เอกชนไทยตั้งคำถาม มาตรการตัดไฟฟ้า-อินเทอร์เน็ต-น้ำมัน ส่งผลกระทบต่อจีนเทาในเมียนมาหรือธุรกิจไทยกันแน่ ?

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, การขนส่งสินค้าผ่านท่าข้ามไปยังเมืองชายแดนรัฐกะเหรี่ยง

มาตรการตัดน้ำมัน ไฟฟ้า และอินเทอร์เน็ต รวมถึงมาตรการปิดผนึกแนวชายแดน ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา กำลังถูกตั้งคำถามจากภาคเอกชนว่ามันเป็นการติดกระดุมเม็ดแรกที่ถูกต้องแล้วหรือไม่ หากไทยต้องการตัดตอนและปราบปรามฐานสแกมเมอร์แนวชายแดนไทย-เมียนมา

นายบรรพต ก่อเกียรติเจริญ ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้า จ.ตาก บอกกับบีบีซีไทยว่า เมียวดีและแม่สอดก็เหมือนเมืองฝาแฝดที่แยกกันไม่ออก ดังนั้น หากเกิดอะไรขึ้นกับเมืองหนึ่ง อีกเมืองหนึ่งย่อมหนีผลกระทบกันไม่พ้น

นอกจากความเดือดร้อนของประชาชนในตัวเมืองเมียวดีที่ขาดแคลนไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับการปั่นไฟและยานพาหนะแล้ว เขายังมองว่าสุดท้ายแล้วคนที่เจ็บหนักคือภาคธุรกิจของไทยด้วย ซึ่งไม่ใช่แค่ชาวแม่สอดเท่านั้น

ก่อนจะไปถึงบทสรุปที่เขาพยายามฉายภาพ นายบรรพตหรือที่ชาวแม่สอดรู้จักกันในชื่อว่า "เฮียเจี๊ยบ" เล่าย้อนว่า เดิมทีเมียวดีและแม่สอดนั้นเป็นเมืองการค้าชายแดนและเมืองหน้าด่านที่มีการแลกเปลี่ยนสินค้า แรงงาน เหมือนกับเมืองชายแดนปกติทั่วไป โดยการลำเลียงสินค้าจะพึ่งพาสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 1 เป็นหลัก เพื่อส่งสินค้าเข้าไปยังเมืองชั้นในของเมียนมา เช่นไปยังนครย่างกุ้ง

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับคำอธิบายของนายกริช อึ้งวิฑูรสถิตย์ ประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมา ที่บอกว่า แม่สอดคือประตูสู่เมียนมาที่มีระยะทางใกล้นครย่างกุ้งมากที่สุด เมื่อเทียบกับด่านข้ามแดนจุดอื่น ๆ และเมื่อหลายสิบปีก่อน ทางไทยลงทุนก่อสร้างเส้นทางสายแม่สอด-เมียวดี-กอกาเร็ก จนสามารถร่นระยะเวลาการเดินทางที่จากเดิมเป็นการเดินรถทางเดียวสลับวันคู่-คี่ ซึ่งใช้เวลาเป็นวันกว่าจะถึงนครย่างกุ้ง เหลือเพียงระยะเวลาการเดินทางประมาณ 7-9 ชั่วโมงเท่านั้น ส่งผลให้การค้าชายแดนบริเวณเมียวดี-แม่สอด กระเตื้องขึ้นอย่างมาก โดยพบว่ามูลค่าการค้าระหว่างประเทศไทย-เมียนมา สัดส่วนเกินครึ่งมาจากจุดผ่านแดนบริเวณนี้

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กาสิโนแห่งหนึ่งในเมืองเมียวดีที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเมย ตรงข้าม อ.แม่สอด

การมาถึงของธุรกิจกาสิโนในช่วงราว 10-20 ปีที่ผ่านมา ทำให้เมียวดีเปลี่ยนโฉมจากเมืองการค้าชายแดน ไปเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสีและสถานบันเทิงที่เกิดขึ้นมาเพื่อรองรับเหล่านักพนันมากขึ้น โดยธุรกิจกาสิโนเหล่านั้นเป็นทั้งของกลุ่มทุนไทย ทุนเมียนมา รวมถึงกลุ่มทุนที่เดิมทีมีธุรกิจกาสิโนอยู่ที่ประเทศกัมพูชา

