“ผมคิดว่าผมเป็นผู้ชายคนเดียวที่ถูกข่มขืน” เปิดปากคำผู้รอดชีวิตจากการข่มขืนในสงครามคอซอวอ

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, โจวานา จอร์จีฟสกี
- Role, บีบีซีนิวส์เซอร์เบีย
เป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้วที่ อัลบัน คิดว่าตัวเขาคือผู้ชายเพียงคนเดียวที่ผ่านประสบการณ์ความรุนแรงทางเพศในระหว่างเกิดสงครามคอซอวอในทศวรรษ 1990 แต่เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ถูกข่มขืนเป็นกรณีพิเศษ เขาจึงตระหนักว่าตนไม่ใช่เหยื่อเพียงคนเดียว
คำเตือน: ผู้อ่านบางคนอาจพบว่าเนื้อหาในบทความนี้น่าสลดใจ
ตอนอายุ 17 ปี อัลบัน (นามสมมติ) และครอบครัวของเขาหนีออกจากหมู่บ้านในคอซอวอและไปซ่อนตัว ทว่าอาหารค่อนข้างขาดแคลน วันหนึ่งเขาจึงกลับบ้านไปเอาถุงข้าวสาลี
เมื่อไปถึงสวน เขาถูกกลุ่มชายในชุดเครื่องแบบตำรวจเซอร์เบียสกัดและบังคับให้เข้าไปในบ้าน
“ตอนแรก ผมไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น” อัลบัน ซึ่งมีเชื้อชาติแอลเบเนีย และตอนนี้อยู่ในวัย 40 กว่าปีกล่าว
“ผมรู้สึกเจ็บปวด และคิดว่าพวกเขากำลังแทงหลังผม แต่แล้วผมถึงได้รู้ว่าพวกเขาเปลื้องผ้าผม และกำลังทำสิ่งเลวร้ายที่สุดกับผม ผมหมดสติไป” เสียงของเขาสั่นเมื่อความทรงจำหลั่งไหลกลับมา
ดริตัน (นามสมมติ) เข้าใจเรื่องราวของ อัลบัน เป็นอย่างดี ทั้งคู่ไม่เคยพบกันมาก่อน แต่ ดริตัน ในวัย 60 ปีเศษ มีความลับที่คล้ายคลึงกัน เขารอดชีวิตจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมถึงการข่มขืนหมู่ในปี 1999
มันเกิดขึ้นในระหว่างที่เขาถูกควบคุมตัวในสถานกักขังในคอซอวอเป็นเวลา 30 วัน เขาเชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธเซอร์เบีย
ถึงแม้รู้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นกับผู้ชายคนอื่นเช่นกัน แต่เป็นเวลานานแล้วที่เขาไม่ปริปากพูดถึงเรื่องนี้กับใคร นอกจากภรรยา

ที่มาของภาพ, Getty Images
มีผู้เสียชีวิตประมาณ 130,000 คนในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นหลังการล่มสลายของยูโกสลาเวีย และมีการประเมินกันโดยทั่วไปว่ามีผู้คนราว 10,000-20,000 คน ประสบความรุนแรงทางเพศในช่วงสงครามคอซอวอปี 1998-1999
คอซอวอพยายามแยกตัวเป็นเอกราช แต่ถูกเซอร์เบียตอบโต้ด้วยการปราบปรามประชากรกลุ่มชาติพันธุ์แอลเบเนียอย่างโหดร้าย ผลที่ตามมาของการต่อสู้คือทั้งสองฝ่ายถูกกล่าวหาว่ากระทำการหลายอย่างที่โหดร้ายทารุณ รวมถึงการข่มขืนพลเรือนด้วย
ในปี 2018 รัฐบาลคอซอวอออกกฎหมายใหม่เพื่อรับรองและยอมรับอย่างเป็นทางการว่ามีการล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นในสงครามดังกล่าว รวมถึงจ่ายเงินเยียวยาให้กับเหยื่อ
สิ่งนี้กระตุ้นให้ทั้ง อัลบัน และ ดริตัน ยอมออกจากความเงียบงันที่เก็บไว้ตลอดสองทศวรรษ
พวกเขาเป็นหนึ่งในชาวคอซอวอ 2,000 คนที่ยื่นเรื่องเพื่อขอการรับรองนี้ โดยจนถึงขณะนี้มีผู้ได้รับสถานะดังกล่าวแล้วกว่า 1,600 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ชาย 84 คน
เดิมรัฐบาลขีดเส้นตายให้ประชาชนสามารถยื่นเรื่องแสดงความจำนงได้ภายในเดือน ก.พ. 2023 ก่อนขยายเวลาออกไปจนถึงเดือน พ.ค. 2025

ที่มาของภาพ, Getty Images
ความลับที่เก็บซ่อนไว้
อัลบัน ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ของครอบครัว ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาถูกล่วงละเมิด “ผมพบว่ามันเลวร้ายมาก แต่ก็ไม่เคยมีเงินพอที่จะย้ายออกจากบ้านหลังนี้” เขากล่าว พลางหันไปมองรอบ ๆ พร้อมอธิบายว่าทำไมเขาถึงไม่เคยออกจากหมู่บ้านที่เขาเกิดเลย
ระเบียงทางเดินที่เขาถูกข่มขืนเชื่อมต่อกับห้องครัวขนาดเล็ก ห้องน้ำ และห้องนอนที่อยู่ร่วมกับภรรยาและลูก ๆ
ในขณะที่ภรรยาทำงานบ้าน และลูก ๆ กำลังเล่นสนุก พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ อัลบัน ในบ้านของพวกเขา
“ผมไม่ต้องการให้ครอบครัวรู้ เพราะแม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังมีช่วงเวลาที่ผมหวังว่าผมไม่เคยมีตัวตนอยู่มาก่อน”
“พวกเขาทำลายจิตวิญญาณของผม และบางครั้งผมก็กังวลว่าผมยังเหลือความเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือไม่ มันเป็นภาระที่หนักอึ้ง” เขากล่าวเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยความมึนงง
ก่อนเข้าสู่กระบวนการยอมรับอย่างเป็นทางการต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เขาเคยพูดถึงความทุกข์ทรมานของเขาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น อัลบัน บอกเรื่องนี้กับพ่อไม่กี่วันหลังจากโดนข่มขืน
“เขา[พ่อ]เสียใจมาก แต่ก็ดีใจที่ผมรอดตายมาได้ พ่อบอกว่าพวกนั้นสามารถฆ่าผมได้เลยนะ” อัลบัน เล่าโดยมีน้ำตาไหลอาบแก้มเล็กน้อย
ดริตัน เคยคิดจะบอกพ่อเกี่ยวกับความเจ็บปวดที่ได้รับ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเก็บความลับไว้กับตัวต่อไป
“ตอนนั้นพ่อของผมแก่แล้วและป่วยด้วย ผมเกรงว่ามันจะฆ่าเขา” เขากล่าว
“แต่เขา[พ่อ]สังเกตเห็นบางอย่างไม่ถูกต้อง และเขาบอกว่าผมต้องแบกรับอะไรบางอย่างอยู่แน่ ๆ”
ในที่สุด ดริตัน ตัดสินใจเล่าให้ภรรยาที่เพิ่งให้กำเนิดลูกคนที่สามหนึ่งสัปดาห์หลังเขาถูกปล่อยตัวออกจากสถานที่กักตัวฟัง
“เธอยอมรับมัน เธอบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของผม” เขากล่าวเสริม พร้อมเอามือทั้งสองข้างกุมใบหน้า
ทลายความเงียบ

ที่มาของภาพ, BBC Delimir Babic
ฮิวแมนไรท์วอทช์เรียกการข่มขืนในสงครามครั้งนี้ว่าเป็น "เครื่องมือในการกวาดล้างชาติพันธุ์อย่างเป็นระบบ" ของระบอบมิโลเซวิก อันหมายถึงอดีตประธานาธิบดี สโลโบดัน มิโลเซวิก แห่งเซอร์เบีย ผู้ล่วงลับไปแล้ว
เฟอริด รูชิติ แพทย์และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมา การพูดถึงเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องต้องห้ามในหมู่ผู้หญิงชาวคอซอวอ
เธอเริ่มบันทึกคดีข่มขืนในช่วงสงครามในขณะที่เธอทำงานในค่ายผู้ลี้ภัยทางตอนเหนือของแอลเบเนีย ซึ่งมีชาวคอซอวอจำนวนมากหนีไปอยู่ที่นั่น
“ความอัปยศมีอยู่ทั่วไปทุกหนแห่ง ผู้ชายจะห้ามผู้หญิงไม่ให้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นต่อสาธารณะ เพราะมันสื่อความหมายว่าพวกเขาล้มเหลวในการปกป้องดูแลผู้หญิง”
หลังจากความขัดแย้ง เธอได้ก่อตั้งงศูนย์ฟื้นฟูคอซอวอเพื่อเหยื่อการทรมาน (Kosovo Rehabilitation Center for Torture Victims - KRCT) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ให้การสนับสนุนด้านจิตใจและกฎหมายแก่ผู้รอดชีวิต
ผู้หญิงอยู่ในกลุ่มผู้ได้รับอานิสงส์จาก KRCT ตั้งแต่เริ่มต้น จนกระทั่งปี 2014 ที่มีการพูดคุยเรื่องกฎหมายว่าด้วยการรับรองผู้รอดชีวิตเป็นครั้งแรกในรัฐสภาคอซอวอ ผู้ชายก็เริ่มยื่นมือมาขอความช่วยเหลือเช่นกัน
“ตามธรรมเนียมแล้ว พวกเขาถูกคาดหวังให้ปกป้องครอบครัว ไม่ใช่เพื่อแสดงความรู้สึกของการตกเป็นเหยื่อ” นางรูชิติกล่าว
องค์กรพัฒนาเอกชนที่เคลื่อนไหวเฉพาะประเด็น รวมถึง KRCT ช่วยตรวจสอบบัญชีของผู้รอดชีวิต ซึ่งหมายความว่าพวกเขาสามารถได้รับผลประโยชน์ของรัฐประมาณ 230 ยูโรต่อเดือน (9,000 บาท) หรือประมาณหนึ่งในสามของเงินเดือนโดยเฉลี่ยในคอซอวอ
อัลบัน ได้ยินข่าวการออกกฎหมายใหม่ ทว่าการตัดสินใจยุติการโดดเดี่ยวตัวเองในรอบสองทศวรรษ ถือเป็นเรื่องที่ยากลำบาก
เขาต้องใช้ความพยายามถึงสามครั้งในการเปิดใจก่อนไปเคาะประตู KRCT โดยสองครั้งแรก หัวใจของเขาเต้นแรง มือสั่น เหงื่อออกที่ฝ่ามือ เขาจึงเปลี่ยนใจ แต่ในที่สุดเขาก็ผ่านมันไปได้ในฤดูใบไม้ผลิปี 2019
ดริตัน ก็ได้ยินเรื่องกฎหมายนี้จากข่าวเช่นกัน และทำให้เขาเครียดอย่างหนักเกี่ยวกับการรายงานสิ่งที่เกิดขึ้น จนแทบจะจำอะไรไม่ได้
“ผมอยากจะบอกเรื่องนี้กับใครสักคนจริง ๆ แต่ไม่รู้จะไปที่ไหน ดังนั้นผมจึงรู้สึกโล่งใจมากเมื่อในที่สุดก็ทำมันได้”
นับตั้งแต่สิ้นสุดสงคราม ชายทั้งสองต้องกินยาต้านอาการซึมเศร้าและยารักษาโรควิตกกังวลที่แพทย์สั่งให้ เพื่อช่วยรับมือกับฝันร้าย อารมณ์แปรปรวน และอาการใจสั่น

ที่มาของภาพ, BBC Delimir Babic
เมื่อพวกเขาไปที่ KRCT จึงได้รับการสนับสนุนด้านจิตใจเพื่อช่วยจัดการกับต้นตอของปัญหาที่พวกเขาประสบอยู่
“พวกเขาบอกว่าไม่ใช่ความผิดของผม” อัลบัน กล่าว “เพราะผมเป็นพลเรือนที่ไม่มีเครื่องมือป้องกันใด ๆ คนผิดคืออาชญากรที่ทำเช่นนั้นกับผม”
