เหตุใดการอ้างสิทธิ์เหนือมรดกทางวัฒนธรรม จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับกัมพูชา

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, โขน - การแสดงรำหน้ากากในไทย ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกในปี 2018
    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ทั้งสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ เช่น ปราสาทเขาพระวิหารและนครวัด ไปจนถึงชุดไทย พิธีแต่งงาน มวย วรรณกรรม ฯลฯ ล้วนเป็นหัวข้อประเด็นถกเถียงระหว่างชาวไทยและกัมพูชาจำนวนไม่น้อยว่าใครกันแน่ที่เป็นต้นฉบับของศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่มีลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกันเหล่านี้

เมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งหยิบยกวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกันไปขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมต่อองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ทั้งสองชาติต่างเชื่อมั่นว่าตนเองเป็นเจ้าของ ก็ยิ่งทำให้ความอ่อนไหวระหว่างสองชาติเพิ่มขึ้นอีกระดับไปจากความตึงเครียดทางการทหารและการเมืองที่มีอยู่เดิม

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีหลายกรณีที่รายการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมของยูเนสโกกลายเป็นข่าวในหน้าสื่อ เช่น กรณีที่รัฐมนตรีของกัมพูชาระบุว่าไทยสร้างวัดเลียนแบบนครวัด หรือกรณีที่เพจโซเชียลมีเดียฝั่งไทยเปิดประเด็นอ้างว่ากัมพูชา "สอดไส้" นำวรรณคดีของไทยยื่นเป็นมรดกโลก ไม่นับรวมการกระทบการทั่งกันบริเวณชายแดน เช่นที่ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย ที่กัมพูชายื่นให้ศาลโลกพิจารณาเรื่องเขตแดน

เหตุใดการได้ชื่อว่านี่คือวัฒนธรรม "ของฉัน" จึงสำคัญนัก บีบีซีไทยพูดคุยกับนักประวัติศาสตร์ที่เชี่ยวชาญด้านกัมพูชา และนักมานุษยวิทยาจากสถาบันวิจัยของฝรั่งเศสที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก เพื่อหาคำตอบเรื่องนี้

รายการมรดกทางวัฒนธรรมของยูเนสโกสำคัญอย่างไร

คำอธิบายบนเว็บไซต์ของยูเนสโกเอง ระบุว่าถึงความมุ่งหมายของ ยูเนสโกว่า ส่วนหนึ่งคือการเสริมความเข้มแข็งของมนุษยชาติร่วมกัน ส่งเสริมโลกแห่งความเท่าเทียมและสันติภาพ รวมถึงปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม โดยยูเนสโกเชื่อว่าไม่มีการพัฒนาใด ๆ ที่จะยั่งยืนหากขาดองค์ประกอบทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง แต่แท้จริงแล้วแนวทางที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาโดยตั้งอยู่พื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน และการสนทนาทางวัฒนธรรมที่เปิดกว้างต่างหากที่จะนำไปสู่สันติภาพที่ยืนยาว

ยูเนสโกยังให้คำจำกัดความของ "มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม" (Cultural Heritage) ไว้ว่า คือ สิ่งประดิษฐ์ อนุสาวรีย์ กลุ่มอาคารและสถานที่ พิพิธภัณฑ์ที่มีคุณค่าหลากหลาย ทั้งทางสัญลักษณ์ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ สุนทรียศาสตร์ ชาติพันธุ์หรือมานุษยวิทยา มีความสำคัญทางวิทยาศาสตร์และสังคม

โดยการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมของยูเนสโก สามารถแบ่งประเภทหลักได้ 2 ประเภท คือ มรดกที่จับต้องได้ (Tangible Heritage) และมรดกที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Heritage)

ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีหลายกรณีเกี่ยวกับการขอขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมของกัมพูชาปรากฏในหน้าสื่อไทย ได้แก่

นครวัด (Angkor Wat)

