เลือกตั้ง 2566 : พรรคจิ๋วสอบผ่านเข้าสภา เพราะ “เบอร์มงคล-ชื่อคล้าย” หรือนโยบาย “โดนใจ”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
หัวหน้าพรรคการเมือง ที่ร่วมประกาศจัดตั้ง “รัฐบาลของประชาชน” เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ส่วนใหญ่คนไทยคุ้นหน้าคุ้นตากันดี แต่มีหัวหน้าพรรค 3 คนกำลังจะได้ร่วมรัฐบาลทั้งที่เป็นพรรคการเมืองหน้าใหม่ หลังชนะใจประชาชนมากพอจนพา ส.ส. เข้าสภาได้สำเร็จ
พรรคเล็กเกิดใหม่ ที่สังคมกำลังให้ความสนใจ คือ พรรคเป็นธรรม (ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ 1 เสียง) ที่พรรคก้าวไกลส่งเทียบเชิญให้เข้าร่วมรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. ตามด้วย พรรคเพื่อไทรวมพลัง (ส.ส. เขต 2 เสียง) และพรรคพลังสังคมใหม่ (ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ 1 เสียง) ที่ติดต่อ-ตอบรับ ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับก้าวไกล
ล่าสุด วันที่ 19 พ.ค. พรรคใหม่ ที่ได้ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ 1 เสียง ได้ประกาศเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับก้าวไกลแล้ว ทำให้ตอนนี้ ขั้วสนับสนุน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ มี 314 เสียงแล้วในสภา
แต่หากสำรวจผลคะแนนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว จะพบว่าพรรคจิ๋ว ที่ชนะ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ หรือคะแนนบัตรสีเขียว “เลือกพรรคที่ชอบ” ล้วนแต่เป็นพรรค “เลขสวย” หรือเลขตัวเดียวทั้งสิ้น เรียกว่า พรรคที่ได้เบอร์ 1-6 ก่อนถึง เบอร์ 7 ภูมิใจไทย ต่างก็ได้ ส.ส. เข้าสภาไปพรรคละ 1 คน

“ไม่ฟลุ๊คแน่นอน... บางคนถามว่า กกต. ยัดเบอร์มาให้เราจับหรือเปล่า” ดร. เชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ หัวหน้าพรรคพลังสังคมใหม่ และว่าที่ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ 1 เดียวที่ได้เข้าสภา บอกกับบีบีซีไทย
เขายอมรับว่า อิทธิพล “เบอร์มงคล” ที่จำง่าย อาจทำให้คะแนนหลั่งไหลเข้ามาบ้าง แต่เชื่อมั่นว่า เสียงส่วนใหญ่ที่ประชาชนโหวตให้ มาจากการทำงานและลงพื้นที่อย่างเต็มที่ตลอด 2 ปี นับแต่ก่อตั้งพรรคมา
ในวันยื่นบัญชีแคนดิเดตนายกฯ และรับสมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เมื่อ 4 เม.ย. 2566 ที่มีการจับเบอร์พรรค ทาง กกต. ออกแถลงการณ์ว่า ทุกพรรคต่าง "พึงพอใจ" กับเบอร์ที่จับได้ แม้พรรคการเมืองหลักเกือบทุกพรรค (ยกเว้นภูมิใจไทย) จะจับได้เบอร์ 2 หลักทั้งหมด
บีบีซีไทย ชวนพูดคุยกับ หัวหน้าพรรค “เบอร์มงคล” และพรรค “ชื่อคล้าย (พรรคดัง)” ที่กำลังจะกลายเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ว่า ความสำเร็จพา ส.ส. เข้าสภา มาจากตัวเลข ชื่อพรรค หรือเพราะนโยบายโดนใจประชาชน ส่วนเรื่อง “เลขสวย” เป็นเพียงเรื่องของดวงชะตา ที่สมพงษ์กับความสำเร็จเท่านั้น (แบบพร้อมกันทั้ง 6 พรรค ตั้งแต่เบอร์ 1-6)
พรรคพลังสังคมใหม่ : เบอร์มงคล ?
