กินอะไรกันดีบนดวงจันทร์ ? เผยเมนูเปิบพิสดารที่คิดค้นล่าสุดเพื่อมนุษย์อวกาศ

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ลอรา ฮอล
- Role, บีบีซีนิวส์
ดวงจันทร์อาจเป็นพรมแดนแห่งสุดท้ายที่ยังรอการสำรวจจากมนุษยชาติ แต่ก็น่าสงสัยว่าเมื่อเดินทางไปถึงที่นั่นแล้ว เราจะกินอะไรเป็นอาหารเพื่อดำรงชีพต่อไปในระยะยาวกันดี ? เหลือเชื่อว่าตอนนี้เริ่มมีการคิดค้นพาสตาและโปรตีนอัดแท่ง ซึ่งผลิตขึ้นมาจากอากาศจาง ๆ เพื่อเป็นเมนูใหม่ของมนุษย์อวกาศที่จะไปเหยียบดวงจันทร์กันแล้ว
ทุกวันนี้ความหลงใหลคลั่งไคล้ในเรื่องการสำรวจจักรวาล แพร่ไปทั่วทุกแห่งหนด้วยความเร็วสูงประหนึ่งยานอวกาศที่วอร์ป (warp) ข้ามมิติเวลาก็ไม่ปาน ภายในสองปีนับจากนี้ นาซามีแผนส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์ในโครงการอาร์ทีมิส (Artemis programme) ส่วนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ก็กำลังจะถูกแทนที่ด้วยสถานีนอกโลกแห่งใหม่ เพราะผ่านร้อนผ่านหนาวอยู่ในวงโคจรรอบโลกมานานถึง 26 ปีแล้ว แม้ในตอนแรกจะได้รับการออกแบบให้ใช้งานได้เพียง 15 ปีก็ตาม ประเด็นเหล่านี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องคิดหนัก เรื่องการวางแผนดำเนินภารกิจส่งมนุษย์ออกไปสำรวจห้วงอวกาศที่ห่างไกลจากโลกมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอวกาศ ที่มุ่งส่งเศรษฐีกระเป๋าหนักขึ้นจรวดออกไปเยือนขอบอวกาศด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้นักเขียนเรื่องอาหารอย่างฉันสงสัยว่า แล้วเราจะกินอะไรกันดีเมื่อไปถึงที่นั่น ?
“อาหารคือสิ่งที่ทำให้นักบินอวกาศไม่เป็นบ้าไปเสียก่อน” ดร. ซอนญา บรังส์ รองหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการนักบินอวกาศ ที่องค์การอวกาศยุโรป (ESA) กล่าว “อาหารที่ดีและเหมาะสม มีความหลากหลาย รวมทั้งปรับและปรุงแต่งให้ตรงกับความต้องการเฉพาะตัวของนักบินอวกาศแต่ละคน คือสิ่งสำคัญยิ่งยวดต่อความสำเร็จของโครงการสำรวจห้วงอวกาศลึก แต่ฉันคิดว่าคนส่วนใหญ่มักจะดูเบาถึงความสำคัญของเรื่องนี้”
ปัจจุบันอาหารของนักบินอวกาศคือซองขนาดเล็กที่บรรจุอาหารปรุงสำเร็จเอาไว้ภายใน ซึ่งอาหารอวกาศนี้ผลิตโดยบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยผ่านกระบวนการทำให้แห้งด้วยการแช่เยือกแข็ง (freeze - dried) ทำให้แห้งด้วยการดึงน้ำออก (dehydration) หรือฆ่าเชื้อด้วยความร้อน (thermostabilised) เวลากินนักบินอวกาศจะเติมน้ำเข้าไป เพื่อให้พร้อมสำหรับการอุ่นร้อนหรือทำให้เย็นลง อย่างไรก็ตาม นักบินอวกาศสามารถนำอาหารมื้อพิเศษของตนเอง ซึ่งอาจเป็นอาหารประจำชาติหรือท้องถิ่นติดตัวไปได้ด้วย แต่ก็ต้องผ่านการออกแบบคิดค้นสูตรอาหารอย่างระมัดระวัง รวมทั้งฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูงก่อนเช่นกัน
