นโยบายภาษีทรัมป์ถล่มตลาดหุ้นทั่วโลกยับ สิ่งนี้ส่งผลต่อทุกคนอย่างไร แล้วเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยจริงไหม ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, มาเรีย ซักคาโร
- Role, ผู้สื่อข่าว บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
- Author, ไซมอน แจ็ก
- Role, บรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจ บีบีซีนิวส์
- Author, นาตาลี เชอร์แมน
- Role, ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจประจำนครนิวยอร์ก บีบีซีนิวส์
หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นภาษีศุลกากร (tariff) แบบเหมาเข่งไปเมื่อวันที่ 2 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ ซึ่งไทยถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 37% ขณะที่ประเทศคู่แข่งคู่แค้นอย่างจีนโดนในอัตรา 34%
ต่อมารัฐบาลจีนประกาศ "มาตรการตอบโต้ที่เด็ดขาด" ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตรา 34% เช่นเดียวกัน
ล่าสุด วันที่ 7 เม.ย. ตามเวาลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ ทรัมป์ โต้กลับท่าทีของจีนอย่างดุเดือดบนโซเชียลมีเดียระบุว่า หากจีนไม่ถอดมาตรการขึ้นอัตราภาษีนำเข้า 34% ที่คิดกับสินค้าของสหรัฐฯ ภายในวันที่ 8 เม.ย. นั้น สหรัฐฯ จะเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรกับสินค้าของจีนอีก 50% และให้มีผลทันทีในวันที่ 9 เม.ย. นี้
"นอกจากนี้ การเจรจาทั้งหมดกับจีนที่เกี่ยวข้องกับคำร้องขอเข้าพบของพวกเขาจะถูกยุติลงทันที" ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมในตอนท้ายว่า การเจรจากับประเทศคู่ค้าอื่น ๆ จะเริ่มขึ้นในทันทีเช่นเดียวกัน

หากสิ่งที่ทรัมป์โพสต์ลงแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขามีผลบังคับใช้จริง นั่นหมายความว่าบริษัทอเมริกันที่นำเข้าสินค้าจากจีนจะต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าอย่างน้อย 104% ซึ่งเท่ากับว่าต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในเวลาเพียงไม่กี่เดือน
ต้องไม่ลืมว่า ก่อนที่จีนจะโดนภาษีนำเข้า 34% ณ "วันประกาศอิสรภาพทางเศรษฐกิจของอเมริกา" จีนโดนเก็บภาษีนำเข้าอยู่ก่อนแล้ว 20% ตั้งแต่เดือน ม.ค. ที่ผ่านมา
ทรัมป์เคยตอบโต้การตอบโต้ของประเทศอื่น ๆ ด้วยการข่มขู่ในลักษณะคล้ายกันมาแล้วหลายครั้ง
เช่น การขู่ขึ้นภาษีนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากยุโรปถึง 200% หรือการขู่เก็บภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมจากแคนาดาถึง 50%
ในกรณีเหล่านั้น สองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ในระดับหนึ่ง และสุดท้ายก็ไม่มีการขึ้นภาษีตามที่ขู่ไว้
แต่สถานการณ์ในครั้งนั้นเกี่ยวข้องกับพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน ขณะที่จีนเคยเป็นเป้าหมายของวอชิงตันมาก่อนที่ทรัมป์จะขึ้นดำรงตำแหน่งเสียอีก
แม้สหรัฐฯ จะส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการเจรจาตกลงเรื่องภาษีและ TikTok แต่จนถึงขณะนี้ จีนก็ยังไม่แสดงท่าทีสนใจที่จะเปิดการเจรจาแต่อย่างใด

ที่มาของภาพ, Getty Images
เหตุการณ์ทั้งหมดส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงอย่างหนัก สร้างความหวาดกลัวในวงกว้าง ขณะที่หลายประเทศยังต้องแบกรับผลกระทบจากมาตรการเก็บภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ด้วย
หลายคนเริ่มสงสัยว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาอย่างไร
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นในเอเชียในเมืองสำคัญ ๆ ตั้งแต่นครเซี่ยงไฮ้ ของจีน กรุงโตเกียว ของญี่ปุ่น นครซิดนีย์ของออสเตรเลีย ไปจนถึงฮ่องกงของจีน ร่วงหนักที่สุดในรอบหลายสิบปี
ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นยุโรปก็ตกเช่นกัน โดยกลุ่มธนาคารและบริษัทด้านกลาโหมได้รับผลกระทบหนักที่สุด ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก่อนหน้านั้นก็เผชิญกับการดิ่งลงในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มการระบาดของโควิดในปี 2020
สถานการณ์นี้เกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเมื่อวันพุธถึงการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศต่าง ๆ ตั้งแต่ 10% ถึง 46%
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ความปั่นป่วนในตลาดหุ้นครั้งนี้ อาจส่งผลต่อชีวิตและการเงินของผู้คนในหลายทาง
คุณเสี่ยงตกงานไหม ?