บุรุษสูงวัยจาก จ.น่าน นั่งอยู่ขอบโต๊ะแถลงจัดตั้งรัฐบาลผสมของพรรคก้าวไกล ในวันที่ 18 พ.ค. หลังนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรค ก.ก. ติดต่อให้มาร่วมจัดตั้งรัฐบาล
“ยืนยันว่าผมร่วมโหวตคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ แน่ ๆ เพราะมีนโยบายที่ตรงกัน อย่าง นโยบายเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น” ดร. เชาวฤทธิ์ บอกกับบีบีซีไทย หลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว วันที่ 18 พ.ค.
พรรคพลังสังคมใหม่ ส่ง ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 27 คน และแบบแบ่งเขต 79 คน ใช้นโยบายเจาะกลุ่มเกษตรกร อาทิ แก้ปัญหาหนี้สิน การลดต้นทุนการผลิตให้ชาวสวน และโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
หากสำรวจฐานคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ ที่ส่งให้ ดร.เชาวฤทธิ์ ได้เข้าสภา พบว่ามาจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ตั้งแต่แม่ฮ่องสอน ในภาคเหนือ ลงไปถึง 3 จังหวัดชายแดนใต้ คือ ยะลาและนราธิวาส เขตละเล็กละน้อย สะสมจนได้ 174,897 เสียง เป็นพรรคลำดับรองสุดท้าย ที่ได้ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ เข้าสภา
เพราะเลขพรรค เบอร์ 5 หรือไม่ ที่ทำให้ประชาชนอาจ “เผลอ” ลงคะแนนให้พลังสังคมใหม่, นายบุญเลิศ คงเจริญ ที่ปรึกษาพรรคพลังสังคมใหม่ ตอบคำถามที่ทางพรรคถูกถามบ่อยนี้ กับบีบีซีไทยว่า “มีกาผิดกาถูกบ้างจริง แต่เป็นเพียงส่วนน้อย”
“กาผิด กาถูกสับสนกันก็มี เราไม่ปฏิเสธ” บุญเลิศ กล่าวโดยมี ดร.เชาวฤทธิ์ ยืนอยู่ข้าง ๆ
“พรรคเราเบอร์ 5 เป็นเบอร์มงคล เบอร์อยู่ต้น ๆ คนเฒ่าคนแก่ คนอยู่ต่างจังหวัด... พอเห็นเลข 5 เบอร์มงคล กาเลยครับ เป็นความโชคดีและบุญบารมีที่พรรคพลังสังคมใหม่ ที่จับฉลากได้เบอร์ 5” เขาหัวเราะ ก่อนจะชี้แจงต่อว่า คะแนนลักษณะนี้เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เพราะเชื่อว่า เข้าถึงเสียงประชาชนจากนโยบายมากกว่า

ที่มาของภาพ, Thai PBS
ถึงตรงนี้ ดร.เชาวฤทธิ์ ยืนกรานว่า นับแต่ก่อตั้งพรรคมาเมื่อ 2 ปีก่อน เขาลงพื้นที่มาตลอด โดยเฉพาะกับเกษตรกรและชาวสวนที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะ “การขาดทุน ปุ๋ยแพงเกินไป” ทางพรรคจึงออกนโยบาย “ปุ๋ยคนละครึ่ง” เพื่อมาช่วยบรรเทาภาระเกษตรกร
“ไม่มีการซื้อเสียงแน่นอน เพราะเราขอว่า เลือกเขต จะกาใครให้อิสระทางความคิด แต่ลงคะแนนเลือกพรรคนั้น เราขอ”
พทล. : ล้มยักษ์ พท. อุบลฯ
พรรคเพื่อไทรวมพลัง หรือ พทล. แม้ไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เลย (ราว 60,000 คะแนนโหวต) แต่ประสบความสำเร็จในการชนะ ส.ส. เขต อุบลราชธานีได้ 2 เขต แบบ “หักปากกาเซียน”
ไม่ว่าจะเป็น นางพิมพกาญจน์ พลสมัคร หรือ “สจ.หน่อย” อดีตประธานสภา อบจ.อุบลราชธานี ผู้สมัคร ส.ส. เขต 3 ที่โค่นแชมป์เก่าอย่าง “ชูวิทย์ กุ่ย” หรือ ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.เพื่อไทย ที่ดำรงตำแหน่งมาหลายสมัย