นี่เป็นยุทธศาสตร์ของเมืองชายแดนเมียนมาหลายแห่งที่อยู่ในพื้นที่ควบคุมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับสิทธิให้ดูแลพื้นที่ชายแดนให้กองทัพเมียนมา หลายแห่งพยายามชูว่าเมืองของตนเองคือ "ลิตเติล มาเก๊า (Little Macao)" ซึ่งเป็นแหล่งเสี่ยงโชคชื่อดังระดับโลกของจีน

"ในตอนนั้นมันยังไม่มีจีนเทาหรือสแกมเมอร์" นายบรรพต กล่าว "กาสิโนและบ่อนในฝั่งเมียวดีทำให้ผู้คนเดินทางเข้ามาในแม่สอดคึกคักมากขึ้น แต่เขาก็แค่เข้ามาเพื่อข้ามไปเสี่ยงโชค แม่สอดแทบไม่ได้อะไรจากธุรกิจกาสิโนเหล่านี้ นอกจากปัญหาคนไทยที่ติดพนัน"

นายกริชเองก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยบอกว่าธุรกิจดังกล่าว "ช่วยให้คนเข้ามาในพื้นที่เมียวดี-แม่สอด คึกคักมากขึ้น" แต่ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจหรือการจับจ่ายใช้สอยบริเวณชายแดนแม่สอด-เมียวดี ขนาดนั้น

ด้านนายกริชเล่าต่อว่าการเข้ามาของทุนจีนสีเทา เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในห้วงไม่เกิน 10 ปีที่ผ่านมา โดยพบว่าเกิดการย้ายฐานทำงานมาจากกัมพูชาซึ่งปราบปรามการพนันออนไลน์และสแกมเมอร์อย่างหนัก โดยจีนเป็นผู้สนับสนุนให้กัมพูชาเปิดปฏิบัติการกวาดล้างดังกล่าว เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้หลอกลวงคนจีนในแผ่นดินใหญ่ด้วยเช่นกัน

"ตอนแรก ๆ เลยที่ชเวโก๊กโก่ขอมาเช่าพื้นที่เพื่อทำกาสิโน ทางรัฐบาลเมียนมาหรือ พ.อ.ชิต ตุ ก็คงไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นฐานสแกมเมอร์เช่นนี้ เขาก็คงคิดแค่ว่ามีคนเข้ามาเช่าพื้นที่เพื่อลงทุน" นายกริช กล่าว

ทั้งนี้ในช่วงแรก บริษัท หย่าไท้ อินเตอร์เนชันแนล โฮลดิ้ง กรุ๊ป ผู้ลงทุนสร้างเมืองชเวโก๊กโก่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการการลงทุน (MIC) ให้เข้าลงทุนสร้างเมืองใหม่ตรงชายแดนรัฐกะเหรี่ยงเมื่อปี 2018

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, เมืองชเวโก๊กโก่หลังถูกตัดไฟฟ้าและระงับการส่งขายน้ำมัน

ความใหญ่โตของเมืองชเวโก๊กโก่รวมถึงเมืองอื่น ๆ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฐานสแกมเมอร์ข้ามชาติในพื้นที่ของกองทัพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Army - KNA) หรือกะเหรี่ยงบีจีเอฟเดิม ของ พ.อ. ชิต ตุ และพวก รวมถึงพื้นที่ของกองกำลังกะเหรี่ยงเพื่อประชาธิปไตยผู้มีความเมตตา (Democratic Karen Benevolent Army – DKBA) หรือกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตยเดิม ได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอะไรบ้างให้กับเมืองแม่สอด คือคำถามที่ทางบีบีซีไทยสอบถามไปยังนายบรรพตและนายกริช ซึ่งทั้งคู่ให้ข้อมูลตรงกันว่า "แทบจะไม่มีเลย"