หากราคาหุ้นตกต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานได้
นักลงทุนที่ลงทุนในบริษัทต่าง ๆ ต่างคาดหวังผลตอบแทน หากราคาหุ้นตกต่อเนื่อง พวกเขาอาจเรียกร้องให้บริษัทดำเนินมาตรการบางอย่างเพื่อหยุดการตกลงของราคาหุ้น เช่น การลดต้นทุน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการลดจำนวนพนักงาน
อย่างไรก็ตาม ศ.มอร์เทน ราฟน์ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (UCL) มองว่า "ในตอนนี้" นายจ้างส่วนใหญ่ยังไม่อยากปลดพนักงาน
"เว้นเสียแต่ว่าคุณจะเชื่อว่าสถานการณ์นี้จะเลวร้ายลง และภาษีเหล่านี้จะไม่ถูกยกเลิก"
แต่ในระยะยาว เขาเสริมว่า "ไม่ช้าก็เร็ว บริษัทก็อาจต้องตัดสินใจเรื่องการปลดคนงาน"
ภาษีและอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ ?
ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าการที่การซื้อขายในตลาดหุ้นตกลงจะส่งผลต่อภาษีที่ประชาชนต้องจ่าย หรืออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สินเชื่อ และเงินฝากอย่างไร แต่ ศ.ราฟน์ระบุว่า สิ่งเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน
เขาอธิบายว่า ความวุ่นวายในตลาดอาจทำให้รัฐบาลต้องปรับลดค่าใช้จ่าย หรืออาจพิจารณาขึ้นภาษี เพื่อจัดการกับแรงกดดันทางการเงิน
อัตราดอกเบี้ยก็อาจมีความผันผวนเช่นกัน
"มันอาจเป็นไปได้ทั้งขึ้นและลง" ศ.ราฟน์กล่าว โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงการตอบสนองของประเทศต่าง ๆ ต่อมาตรการของสหรัฐฯ
เช่น ถ้าธนาคารกลางของประเทศหนึ่งเลือกที่จะลดอัตราดอกเบี้ย ก็อาจทำให้เงินกู้บางประเภท เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัย ถูกลง แต่ในทางกลับกัน ผู้ที่ฝากเงินก็อาจได้ดอกเบี้ยน้อยลง
หากอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เงินกู้จะมีต้นทุนสูงขึ้น แต่ผู้ฝากเงินก็จะได้รับผลตอบแทนมากขึ้น
เงินบำนาญของคุณจะเป็นอย่างไร ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
แม้ว่าบางคนจะถือหุ้นโดยตรง แต่สำหรับคนอีกมาก พวกเขาเกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นจะผ่านกองทุนบำนาญ
ศ.ราฟน์อธิบายว่า กองทุนบำนาญบางประเภทนำเงินไปลงทุนในหุ้น หากหุ้นเหล่านั้นลดลง ก็อาจทำให้มูลค่ากองทุนบำนาญของผู้ถือบัญชีลดลง
อย่างไรก็ตาม กองทุนบางส่วนอาจลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งโดยปกติจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อหุ้นตก เพราะถูกมองว่าเป็น "ที่หลบภัย" เช่นเดียวกับทองคำ
ดังนั้น หากพันธบัตรรัฐบาลมีมูลค่าเพิ่ม ก็อาจช่วยชดเชยผลกระทบจากหุ้นที่ตกได้ ขึ้นอยู่กับว่าเงินในกองทุนถูกจัดสรรไว้อย่างไร
คนที่ใกล้เกษียณมักจะมีสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรมากกว่าในหุ้น ทำให้ได้รับผลกระทบน้อยกว่า
จะเกิดภาวะถดถอยหรือไม่ ?