และ นายสมศักดิ์ บุญประชม ผู้สมัคร ส.ส.เขต 10 ที่เอาชนะ นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส. 3 สมัยของพรรคเพื่อไทย แบบ “หักปากกาเซียน” เกือบ 50,000 คะแนน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
พรรคเพื่อไทรวมพลัง จดทะเบียนพรรคเมื่อปี 2564 โดยมีนาย วสวรรธน์ พวงพรศรี เป็นหัวหน้าพรรค ที่ทำงานตั้งอยู่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ก่อนที่ต่อมาจะย้ายสำนักงานใหญ่พรรคไป อ.เมือง จ.อุบลราชธานี โดยในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของ พทล. ส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 19 คน และแบบแบ่งเขต 2 เขต ซึ่งก็ชนะทั้ง 2 เขตเลือกตั้ง
ด้วยความที่ชื่อ เพื่อไทรวมพลัง พ้อง 2 พยางค์หน้ากับ “เพื่อไทย” สื่อมวลชนและนักรัฐศาสตร์บางคน ตั้งคำถามว่า กกต. อนุญาตให้จัดตั้งพรรค “ชื่อคล้ายกัน” เช่นนี้ได้อย่างไร แต่ในมุมของ วสวรรธน์ เขายืนกรานว่า จุดยืนและนโยบาย “เป็นคนละพรรคแน่นอน” ความคล้ายคลึงของชื่อจึงไม่ใช่ข้อได้เปรียบ (มีอีกพรรคที่ใช้คำว่าเพื่อไทย คือ พรรคพลังเพื่อไทย เบอร์ 33)
ไม่เพียงเท่านั้น เบอร์ของพรรคเพื่อไทย (เบอร์ 29) ก็อยู่เหนือกว่า พทล. (เบอร์ 38)
“เรื่องชื่อคล้ายกับพรรคเพื่อไทย ต้องบอกว่าเพื่อไทรวมพลัง ไทของเรา คือ ‘ไทอิสระ’ เราตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา เพราะอยากแสดงพลังของจังหวัดติดชายแดน พื้นที่ห่างไกล” วสวรรธน์ ชี้แจงกับสื่อมวลชนหลายสำนัก รวมถึงบีบีซีไทย หลังการแถลงข่าว 18 พ.ค.
คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของ พทล. ได้ไม่ถึงแสน วสวรรธน์ จึงตอบสื่อว่า หากได้คะแนนเพราะชื่อคล้าย คะแนนแบบบัญชีรายชื่อควรจะมากกว่านี้ ดังนั้น ผลสำเร็จของ 2 เขตในอุบลฯ จึงมาจากการตอบโจทย์เสียงของประชาชนในพื้นที่มากกว่า

ที่มาของภาพ, FB: พิมพกาญจน์ พลสมัคร / กกต.
“เรารู้ว่า เพนพอยต์ (Pain Point) ของคนในพื้นที่คืออะไร” เขากล่าว ก่อนอธิบายว่า สิ่งที่คนในพื้นที่ต้องการคือ ส.ส. ที่จะมาดูแลชีวิตความเป็นอยู่ และอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงจากสมัย ส.ส. เพื่อไทย ที่ดำรงตำแหน่งมายาวนาน
“เขต 3 และเขต 10 (อุบลฯ) เป็นอำเภอติดชายแดน พบเจอปัญหาของคนตัวเล็กตัวน้อย... รู้ว่าเป็นแบบนี้ เราก็เลยสรรหา ผู้สมัครที่มีศักยภาพ ที่ตรงใจกับชาวบ้าน ผมไม่ได้บอกว่า อดีต ส.ส. สองท่านไม่ดีนะ” วสวรรธน์ ตอบคำถามนี้อีกครั้ง ในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์
“ชัยชนะของพรรคเล็ก ๆ พรรคของคนอีสาน เพื่อให้เห็นว่าประชาธิปไตยมีความหลากหลาย”
พรรคเป็นธรรม : พรรคจิ๋วแรกที่พิธาประกาศร่วมรัฐบาล
ชื่อของพรรคเป็นธรรม หรือ ปธ. กลายเป็นที่สนใจในทันที หลัง พิธา ประกาศดึงเข้าเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 พ.ค. โดยพรรคเป็นธรรม มีนายปิติพงศ์ เต็มเจริญ เป็นหัวหน้าพรรค
