เปิดเบื้องหลังแห่งความโชคดีของเมืองโคคุระ ที่รอดพ้นหายนะจากระเบิดปรมาณูถึงสองครั้ง

ที่มาของภาพ, Bettmann Archive/Getty Images
- Author, เฟอร์นานโด ดูอาร์เต้
- Role, บีบีซี โกลบอล
ในปัจจุบัน ไม่มีเมืองที่ชื่อว่าโคคุระอยู่อีกแล้ว
นี่คือหนึ่งในเมืองที่ถูกผนวกรวมเข้ากับเมืองอื่น ๆ อื่น 4 แห่ง ในปี 1963 จนกลายเป็นเมืองคิตะคิวชู ที่ปัจจุบันมีผู้คนอาศัยอยู่เกือบ ๆ 1 ล้านคน และตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น
อย่างไรก็ดี ชื่อของเมืองโคคุระยังคงฝังแน่นอยู่ในจิตสำนึกของสังคมญี่ปุ่น แท้จริงแล้วการล่มสลายของเมืองนี้อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับขั้นตอนทางราชการมากนัก แต่เป็นความสะเทือนใจเสียมากกว่า
ทั้ง ๆ ที่โคคุระตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยระเบิดปรมาณูของสหรัฐอเมริกาในปี 1945 แต่กลับรอดพ้นการทำลายล้างมาได้อย่างมหัศจรรย์ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง มาถึงสองครั้ง
ที่จริงแล้ว โคคุระเกือบจะถูกระเบิดแล้วในวันที่ 9 ส.ค. เฉกเช่นเดียวกับเมืองฮิโรชิมาที่โดนระเบิดสามวันก่อนหน้า
แต่สุดท้ายอาวุธทำลายล้างชนิดนั้นก็ไม่ถูกใช้งานที่นั่น เพราะปัจจัยหลายประการร่วมกันทำให้กองทัพอากาศสหรัฐฯ หันไปโจมตีเมืองนางาซากิแทน
มีการประเมินว่าการทิ้งระเบิดปรมาณูในครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 140,000 ราย ในเมืองฮิโรชิมา และอีก 74,000 ราย ในเมืองนางาซากิ นอกจากนี้ ประชาชนอีกหลายพันคนยังต้องทนทุกข์จากผลกระทบที่ตามมาจากกัมมันตภาพรังสีเป็นเวลาหลายปีต่อมา
'เป็นความโชคดีของเมืองโคคุระ' กลายเป็นสำนวนในภาษาญี่ปุ่นที่ใช้กล่าวถึงการรอดพ้นจากเคราะห์ร้ายอย่างหวุดหวิด
แต่เบื้องหลังเรื่องนี้คืออะไรกันแน่
เมฆและควันบนท้องฟ้า

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
เมื่อถึงช่วงกลางเดือน ก.ค. ปี 1945 กองทัพสหรัฐฯ ได้เลือกเมืองในญี่ปุ่น 12 แห่งที่อาจตกเป็นเป้าหมายของระเบิดปรมาณู โดยพิจารณาจากการมีโรงงานอุตสาหกรรมและฐานทัพทหารเป็นหลัก
โคคุระ อยู่รองจากฮิโรชิมาในลำดับความสำคัญ เพราะเป็นศูนย์กลางการผลิตอาวุธ และมีคลังแสงขนาดใหญ่ของกองทัพญี่ปุ่นตั้งอยู่
หากในวันที่ 6 ส.ค. มีเหตุผลใดที่ทำให้กองทัพสหรัฐฯ ไม่สามารถทิ้งระเบิดที่เมืองฮิโรชิมาได้ เมืองโคคุระก็คงกลายเป็นเป้าหมายของระเบิดปรมาณูลูกแรกแทน
สามวันต่อมา เครื่องบินทิ้งระเบิด B-29 หลายลำมุ่งหน้าสู่โคคุระในช่วงเช้าตรู่ หนึ่งในนั้นคือ บ็อคสการ์ (Bockscar) ที่บรรทุกระเบิด "แฟตแมน" (Fat Man) ซึ่งใช้พลูโตเนียมและมีอานุภาพรุนแรงยิ่งกว่าระเบิดยูเรเนียมที่ใช้ในเมืองฮิโรชิมา
ทว่าในเช้าวันนั้น กลับมีเมฆหมอกหนาปกคลุมเมืองโคคุระ ทั้งยังมีกลุ่มควันจากไฟไหม้ในเมืองยะวะตะที่ถูกทิ้งระเบิดธรรมดาเมื่อวันก่อนปลิวมาสมทบจนจำกัดการมองเห็นอย่างมาก
นักประวัติศาสตร์บางรายตั้งข้อสังเกตว่า โรงงานในเมืองโคคุระอาจตั้งใจเผาถ่านหินเพื่อสร้างม่านควันป้องกันเมือง ในช่วงที่ญี่ปุ่นถูกโจมตีทางอากาศถี่ขึ้นเรื่อย ๆ
จากเอกสารของกองทัพสหรัฐฯ และรายงานของ วิลเลียม ลอว์เรนซ์ นักข่าวจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ (The New York Times) ที่ร่วมเดินทางกับฝูงบินในภารกิจวันที่ 9 ส.ค. ระบุว่า เครื่องบิน B-29 บินวนเหนือเมืองโคคุระถึงสามรอบ
มีคำสั่งให้ปล่อยระเบิดได้เฉพาะเมื่อมีการยืนยันเป้าหมายด้วยสายตา เพื่อให้เกิดผลทำลายล้างสูงสุด แต่ก่อนที่นักบินจะเห็นเป้าหมายชัดเจน การต่อต้านจากภาคพื้นดินในเมืองโคคุระก็เริ่มยิงใส่ฝูงบิน
ในจังหวะนั้น พ.ต.ชาร์ลส์ สวีนีย์ นักบินของเครื่องบิน "บ็อคสการ์" จึงตัดสินใจ เบนเป้าไปยังเมืองนางาซากิ เนื่องจากเครื่องบินเริ่มใช้น้ำมันเกินจำเป็นจากการบินวน
โคคุระจึงรอดพ้นจากหายนะได้อีกครั้ง เป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์
ไม่ใช่เมืองหลวง

