รวมเหตุการณ์ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชน-พุ่งเฉียดโลก ที่ไม่เคยตกเป็นข่าวมาก่อน

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, จอร์จินา แรนนาร์ด
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี ด้านภูมิอากาศและวิทยาศาสตร์
ดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ 2024 YR4 ตกเป็นข่าวดังตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากตอนแรกนักวิทยาศาสตร์เพิ่มระดับความเสี่ยงที่มันจะพุ่งชนโลกขึ้นเป็น 3.1% ก่อนจะประกาศลดลงอีกครั้ง จนเหลือความเสี่ยงเพียง 0.28% ที่ดาวเคราะห์น้อยนี้อาจชนปะทะเข้ากับโลกในปี 2032
ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้มากกว่าที่ 2024 YR4 จะพุ่งชนดวงจันทร์ โดยองค์การนาซาประเมินว่าเหตุการณ์นี้มีความน่าจะเป็นอยู่ที่ 1%
อันที่จริงแล้ว ในตอนที่ 2024 YR4 ถูกกล้องโทรทรรศน์ซึ่งตั้งอยู่ในทะเลทรายของประเทศชิลีตรวจพบเมื่อสองเดือนก่อน มีวัตถุอวกาศนับสิบชิ้นได้พุ่งเฉียดโลกไป ในระยะที่เข้าใกล้โลกมากกว่าดวงจันทร์เสียอีก ซึ่งในทางดาราศาสตร์แล้วถือได้ว่าเฉียดเส้นยาแดงผ่าแปดเลยทีเดียว นอกจากนี้น่าจะยังมีวัตถุอวกาศขนาดเล็กอีกมากที่ได้พุ่งชนโลกไปแล้ว แต่ถูกเผาไหม้หมดไปในชั้นบรรยากาศจนไม่มีใครทันสังเกตเห็น
ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของดาวเคราะห์น้อยจำนวนมาก ที่ไม่เคยตกเป็นข่าวให้เราได้ยินได้ฟังกันมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นดาวเคราะห์น้อยที่วิถีโคจรพุ่งผ่านโลกไปได้อย่างปลอดภัย, ดาวเคราะห์น้อยที่พุ่งเฉียดเข้ามาใกล้จนต้องลุ้น, หรืออุกกาบาตที่พุ่งเข้าชนปะทะกับโลกโดยตรงก็ตาม
ดาวเคราะห์น้อยส่วนใหญ่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ กับโลกและมนุษย์ แถมบางส่วนยังเป็นยานพาหนะที่บรรทุกข้อมูลสำคัญ ซึ่งจะช่วยไขปริศนาหลายเรื่องเกี่ยวกับจักรวาลที่คนเราสนใจใคร่รู้เป็นอย่างยิ่งด้วย

ที่มาของภาพ, Drs. Bill and Eileen Ryan, Magdalena Ridge Observatory 2.4m Telescope, New Mexico Tech
หินอวกาศที่เรียกกันว่าดาวเคราะห์น้อยนี้ เป็นเศษหินที่หลงเหลือจากการก่อตัวขึ้นของระบบสุริยะ เมื่อราว 4,600 ล้านปีก่อน หินอวกาศพวกนี้มักโคจรเข้ามาใกล้โลกเป็นประจำ เนื่องจากแรงผลักที่เกิดจากความโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ดวงอื่น
ในอดีตกาลตลอดช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา มนุษยชาติไม่อาจจะล่วงรู้ได้เลยว่า เราเคยเฉียดเข้าใกล้อันตรายที่จะถูกดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่พุ่งชนมาแล้วกี่ครั้ง เพราะการจับตาเฝ้าระวังดาวเคราะห์น้อยอย่างจริงจัง เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงปลายศตวรรษที่ 20 นี้เอง "ก่อนหน้านั้นพวกเรานอนหลับเป็นสุขอย่างสบายใจ โดยไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย" ศ.มาร์ก บอสลอฟ จากมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโกของสหรัฐฯ กล่าว
แต่ในตอนนี้เรารู้แล้วว่า วัตถุอวกาศขนาดใหญ่ซึ่งมีความกว้าง 40 เมตรขึ้นไป พุ่งเฉียดผ่านห้วงอวกาศระหว่างโลกกับดวงจันทร์ถึงหลายครั้งต่อปี ซึ่งดาวเคราะห์น้อยที่ใหญ่โตในระดับนี้ มีขนาดเท่ากับอุกกาบาตซึ่งเกิดระเบิดเหนือน่านฟ้าของไซบีเรียเมื่อปี 1908 แรงระเบิดได้ทำลายอาคารบ้านเรือนและทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก คิดเป็นพื้นที่ความเสียหายทั้งสิ้นกว่า 322 ตารางกิโลเมตร
ดาวเคราะห์น้อยที่เคยเฉียดเข้าใกล้โลกมากที่สุด ทั้งยังมีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับ 2024 YR4 คือดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส (Apophis) ซึ่งถูกค้นพบครั้งแรกในปี 2004 โดยมันมีความกว้างถึง 375 เมตร เทียบเท่ากับเรือสำราญลำหนึ่งเลยทีเดียว
ศ.แพทริก มิเชล จากศูนย์เพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส (CNRS) ได้ติดตามวิถีการโคจรของอะโพฟิสมาก่อนและเคยออกมาเตือนว่า มันสามารถจะเป็นดาวเคราะห์น้อยที่อันตรายที่สุด เท่าที่นักดาราศาสตร์เคยตรวจพบมา อย่างไรก็ตามในปี 2013 ผลการเฝ้าสังเกตเพื่อศึกษาทำความเข้าใจเพิ่มเติม ชี้ว่าอะโพฟิสจะไม่พุ่งเข้าชนโลกอย่างแน่นอน
แต่ถึงกระนั้น ความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงระหว่างอะโพฟิสกับ 2024 YR4 ก็คือ "เราไม่รู้ว่าควรต้องทำอย่างไรดี เราค้นพบบางสิ่ง และเราลงความเห็นว่ามีความเสี่ยงที่มันจะพุ่งชนเราได้ แต่หลังจากนั้นเรากลับไม่รู้ว่า ควรจะต้องโทรไปหาใครก่อน" ศ.มิเชลกล่าวโดยชี้ให้เห็นว่า วงการวิทยาศาสตร์และรัฐบาลของชาติต่าง ๆ ในตอนนั้น ไม่มีแผนการรับมือวินาศภัยจากดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลกอยู่เลย

ดาวเคราะห์น้อยขนาดยักษ์อาจก่อหายนะครั้งใหญ่ได้ หากมันพุ่งเข้าชนโลกตรงตำแหน่งที่มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น ซึ่งในตอนนี้เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่า 2024 YR4 มีขนาดใหญ่เท่าใดกันแน่ แต่หากมันมีขนาดใหญ่สุดถึง 90 เมตร ตามที่นักวิทยาศาสตร์ประมาณการไว้ ก็เป็นไปได้สูงว่ามันจะไม่แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ขณะผ่านเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก
"มวลของดาวเคราะห์น้อยที่เหลืออยู่ขณะตกถึงพื้นโลก สามารถทำให้เกิดหลุมอุกกาบาตได้ อาคารบ้านเรือนในบริเวณใกล้เคียงจะถูกทำลายเสียหาย ส่วนผู้คนในพื้นที่จุดตกหรือในรัศมีหลายสิบกิโลเมตรโดยรอบ มีความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บหรือบางคนอาจเสียชีวิตได้" ศ.แคทริน คุมาโมโตะ จากห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอว์เรนซ์ลิเวอร์มอร์ (LLNL) ของสหรัฐฯ กล่าว
ทว่านับตั้งแต่การค้นพบดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสเป็นต้นมา ระบบการป้องกันภัยเพื่อพิทักษ์โลก (planetary defence) ได้ถูกจัดวางและก้าวหน้าไปอย่างมาก โดยศ.มิเชลนั้นเป็นสมาชิกผู้หนึ่งของคณะที่ปรึกษาแผนภารกิจอวกาศระหว่างประเทศ (SMPAG) ซึ่งให้คำแนะนำแก่รัฐบาลของชาติภาคี ในการรับมือกับภัยจากดาวเคราะห์น้อย รวมทั้งจัดการซ้อมรับมือเหตุหินอวกาศขนาดใหญ่พุ่งชนโลกโดยตรงด้วย
หากมีความเป็นไปได้ว่าดาวเคราะห์น้อยจะพุ่งชนเมืองใหญ่ ศ.บอสลอฟบอกว่า การวางแผนรับมือเหตุดังกล่าวนั้นเปรียบได้กับการเตรียมรับมือพายุเฮอริเคนลูกใหญ่ ซึ่งจะต้องมีการอพยพผู้คนล่วงหน้า และวางมาตรการป้องกันความเสียหายให้อาคารบ้านเรือนรวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ด้วย
คณะที่ปรึกษา SMPAG จะจัดการประชุมอีกครั้งในเดือนเม.ย. ที่จะถึงนี้ เพื่อหารือกันว่าควรต้องเตรียมการรับมือ 2024 YR4 อย่างไร แต่กว่าจะถึงตอนนั้น นักดาราศาสตร์หลายคนเชื่อว่าความเสี่ยงที่มันจะพุ่งชนโลกอาจลดลงเหลือศูนย์ไปแล้ว เนื่องจากมีการคำนวณวิถีโคจรที่แม่นยำมากขึ้นกว่าเดิม

ด้าน ศ.คุมาโมโตะ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีที่เป็นทางเลือกมากมาย ในการเป็นฝ่ายลงมือเชิงรุกเพื่อป้องกันภัยจากดาวเคราะห์น้อยเสียก่อน แทนที่จะเป็นฝ่ายตั้งรับแรงกระแทกแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งล่าสุดองค์การนาซาและองค์การอวกาศยุโรป (ESA) ได้ร่วมกันพัฒนาระบบผลักดันดาวเคราะห์น้อย ให้เบี่ยงออกจากวิถีโคจรที่เป็นอันตรายต่อโลก โดยการทดสอบเบี่ยงทิศทางของดาวเคราะห์น้อยสองแห่ง (DART) ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เมื่อองค์การนาซาใช้ยานอวกาศพุ่งเข้าชนดาวเคราะห์น้อยไดมอร์ฟอส (Dimorphos) จนมันเปลี่ยนวิถีโคจรไปในปี 2022