พรรคเป็นธรรม ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 1 ที่นั่ง คือ กัณวีร์ สืบแสง วัย 46 ปี ซึ่งมีดีดรีจบปริญญาโท สาขากฎหมายระหว่างประเทศและมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยออริกอน ในสหรัฐฯ
เดิมทีเขาเริ่มต้นเส้นทางการเมืองกับพรรคไทยสร้างไทย เมื่อปี 2565 ก่อนที่ต่อมา วันที่ 1 ต.ค. 2565 พรรคเป็นธรรมเปิดตัวเขาเป็นประธานยุทธศาสตร์ และรองหัวหน้าพรรค ตามข้อมูลจากไทยพีบีเอส

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ก่อนหน้านั้น กัณวีร์ ทำงานในสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ในตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานภาคสนาม 8 ประเทศ รวมถึงไทย และเมียนมา
กัณวีร์ จึงมีประสบการณ์ด้านผู้ลี้ภัย และด้านสันติภาพ ซึ่งหลังลาออกจากพรรคไทยสร้างไทย เขาได้เข้ามาทำงานกับภาคประชาชนที่มูลนิธิสิทธิเพื่อสันติภาพ โดยทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มปาตานี-บารู ที่ทำงานเข้มข้นด้านอัตลักษณ์
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเป็นธรรม ส่งผู้สมัคร ส.ส. ชิงตำแหน่งใน 8 เขต ลุยพื้นที่ทำงาน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ชูนโยบายยกกระบวนการสันติภาพให้เป็นวาระแห่งชาติ ที่มีกฎหมายรองรับ และเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม นอกเหนือจากคู่ขัดแย้งเจรจากันเอง
อีกนโยบายสำคัญที่สอดคล้องกับพรรคก้าวไกล คือ ยกเลิกนโยบายพิเศษ ที่ “ประเทศไทยใช้เหมือนบังคับใช้ตามอำเภอใจ… กฎหมายอื่น ๆ ที่ปิดปากประชาชน รวมถึง มาตรา 113, 116 และ 215 จะต้องหมดไป เพราะการรวมกลุ่มของพวกเราถูกปิดปาก” เขาให้สัมภาษณ์กับไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 17 พ.ค.
พรรคจิ๋ว ส.ส. “ปัดเศษทศนิยม”
สำหรับ “พรรคจิ๋ว” เป็นศัพท์ที่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์บัญญัติขึ้นเป็นครั้งแรกภายหลังเลือกตั้ง 2562 โดยหมายถึง พรรคการเมืองที่มี ส.ส. พรรคละ 1 คน เป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่เข้าสภาได้ด้วยการ “ปัดเศษทศนิยม” แม้ได้คะแนนมหาชน (ป็อปปูลาร์โหวต) ไม่ถึงเกณฑ์มี ส.ส. พึงมีได้ 1 คน ก็ตาม
มาถึงการเลือกตั้ง 2566 เปลี่ยนมาใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แยกระหว่าง ส.ส.แบบแบ่งเขต กับ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งคำนวณหายอดปาร์ตี้ลิสต์ภายใต้สูตรหารด้วย 100 นั่นทำให้พรรคที่จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 1 คน ต้องมีคะแนนมหาชน 399,969.48 คะแนน จากคะแนนบัญชีรายชื่อของ 67 พรรครวมกัน 39,996,948 คะแนน ตามฐานข้อมูลของสำนักงาน กกต.
ผลปรากฏว่า มี 7 พรรค ที่มีคะแนนป็อปปูลาร์โหวตเกินคะแนนเฉลี่ยต่อการมี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 1 คน ส่วนที่เหลือมีคะแนนไม่เต็มจำนวน แต่เมื่อเรียงพรรคที่มีเศษมากที่สุด ทำให้มีอีก 10 พรรคได้รับจำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ไป โดยได้คะแนนตั้งแต่ 172,963-347,607 คะแนน

ที่มาของภาพ, Reuters