นางเฟือง สกุณา รมว.วัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ของกัมพูชา ร้องยูเนสโกให้ตรวจสอบการก่อสร้างวัดภูม่านฟ้า จ.บุรีรัมย์ ของไทย โดยบอกว่าสร้างเลียนแบบนครวัด มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ (Tangible Heritage) ฝั่งกัมพูชา ในระหว่างการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 47 เมื่อ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งผู้แทนจากฝั่งไทยโต้แย้งในที่ประชุมว่า รูปแบบสถาปัตยกรรมของวัดได้รับแรงบันดาลใจจากแหล่งโบราณสถานต่าง ๆ ในไทย และฝ่ายไทยเชื่อมั่นว่ามรดกทางวัฒนธรรมควรเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน มิใช่นำมาซึ่งการแบ่งแยก

นาฏศิลป์ราชสำนักกัมพูชา (Royal ballet of Cambodia)

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก "JanJao K. Sisprakaew" โพสต์เมื่อ 13 ก.ค. เปิดประเด็นว่ากัมพูชานำวรรณกรรมไทย 22 เรื่อง เข้าไปสอดไส้อยู่ในการแสดง "นาฏศิลป์ราชสำนักกัมพูชา" ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Heritage) กับยูเนสโก ซึ่งต่อมาสื่อไทยหลายสำนักนำเรื่องนี้ไปรายงาน ก่อนที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรมของไทยจะออกมาชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง โดยข้อมูลที่มีการอ้างอิงรายชื่อวรรณกรรมทั้ง 22 เรื่องนั้น เกิดขึ้นหลังยูเนสโกรับรองขึ้นทะเบียนนาฏศิลป์ราชสำนักกัมพูชาไปแล้ว และ "วรรณกรรม" ไม่เข้านิยามของยูเนสโกในการเสนอขอขึ้นทะเบียน ตามมาตรา 2 ของอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ปี 2003

"การแต่งงานแบบเขมรดั้งเดิม" (Traditional Khmer wedding)

เพจเฟซบุ๊ก "ลูกค้าคือบร๊ะเจ้า" ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 4 แสนคน โพสต์เมื่อ 6 ก.ค. อ้างว่ากัมพูชาสอดไส้ "ชุดไทย" เข้าไปในประเพณีแต่งงานที่เตรียมขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Heritage)

ต่อมาสื่อไทยหลายสำนักรายงานข่าวอ้างอิงโพสต์นี้ ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในกลุ่มคนไทยจำนวนไม่น้อย ทำให้นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมของไทย ออกมาชี้แจงว่าในการเสนอขึ้นทะเบียน "การแต่งงานเขมรแบบดั้งเดิม" ของกัมพูชานั้น ไม่ได้มีการอ้างอิงชุดไทยหรือวัฒนธรรมการแต่งกายแบบไทย และไทยเองก็ได้ยื่นเสนอ "ชุดไทย" ขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งจะอยู่ในกระบวนการพิจารณาของยูเนสโกในปีหน้าเช่นกัน

.

ที่มาของภาพ, Ministère de la Culture et des Beaux-Arts/UNESCO

คำบรรยายภาพ, นาฏศิลป์ราชสำนักกัมพูชา ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในปี 2008

ประเด็นโต้เถียงต่าง ๆ เหล่านี้ยังไม่นับรวมข้อพิพาทบริเวณปราสาทหลายแห่งที่กัมพูชาได้ยื่นเรื่องให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ พิจารณาไปตั้งแต่ช่วงกลางเดือน มิ.ย. ผ่านมา ซึ่งหลังจากนั้นก็มีรายงานการกระทบกระทั่งกันระหว่างคนไทยและกัมพูชาอยู่เนือง ๆ อย่างเช่นกรณีล่าสุดที่มีการตอบโต้ระหว่างหญิงชาวกัมพูชากับทหารไทยที่ปราสาทตาเมือนธม เมื่อ 15 ก.ค. หรือกรณีกลุ่มหญิงชาวกัมพูชามาแสดงออกร้องเพลงและรำที่ปราสาทตาควาย เมื่อเดือน มิ.ย.

