน้า

วาระอันทะเยอทะยานอื่น ๆ ของทรัมป์จะถูกกำหนดโดยสิ่งที่เขาจะสามารถบรรลุได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ปฏิกิริยาของคนอเมริกันต่อการกระทำของทรัมป์ที่ชายแดน การต่อสู้ทางการค้าที่รออยู่ข้างหน้า และความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าประจำวัน อาจกำหนดได้ว่าทรัมป์จะยังคงเป็นประธานาธิบดีที่สร้างความขัดแย้งมากที่สุดในยุคปัจจุบันหรือไม่

รายงานและผลิตโดย

คริสตินา ชเวดา และเจมส์ ฟิตซ์เจอรัลด์

ออกแบบโดย

เจสส์ คาร์ และ เจนนี ลอว์

แก้ไขโดย

ทอม ฟินน์ เดวิด บลัด และทอม จีโอเกแกน

รายงานเพิ่มเติมโดย

พิลาร์ โทมัส, ไมค์ ฮิลส์, ทอมมี ลัมบี, นาตาลี เชอร์แมน, เบิร์นด์ เดบุสมันน์ จูเนียร์

พัฒนาโดย

ชอว์น ฮาร์เดิร์น, จาโคโม บอสไกนี่-กิลรอย และแดน สมิธ