นายกริชบอกว่ามีเพียงแค่อาหาร ผักสด และเนื้อสด จากตลาดสดใน อ.แม่สอด เท่านั้น ที่ถูกส่งไปยังเมืองเหล่านี้ แต่ถือเป็นสัดส่วนมูลค่าการค้าที่น้อยมาก ๆ ขณะที่นายบรรพตบอกตรงกัน แต่แย้งว่าเมืองเหล่านี้ไม่ได้ซื้อของจากตลาดสดของชาวแม่สอด ทว่าอุดหนุนห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของไทยเท่านั้น

ที่น่าสนใจคือ นายกริช ประธานสภาการค้าไทย-เมียนมา บอกบีบีซีไทยด้วยว่า อุปกรณ์การก่อสร้างต่าง ๆ ที่ใช้สร้างเมืองดังกล่าวล้วนส่งตรงมาจากประเทศจีนทั้งสิ้น โดยบรรทุกใส่ตู้คอนเทนเนอร์มาขึ้นท่าเรือที่ไทย ก่อนนำส่งไปยังเมืองดังกล่าวในเมียนมา

"พวกเขานำเข้าแค่ปูนซีเมนต์จากไทยเท่านั้น" นายกริช กล่าว และเห็นด้วยเมื่อบีบีซีไทยเปรียบเปรยว่าการทำธุรกิจเช่นนี้ไม่ได้ต่างจากทัวร์ศูนย์เหรียญ

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการรายงานของสำนักข่าว เดอะ สแตนดาร์ด ที่ระบุว่า นายอุดม สุขสด กรรมการผู้จัดการบริษัทห้าแยก กรุ๊ป ผู้ประกอบการท่าข้ามที่ 34 (ท่าศาลเจ้า) ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากเมืองชเวโก๊กโก่ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า บริษัทรับหน้าที่ส่งของข้ามแดนไปยังประเทศเมียนมา โดยราว 95% เป็นสินค้าที่มาจากจีนผ่านท่าเรือแหลมฉบัง ส่วนสินค้าบริษัทของเขาที่ขายให้กับประเทศเพื่อนบ้าน "ซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่จริง ๆ มีเพียงปูนซีเมนส์กับเหล็กเส้น คิดเป็น 1% ของการค้าขาย" เพราะกลุ่มทุนจีนไม่ได้สั่งซื้อสินค้าจากไทยเลย แม้กระทั่งน้ำดื่ม

ข้อมูลจากด่านศุลกากรแม่สอดระบุว่าตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558-2568 สินค้าผ่านแดนขาออกที่สำคัญ คือ อะไหล่และชิ้นส่วนรถยนต์, กรอบแว่นตา, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, เสื้อผ้าเก่าใช้แล้ว และ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

ส่วนสินค้าส่งออก 5 อันดับแรกของปีงบประมาณ 2568 ได้แก่ น้ำมันดีเซล, รถจักรยานยนต์, โทรศัพท์มือถือพร้อมอุปกรณ์, ผ้าทอด้วยฝ้าย และ ยารักษาโรค ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากปีงบประมาณ 2567 ที่พบว่าอันดับ 3-5 เป็นน้ำมันปาล์ม, เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และเม็ดพลาสติก

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่าสถิติสินค้าผ่านแดนมีมูลค่าสูงกว่าสินค้าส่งออกนับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

นายบรรพต บอกกับบีบีซีไทยว่าเอกชนและนักธุรกิจในแม่สอดกำลังอึดอัดใจ ซึ่งหลายคนเห็นด้วยกับสิ่งที่นายสุรชัย วีระสมเกียรติ หรือ เฮียกวง เจ้าของท่าข้ามจำนวน 3 แห่ง ใน อ.แม่สอด จ.ตาก กล่าวในที่ประชุมร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ กับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทยยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยทางนายสุรชัย กล่าวว่า "อะไร ๆ ก็ลงมาที่แม่สอดหมด" ทั้งที่เมืองสแกมเมอร์เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่เหตุใดภาครัฐถึงไม่จัดการอะไรเลยจนกระทั่ง "เกิดฝีแตก" ขึ้น

ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้า จ.ตาก ตั้งคำถามว่า "มาตรการ 3 ตัด" ของรัฐนั้นเป็นการแก้ไขปัญหาที่ถูกจุดหรือไม่

"ผมคิดว่าน้ำมันกับไฟ ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนพวกนี้ [แก๊งสแกมเมอร์] ออกมาจากพื้นที่ไหม ? มันคือชนกลุ่มน้อยที่เข้าไปนำตัวพวกนั้นออกมาให้หมด ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างไทย เมียนมา และจีน" นายบรรพตกล่าว "คนจีนพวกนี้ก็เหมือนกับที่เฮียกวงพูดว่าเขาไปอยู่ในพม่า พวกเขาไม่ได้มีอาวุธ มีแค่เงินกับชีวิต ดังนั้นมันก็มีแค่ทางการเมียนมากับชนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่ไปเอาตัวคนเหล่านี้ออกมา"

เขากล่าวต่อว่าผู้ประกอบการใน อ.แม่สอด ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับสินค้าต่อเนื่องที่ถูกห้ามไม่ให้ส่งขายไปยังประเทศเมียนมาผ่านแม่สอด เช่น อุปกรณ์โซล่าเซลล์ เครื่องปั่นไฟ ต่างกำลังเดือดร้อนจากมาตรการของรัฐ และยังไม่ทราบชะตากรรมว่าพวกเขาจะแบกรับต้นทุนทางการค้าได้อีกนานแค่ไหน

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

นายพิชยา เจริญสันต์ นายด่านศุลกากรแม่สอด บอกกับบีบีซีไทยว่า ไม่มีการส่งออกเชื้อเพลิงและก๊าซปิโตรเลียมเหลวไปยังประเทศเมียนมานับตั้งแต่รัฐบาลดำเนินการมาตรการ 3 ตัด และคาดว่าจะได้รับความชัดเจนว่าจะทำเช่นไรกับสินค้าต่อเนื่อง เช่น เครื่องปั่นไฟ โซล่าเซลล์ และอุปกรณ์ไฟฟ้า ในวันที่ 20 ก.พ. นี้ ภายหลังการหารือระหว่างผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 3 กับทางสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช.

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ทางเอกชนกังวลมากที่สุดคือการนำสินค้าของไทยเข้าไปยังเมืองชั้นในของเมียนมา ซึ่งปัจจุบันพบว่ารถบรรทุกที่จอดรถอยู่ในฝั่งเมียวดีไม่มีเชื้อเพลิงสำหรับการขนส่ง

"มันไม่ได้ส่งผลกระทบกับธุรกิจในแม่สอดเท่านั้น แต่มันส่งผลกระทบต่อการค้าขายชายแดนทั้งหมด มันส่งผลกระทบต่อธุรกิจของไทยทั้งหมด" นายบรรพตกล่าว และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งประเมินผลกระทบจากมาตรการ 3 ตัด ว่าสุดท้ายแล้วมันส่งผลกระทบต่อกลุ่มจีนเทาโดยตรงหรือส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการของไทยที่ทำอาชีพโดยสุจริตกันแน่

ด้านนายกริชเห็นด้วยว่าตอนนี้สินค้าทุกประเภทที่ส่งออกไปยังประเทศเมียนมากำลังได้รับผลกระทบ ด้วยเหตุผลเดียวกันกับที่นายบรรพตหยิบยกมา โดยเขาคาดว่าอีกสักระยะหนึ่งน่าจะประเมินตัวเลขมูลค่าผลกระทบออกมาได้

"จริง ๆ แล้วสินค้าไทยต่างหากที่ครองใจชาวเมียนมา คงต้องมาประเมินกันจริงจังว่าสุดท้ายแล้วนโยบายนี้ทำให้ใครกันแน่ที่เสียผลประโยชน์" เขากล่าว