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม มีอาหารบางชนิดที่ไม่อาจนำไปรับประทานในอวกาศได้เลย เช่นอาหารที่แตกร่วนเป็นผงอย่างขนมปัง เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่มันจะกลายเป็นฝุ่นละออง ซึ่งจะล่องลอยไปในอากาศท่ามกลางภาวะไร้น้ำหนัก ทำให้นักบินอวกาศเผลอสูดดมเข้าไปหรือเข้าไปติดอยู่ในอุปกรณ์สำคัญได้ นอกจากนี้ เกลือยังเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่จะต้องจำกัดปริมาณการบริโภคในอวกาศ เพราะร่างกายคนเรามีการกักเก็บโซเดียมที่ต่างออกไปเมื่ออยู่นอกโลก ซึ่งอาจส่งผลให้กระดูกพรุนอย่างรวดเร็ว ส่วนแอลกอฮอล์นั้นก็ต้องห้ามเช่นกัน เพราะส่งผลกระทบทางลบต่อระบบบำบัดน้ำเสียในสถานีอวกาศได้

ที่มาของภาพ, ESA/Nasa
“แน่นอนว่าการคิดค้นอาหารใหม่ ๆ นั้นสำคัญมาก” ดร.บรังส์กล่าว “นักบินอวกาศที่อยู่นอกโลกนานกว่าหกเดือน ต่างก็คิดถึงอาหารที่มีความกรุบกรอบหรือมีเนื้อสัมผัสที่ชัดเจน มันถือเป็นเรื่องสำคัญต่อสุขภาพจิตอย่างมาก สำหรับการได้กินอาหารที่มีเนื้อสัมผัสแตกต่างกัน รวมทั้งได้กินอาหารหลากหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเดินทางสู่ห้วงอวกาศลึก”
เมื่อปี 2021 นาซาจัดให้มีการแข่งขันคิดค้นสูตรอาหารสำหรับภารกิจในห้วงอวกาศลึก เพื่อมองหาวิธีใหม่ ๆ ในการผลิตอาหารในอวกาศ ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดให้เป็นประโยชน์และให้เกิดของเสียน้อยที่สุด โดยมุ่งให้ได้ผลลัพธ์เป็นอาหารที่ปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ และมีรสชาติอร่อยไปพร้อมกัน ซึ่งนี่จะเป็นอาหารที่นำไปใช้ได้จริงในภารกิจสำรวจอวกาศที่ยาวนานหลายปี
บริษัท Solar Foods ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเฮลซิงกิของประเทศฟินแลนด์ เป็นหนึ่งในแปดบริษัทที่ได้รับคัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย มีแนวคิดอันโดดเด่นในการใช้ของเสียในอวกาศมาผลิตเป็นโปรตีน
อาร์ตู ลูกาเนน รองประธานอาวุโสฝ่ายอาหารอวกาศและการทหาร บอกว่าบริษัทของเขาค้นพบจุลชีพชนิดหนึ่งในชนบทของฟินแลนด์ ซึ่งสามารถเพาะเลี้ยงให้เพิ่มจำนวนขึ้นได้ โดยให้มันกินเพียงอากาศที่มีส่วนผสมของก๊าซสามชนิด ได้แก่คาร์บอนไดออกไซด์, ไฮโดรเจน, และออกซิเจน ทำให้มนุษย์สามารถมีแหล่งอาหารโปรตีนได้ง่าย ๆ ขณะอยู่นอกโลก จากการกินแบคทีเรียชนิดนี้ โดยเราอาจนำโปรตีนดังกล่าวไปผสมกับสารปรุงแต่งรสหรือสารให้เนื้อสัมผัสต่าง ๆ เพื่อปรุงเป็นอาหารได้หลากชนิด เช่นพาสตา, โปรตีนอัดแท่งหรือโปรตีนบาร์, เนื้อเทียม, หรือแม้แต่ไข่เทียมได้
“เราเริ่มคิดถึงอาหารอวกาศ ที่เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยในนิคมอวกาศทุกรูปแบบ โดยใช้วัตถุดิบจากก๊าซที่เป็นของเสียเพียงสองชนิด ซึ่งก็คือไฮโดรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์เท่านั้น” ลูกาเนนกล่าว “ดังนั้นสิ่งที่เรากำลังพูดถึงอยู่ในตอนนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีการผลิตอาหารในอวกาศ แต่เป็นส่วนหนึ่งที่รวมอยู่ในระบบควบคุมสภาพแวดล้อมและระบบสนับสนุนการดำรงชีพ”

ที่มาของภาพ, Nasa/Amanda Griffin
โปรตีนจากแบคทีเรียกินอากาศของบริษัท Solar Foods สามารถนำไปทำเป็นก้อนเปียกหรือทำเป็นผง เพื่อผสมกับแป้งหรือวัตถุดิบทั่วไปชนิดอื่น ๆ เพื่อปรุงเป็นอาหารที่เสริมโปรตีนสูงพิเศษ เช่นพาสตา, โปรตีนอัดแท่ง, หรือแม้กระทั่งช็อกโกแลต ล่าสุดกำลังมีการทดลองผสมเข้ากับน้ำมัน เพื่อผลิตเป็นเนื้อเทียมที่มีเนื้อสัมผัสนุ่มไม่ต่างจากสเต็ก ผ่านกระบวนการผลิตด้วยการพิมพ์สามมิติ
อาหารสดยังคงมีความสำคัญต่อมนุษย์อวกาศเช่นกัน แม้จะสามารถกินวิตามินเสริมแบบเม็ดได้ แต่คนเรายังคงต้องการรสชาติที่สดชื่นของผักและผลไม้อยู่ ทำให้ปัจจุบันการทดลองปลูกพืชในภาวะไร้น้ำหนักและปราศจากแสงอาทิตย์ยังคงดำเนินต่อไป โดยสถานีอวกาศนานาชาตินั้นมีสวนผักเล็ก ๆ ชื่อว่า “เว็จจี” (Veggie) เป็นของตนเอง เพื่อให้นักบินอวกาศศึกษาทดลองวิธีปลูกพืชในภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ
ทางด้านบริษัท Interstellar Lab ซึ่งอยู่ที่รัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ ได้พัฒนาระบบฟื้นฟูชีวภาพ (bioregenerative system) ในรูปแบบของโมดูลอวกาศขึ้น เพื่อเพาะเลี้ยงต้นอ่อนพืช, ผัก, เห็ด, รวมทั้งแมลงบางชนิด ส่วนบริษัท “ความลี้ลับแห่งจักรวาล” (Enigma of the Cosmos) ซึ่งอยู่ที่นครเมลเบิร์นของออสเตรเลีย ได้เร่งค้นหาวิธีเพาะ “ผักจิ๋ว” หรือต้นอ่อนพืช (microgreens) ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง โดยให้สามารถเติบโตในอวกาศอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งสองบริษัทที่กล่าวมานี้ ล้วนเข้ารอบสุดท้ายการแข่งขันผลิตอาหารอวกาศของนาซาเช่นกัน
มีความเป็นไปได้สูงว่า อาหารอวกาศแห่งอนาคตจะต้องมีของกินจากเห็ดราเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากมีถึงสามบริษัทที่เข้ารอบสุดท้ายในการแข่งขันของนาซาที่ใช้แนวคิดดังกล่าว เช่นบริษัท Mycorena จากสวีเดน ผู้พัฒนาระบบที่ใช้สาหร่ายขนาดเล็ก (microalgae) ร่วมกับเชื้อรา เพื่อผลิตโปรตีนที่เรียกว่ามัยคอโปรตีน (mycoprotein) ซึ่งเป็นโปรตีนทางเลือกที่พบได้ในผลิตภัณฑ์อาหารจากเชื้อราอย่างเช่นเนื้อเทียม

ที่มาของภาพ, ESA/Nasa
คาร์ลอส โอเทโร หนึ่งในทีมผู้วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ Mycorena บอกว่า “เชื้อรานั้นนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง สามารถจะเติบโตได้บนพื้นหลายชนิด โตเร็ว และเราสามารถออกแบบระบบขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพ เพื่อผลิตอาหารจากเชื้อราเลี้ยงทีมสำรวจอวกาศได้อย่างเพียงพอ มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแรง ทนทานต่อรังสีในอวกาศ รวมทั้งเก็บรักษาและขนส่งง่าย”
อาหารอวกาศชนิดนี้ผลิตในระบบหมุนเวียนที่ปิดสนิททั้งหมด โดยมีผลผลิตเป็นโปรตีนที่สามารถพิมพ์แบบสามมิติออกมาให้ดูคล้ายชิ้นเนื้อไก่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น เนื้อเทียมดังกล่าวยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างครบถ้วน