ภาวะถดถอย (Recession) หมายถึง การที่กิจกรรมภาพรวมทางเศรษฐกิจของผลประกอบการของบริษัท การดำเนินการด้านต่าง ๆ ของรัฐบาล และการใช้จ่ายของภาคประชาชนในประเทศหนึ่งหดตัวลงต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ไตรมาสติดต่อกัน
ศ.ราฟน์กล่าวว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือไม่
"ผมคิดว่าเราต้องรอดูว่าอีกสัปดาห์หรือสองสัปดาห์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ถ้าสถานการณ์ลุกลามเป็นสงครามการค้าระดับโลก และประเทศต่าง ๆ ตอบโต้สหรัฐฯ แบบจริงจัง ผมจะเริ่มกังวล" เขากล่าว
หากสถานการณ์นี้นำไปสู่ภาวะถดถอยทั่วโลก การปลดพนักงานจำนวนมาก "ก็มีความเป็นไปได้สูง"
ภาวะถดถอยอาจส่งผลกระทบหลายด้าน เช่น คนบางส่วนอาจตกงาน อัตราว่างงานเพิ่มขึ้น
คนอื่น ๆ อาจมีโอกาสเลื่อนตำแหน่งน้อยลง หรือขึ้นเงินเดือนไม่ทันกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากภาวะถดถอยมักไม่ได้กระจายเท่าเทียมกันในสังคม ซึ่งอาจทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น
บรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจของบีบีซีอย่าง ไซมอน แจ็ก อธิบายเพิ่มเติมว่า สิ่งแรกที่ควรเน้นย้ำคือ สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไม่ใช่สิ่งเดียวกับที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ นั่นหมายถึงราคาหุ้นที่ร่วงลงไม่จำเป็นต้องหมายถึงความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจที่รออยู่ข้างหน้า
แต่บางครั้งมันก็เป็นเรื่องเดียวกันจริง ๆ
การร่วงลงอย่างรุนแรงของมูลค่าตลาดหุ้น เช่นที่เกิดขึ้นตอนนี้ หมายความว่ามีการประเมินอนาคตของผลกำไรบริษัทใหม่อย่างจริงจังในทางลบ
สิ่งที่ตลาดคาดการณ์อย่างมีเหตุผลคือ การขึ้นภาษีนำเข้าจะทำให้ต้นทุนของบริษัทต่าง ๆ เพิ่มขึ้น และกำไรลดลง
แม้นั่นจะไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างแน่นอน แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นก็สูงกว่าก่อนที่ทรัมป์จะประกาศภาษีศุลกากร ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการที่รุนแรงและกว้างขวางที่สุดในรอบศตวรรษ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ท่ามกลางความโกลาหลของตลาดหุ้นที่ร่วงหนัก ก็มี "เหยื่อ" ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งอยู่…
ธนาคารมักถูกมองว่าเป็นตัวแทนของสภาพเศรษฐกิจโดยรวม นักวิเคราะห์ตลาดผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งบอกว่า "สิ่งที่ทำให้ผมตกใจมากที่สุดคือการที่หุ้นกลุ่มธนาคารร่วงลงอย่างแรง"
หุ้นของ HSBC และ Standard Chartered ซึ่งเป็นธนาคารที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตก ต่างร่วงลงมากกว่า 10% ในชั่วข้ามคืน ก่อนจะฟื้นตัวได้เล็กน้อย
อีกสัญญาณเตือนที่สำคัญไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น แต่เป็นตลาดสินค้าโภคภัณฑ์
ราคาทองแดงและน้ำมันมักถูกใช้เป็นตัวชี้วัดสุขภาพของเศรษฐกิจโลก และทั้งคู่ร่วงลงมากกว่า 15% นับตั้งแต่ทรัมป์ประกาศมาตรการทางภาษีนี้
ภาวะถดถอยในระดับโลกจริง ๆ นั้นมีไม่บ่อยนัก
ช่วงทศวรรษ 1930, วิกฤตการเงินโลก และการระบาดของโควิด-19 คือตัวอย่างไม่กี่ครั้งที่เศรษฐกิจใหญ่ ๆ หลายประเทศหดตัวพร้อมกัน
แม้จะยังมีความเป็นไปได้น้อยที่สถานการณ์ตอนนี้จะรุนแรงเทียบเท่าครั้งก่อน ๆ แต่โอกาสที่สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรปจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่
รายงานเพิ่มเติมโดยปณิศา เอมโอชา ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย