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังคงไม่แน่ใจว่าวิธีดังกล่าวจะได้ผลกับ 2024 YR4 หรือไม่ เนื่องจากยังไม่ทราบแน่ชัดถึงแร่ธาตุที่เป็นองค์ประกอบของมัน ซ้ำยังเหลือเวลาเตรียมการค่อนข้างน้อย ก่อนจะถึงโอกาสสุดท้ายที่เราสามารถจะเบี่ยงทิศทางของมันได้
แต่หากอุกกาบาตจะต้องพุ่งชนโลกเข้าจริง ๆ ชนิดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ บรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างลงความเห็นว่า การตกปะทะพื้นที่ห่างไกลซึ่งไม่มีผู้คนอาศัยอยู่จะเป็นการดีที่สุด ส่วนก้อนอุกกาบาตและหลุมอุกกาบาตที่หลงเหลืออยู่ นอกจากจะเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้ครอบครองวัตถุอวกาศจากพื้นที่ห่างไกลของระบบสุริยะแล้ว ยังสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเหตุดาวเคราะห์น้อยที่พุ่งชนโลกในอดีตได้อีกด้วย
ก่อนหน้านี้มีการค้นพบอุกกาบาตกว่า 50,000 ก้อน ที่ทวีปแอนตาร์กติกา โดยอุกกาบาตที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ ALH 84001 ซึ่งเชื่อว่ามาจากดาวอังคาร ทั้งยังมีแร่ธาตุและร่องรอยหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับความเป็นมาของดาวอังคารอยู่อีกด้วย ซึ่งหลักฐานดังกล่าวชี้ว่าดาวอังคารเคยมีอากาศอบอุ่น ทั้งยังเคยมีน้ำบนพื้นผิวดาวมาก่อนเมื่อหลายพันล้านปีที่แล้ว
ต่อมาในปี 2023 นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์น้อย "33 โพลีฮีมเนีย" (33 Polyhymnia) ซึ่งอาจมีธาตุองค์ประกอบชนิดหนึ่ง ที่มีความหนาแน่นสูงยิ่งกว่าแร่ธาตุใด ๆ ที่มนุษย์เคยรู้จัก ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า ธาตุที่หนักระดับยิ่งยวดชนิดนี้อาจเป็นธาตุชนิดใหม่ที่ไม่มีอยู่บนโลกของเรา
แม้ดาวเคราะห์น้อย 33 โพลีฮีมเนีย จะอยู่ห่างจากโลกถึงอย่างน้อย 170 ล้านกิโลเมตร แต่ก็เป็นตัวอย่างที่บ่งบอกถึงศักยภาพอันสูงส่งของดาวเคราะห์น้อย ในการเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์บางคนรู้สึกตื่นเต้น เมื่อได้ทราบว่า 2024 YR4 มีโอกาสจะชนปะทะเข้ากับดวงจันทร์ เพราะการชนครั้งสำคัญนี้จะให้ข้อเท็จจริงที่ช่วยไขปริศนาบางเรื่องได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้พวกเขาทำได้แค่เพียงคาดเดาคำตอบด้วยแบบจำลองคอมพิวเตอร์
ศ.กาเร็ต คอลลินส์ จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน (ICL) ของสหราชอาณาจักร อธิบายถึงประเด็นนี้ว่า "จะมีวัสดุต่าง ๆ ออกมาจากดวงจันทร์มากแค่ไหน เมื่อถูกดาวเคราะห์น้อยพุ่งชน ? เศษชิ้นส่วนเหล่านี้จะกระเด็นไปไกลแค่ไหน และพุ่งตัวไปด้วยความเร็วเท่าไหร่ ? นักวิทยาศาสตร์เฝ้ารอคอยที่จะได้เห็นเหตุการณ์นี้ ซึ่งเป็นเสมือนการจำลองเหตุดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่พุ่งชนโลก และทำให้การคำนวณในอนาคตแม่นยำขึ้น"
บรรดานักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ย้ำเตือนว่า เหตุดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลกจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่เท่านั้น ซึ่งล่าสุดเป็นไปได้สูงว่าจะเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษต่อ ๆ ไป ไม่ใช่ภายในสิบหรือยี่สิบปีนี้ แต่การเตรียมเฝ้าระวังล่วงหน้านั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ตัวอย่างเช่นการติดตั้งกล้องถ่ายภาพดิจิทัลขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์เวรา รูบิน (Vera Rubin Observatory) ที่ประเทศชิลี ช่วยให้เราเฝ้ามองท้องฟ้ายามราตรีได้แจ่มชัดขึ้น และมีโอกาสพบเห็นดาวเคราะห์น้อยที่น่าสงสัยได้มากขึ้นไปด้วย