ดูเหมือนว่าการแข่งขันสำรวจอวกาศที่ดุเดือดเลือดพล่านในปัจจุบัน นอกจากจะเปิดทางให้บริษัทด้านอาหารของเอกชนเข้ามาร่วมวงด้วยแล้ว ยังเปิดโอกาสให้เกิดอาชีพใหม่อย่าง “เชฟอวกาศ” ผู้ปรุงอาหารส่วนตัวให้กับบรรดาเศรษฐีนักท่องเที่ยวอวกาศขณะที่กำลังอยู่นอกโลกด้วย โดยพ่อครัวจากภัตตาคารหรูบางรายอย่าง ราสมัส มุงค์ เชฟประจำภัตตาคาร Alchemist ในกรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์ก ซึ่งเป็นภัตตาคารที่ได้รับดาวมิชลิน เพิ่งประกาศความเป็นหุ้นส่วนกับบริษัท SpaceVIP ในการมอบประสบการณ์แสนรื่นรมย์กับมื้ออาหารนอกโลก บนยานอวกาศเนปจูน (Neptune) ของบริษัท Space Perspective ที่จะพาลูกค้ากระเป๋าหนักขึ้นไปชมขอบอวกาศด้วยสนนราคาคนละ 495,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 18 ล้านบาท
มุงค์เป็นหนึ่งในเชฟหลายคนที่เล็งเห็นโอกาสทำเงินมหาศาล จากบรรดานักท่องเที่ยวอวกาศที่ร่ำรวยและต้องการลิ้มรสอาหารอวกาศชั้นเลิศที่ไม่ธรรมดา ซึ่งแน่นอนว่าคนเหล่านี้มีอยู่เป็นจำนวนน้อยมาก แต่การคิดค้นอาหารอวกาศยุคใหม่ก็ไม่ได้ดำเนินไปเพียงเพื่อรองรับความต้องการของคนเหล่านี้ หรือบรรดานักบินอวกาศที่มีอยู่ไม่มาก เนื่องจากโครงการพัฒนาอาหารสำหรับภาวะไร้น้ำหนัก ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อความมั่นคงทางอาหารที่เรากินกันบนโลกด้วย โดยนาซาต้องการจะสร้างระบบผลิตอาหารที่ล้ำสมัยซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อมนุษยชาติทั้งหมด ในภาวะที่เรากำลังเผชิญปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและขาดแคลนทรัพยากรอย่างสุดขั้ว

ที่มาของภาพ, Claes Bech Poulsen
“เรากำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภัยแล้ง ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อความสามารถในการผลิตอาหาร” ลูกาเนนกล่าว “อวกาศช่วยให้เราได้ลงมือทดสอบ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับสุดขั้วนี้ เราต้องใช้ทรัพยากรที่ถือว่าเป็นของเสียจากกิจกรรมอื่น ๆ นอกเหนือการผลิตอาหาร แล้วเปลี่ยนมันเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการเพิ่มมูลค่า นั่นคือปรัชญาของเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน โลกคือยานอวกาศที่ดีที่สุดที่เราเคยได้โดยสารมา และมันมีทรัพยากรอยู่จำกัด”
ด้านคริสตินา คาร์ลสัน หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ Mycorena บอกว่าพวกเธอก็ใช้หลักคิดเดียวกันในการทำงาน “โครงการของเรามุ่งไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งบนโลกและในอวกาศ โดยแทบจะไม่มีของเสียหรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิดขึ้น ดังนั้นอวกาศจึงเป็นสภาพแวดล้อมสุดขั้วที่เหมาะต่อการทดสอบนี้ สร้างความท้าทายในการพัฒนาโครงการแบบดังกล่าว ซึ่งหากมันใช้งานได้ในอวกาศ ก็จะสามารถใช้งานบนโลกได้ด้วย”
การแข่งขันผลิตอาหารอวกาศของนาซายังคงไม่สิ้นสุด และกำลังดำเนินไปในขั้นที่สามในช่วงฤดูร้อนของปีนี้ โดยมุ่งทดสอบว่าระบบที่เข้ารอบสุดท้ายจะทำงานได้ผลเช่นไรบ้าง ในสภาพแวดล้อมที่จัดให้คล้ายกับห้วงอวกาศ ซึ่งน่าติดตามชมอย่างยิ่งว่า อาหารอวกาศเมนูใหม่และอาหารของมนุษย์บนโลกยุคใหม่ที่มีทรัพยากรจำกัด จะมีหน้าตาและรสชาติออกมาเป็นอย่างไร