ที่มาของภาพ, Bettmann Archive/Getty Images
เครื่องบินของสหรัฐฯ โจมตีญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน มี.ค.1945 โดยใช้ระเบิดเพลิงที่เผาเมืองต่าง ๆ จนราบเป็นหน้ากลอง
การโจมตีเฉพาะแค่ในกรุงโตเกียว ในคืนวันที่ 9 มี.ค.เพียงครั้งเดียว ก็ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 83,000 คน และ ประชาชนไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 1 ล้านคน
ทว่าเมื่อถึงเดือน ส.ค. ตอนที่ฝูงเครื่องบิน B-29 บินมาถึงเมืองโคคุระ เมืองแห่งนี้กลับยังมีสภาพสมบูรณ์เกือบทั้งหมด
โคคุระไม่เคยถูกโจมตีด้วยระเบิดเพลิง เช่นเดียวกับเมืองอื่น ๆ ที่อาจเป็นเป้าหมายของระเบิดปรมาณู
กองทัพสหรัฐฯ มีแผนจะเก็บรักษาเมืองเหล่านี้ไว้ในสภาพเดิมให้ได้มากที่สุด ก่อนทิ้งระเบิด เพื่อให้สามารถศึกษาผลกระทบของอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่างชัดเจนหลังการโจมตี
ตอนแรก นางาซากิไม่ได้อยู่ในรายชื่อเป้าหมายด้วยซ้ำ แต่ถูกเพิ่มเข้ามาในภายหลังตามคำสั่งของ แฮร์รี สติมสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามของสหรัฐฯ ในขณะนั้น
เขาโน้มน้าวให้ประธานาธิบดี แฮร์รี ทรูแมน เชื่อว่า หากทำลายเมืองเกียวโต ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่น จะทำให้ความพยายามสร้างความสมานฉันท์ระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ หลังสงคราม เป็นไปได้ยากอย่างยิ่ง
ทว่าภายหลัง นักประวัติศาสตร์อเมริกันบางคนเชื่อว่า สติมสัน มีแรงจูงใจส่วนตัวในการช่วยชีวิตเมืองเกียวโต
เขาเคยเดินทางมาเยือนญี่ปุ่นหลายครั้ง และมีรายงานว่าเขาเคยใช้เวลาฮันนีมูนในเกียวโต
ความรู้สึกโล่งใจปนกับความโศกเศร้า

ที่มาของภาพ, Kitakyushu City handout
ญี่ปุ่นประกาศยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขเมื่อวันที่ 15 ส.ค. 1945 โดยสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะทรงเป็นผู้ประกาศด้วยพระองค์เอง
โคคุระ ซึ่งปัจจุบันคือเมือง คิตะคิวชู อาจรอดพ้นจากการถูกทำลาย แต่ไม่ได้รอดพ้นจากความรู้สึกสะเทือนใจ
เมื่อมีข่าวเปิดเผยว่า ระเบิดที่ถูกทิ้งลงบนเมืองนางาซากิแต่เดิมนั้นมีเป้าหมายเป็นเมืองโคคุระ ความรู้สึกของผู้คนจึงปะปนกันระหว่าง ความโล่งใจ ความเศร้า และความเห็นใจต่อเพื่อนร่วมชาติ
เมืองคิตะคิวชูมีอนุสรณ์สถานระเบิดปรมาณูนางาซากิ ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะที่เคยเป็นพื้นที่คลังแสงอาวุธในอดีต
บนอนุสรณ์แห่งนี้บรรยายถึงการรอดพ้นของเมือง และความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับนางาซากิ โดยที่นี่ได้จัดพิธีรำลึกขึ้นทุกวันที่ 9 ส.ค. ของทุกปีนับตั้งแต่ปี 1973
นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์สันติภาพเมืองคิตะคิวชู ก็เพิ่งเปิดให้ประชาชนเข้าชมเป็นครั้งแรกในปี 2022
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งสองเมืองได้ สานสัมพันธ์ฉันมิตร และยอมรับชะตากรรมที่ผูกพันกันแน่นแฟ้นในหน้าประวัติศาสตร์อย่างเปิดเผย
แต่เมืองคิตะคิวชูเองก็เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงไม่เช่นเดียวกัน
ในช่วงบูรณะประเทศหลังสงคราม เมืองอุตสาหกรรมแห่งนี้เคยเผชิญมลภาวะอย่างรุนแรงจนอ่าวโดไก แทบจะสิ้นสิ่งมีชีวิต
ทว่าทุกวันนี้ คิตะคิวชูได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน เมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สุดในเอเชีย จากความพยายามอย่างยาวนานในการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน
และนี่คือเมืองที่ไม่เคยลืมอดีต แต่ก็พร้อมก้าวเดินอย่างมั่นคงสู่อนาคต