ในช่วงหลายปีแห่งความเงียบงัน ดริตัน กล่าวว่า เขาต้องการเปิดเผยสิ่งที่เกิดขึ้นมานานมากแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะไปพูดได้ที่ไหน
“ผมยังรู้สึกเหมือนเป็นคนที่แตกสลาย” เขากล่าวเสริม “แต่หลังจากได้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ผมก็เริ่มรับมือกับสิ่งเหล่านั้นได้ดีขึ้นเล็กน้อย”
เขามักจะนึกในใจว่าเรื่องคล้ายกันนี้อาจเกิดขึ้นที่อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาดูข่าวจากยูเครน อิสราเอล และกาซา
“สิ่งที่ผมต้องการสื่อถึงทุกคนคือ ไม่มีอะไรต้องอาย และเรื่องที่เกิดขึ้นต้องได้รับการบอกกล่าว” เขากล่าว
รอความยุติธรรม
นอกจากการสนับสนุนผู้รอดชีวิตแล้ว เจ้าหน้าที่ KRCT ยังพยายามรวบรวมหลักฐานเพื่อเอาตัวผู้ก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วย แต่ในขณะที่ “ผู้รอดชีวิตจำนวนมากแสดงความพร้อมที่จะเป็นพยานในศาล พวกเขากลับไม่ทราบตัวตนของผู้ก่อเหตุ” เซลวี อิเซติ นักจิตวิทยาขององค์กรกล่าว
“เราไม่ค่อยมีชื่อหรือข้อมูลเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของพวกเขา เพราะบางคนสวมหน้ากาก” เธอกล่าวเสริม
ดริตัน กล่าวว่า มีชายอีก “ห้าหรือหกคน” ที่ถูกกักตัวร่วมกับเขา ซึ่งถูกกระทำคล้าย ๆ กัน แต่เขาติดต่อกับใครไม่ได้เลย
“ผมอยากจะตามหาพวกเขา และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับผู้กระทำผิด แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะไปหาพวกเขาได้ที่ไหน และเกรงว่าจะไปเคาะประตูผิดบ้าน” เขากล่าว
ในปี 2021 มีคำพิพากษาประวัติศาสตร์ที่สั่งจำคุก โซรัน วูโคติค ตำรวจคอซอวอ เป็นเวลา 10 ปี ฐานข่มขืนผู้หญิงและมีส่วนร่วมในการขับไล่พลเรือนเชื้อสายแอลเบเนียในช่วงสงคราม
นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้ถูกตัดสินลงโทษในคอซอวอ ฐานล่วงละเมิดทางเพศในช่วงสงครามปี 1998-1999 และกลายเป็น "จุดเปลี่ยน" นางอิเซติกล่าว “สิ่งนี้ทำให้ผู้รอดชีวิตรายอื่น ๆ มีความหวังว่าผู้กระทำผิดอาจถูกลงโทษหลายปีหลังจากที่พวกเขาก่ออาชญากรรม”
ประเทศอื่น ๆ ในคาบสมุทรบอลข่าน เช่น โครเอเชีย บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา มีกฎหมายที่คล้ายคลึงกับคอซอวอ และจำนวนผู้รอดชีวิตที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการก็เพิ่มขึ้นทุกปี
แต่ไม่ใช่กรณีที่เกิดขึ้นในเซอร์เบีย ซึ่งกฎหมายไม่ยอมรับเหยื่อของความรุนแรงทางเพศว่าเป็นพลเรือนที่ตกเป็นเหยื่อของสงคราม จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการรายงานข่าวว่ามีชายชาวเซอร์เบียคนใดเปิดเผยประสบการณ์การถูกข่มขืนระหว่างความขัดแย้งดังกล่าวต่อสาธารณะ