เหตุใดข้อพิพาทเหนือมรดกทางวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องอ่อนไหว

"จริง ๆ ทุกชาติล่ะค่ะ sensitive (อ่อนไหว) ในประเด็นเรื่องที่มันโยงเข้ากับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เอาตรง ๆ ถ้าเราเข้าใจในประวัติศาสตร์จะรู้ว่าประวัติศาสตร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างอุดมการณ์ของความเป็นรัฐชาติ ความเป็นชาตินิยมขึ้นมา เพราะฉะนั้นของพวกนี้มันคือสิ่งที่เราอาจจะบอกว่ามันเป็น pop culture (วัฒนธรรมป็อปหรือวัฒนธรรมประชานิยม) ในหมู่ของประชาชนทั่วไปที่รู้จักกันดี" ผศ.ดร.ณัฐพร ไทยจงรักษ์ หัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) อธิบาย

ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์กัมพูชาจาก มศว กล่าวอธิบายว่า สำหรับชาวกัมพูชาแล้ว เรื่องของวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่อ่อนไหวมาก เพราะขณะที่ฝรั่งเศสเข้ามาปกครองได้ทำให้กัมพูชาเกิดองค์ความรู้และซึบซับความสำคัญของวัฒนธรรม เช่น การที่ฝรั่งเศสมีส่วนทำให้เกิดระบำอัปสรา

นอกจากนี้ ในตอนที่กัมพูชาเป็นเอกราช พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ก็ใช้แนวคิดของประเทศตัวเองว่าเป็น "Culture of Independent" ซึ่งเชื่อว่าวัฒนธรรมจะทำให้แสดงถึงความเป็นเอกราชและเป็นอิสระของประเทศ

"ส่วนหนึ่งมันโยงเข้ากับประวัติศาสตร์เขาด้วย อาณาจักรพระนครคือต้นตอของทุกสิ่งในเชิงวัฒนธรรมของในสังคมกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นรูปวาด ท่ารำ หรือแบบรูปต่าง ๆ ที่สลักอยู่ในตัวของปราสาทเอง มันคือสิ่งที่เขาบอกว่า นี่ อันนี้คือหลักฐานว่าเขาเป็นต้นแบบของวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่มีอยู่แถวบริเวณนี้ทั้งหมด" ผศ.ดร.ณัฐพร อธิบาย แต่เธอก็เสริมว่า จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมระหว่างไทยและกัมพูชามีการแลกเปลี่ยนและมีอิทธิพลเหนือกันและกันในแต่ละช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ ขึ้นอยู่กับประเทศไหนมีอำนาจในช่วงเวลานั้น

ผศ.ดร.ณัฐพร ยกตัวอย่างในสมัยพระนครของกัมพูชา ซึ่งเทียบเท่าได้กับก่อนสมัยสุโขทัยของประวัติศาสตร์ไทย ฝั่งกัมพูชามีอำนาจ วัฒนธรรมต่าง ๆ ก็แผ่เข้ามาในบริเวณที่เป็นดินแดนไทยในปัจจุบัน ในขณะเดียวกันช่วงต้นรัตนโกสินทร์โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งมีสงคราม "อานามสยามยุทธ" ที่ไทยรบกับเวียดนามเพื่อแย่งชิงดินแดนกัมพูชานั้น วัฒนธรรมไทยก็ไปมีอิทธิพลเหนือกัมพูชาเช่นกัน

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผศ.ดร.ณัฐพร ไทยจงรักษ์ ระบุว่าอาณาจักรพระนครเคยมีอิทธิพลมากในช่วงสมัยก่อนสุโขทัย ก่อนที่ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นไทยจะเข้าไปมีอิทธิพลในกัมพูชา ทำให้ทั้งสองประเทศมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่อาจเป็นข้อสรุปได้ว่าวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่ทั้งสองประเทศปฏิบัติคล้ายกันอยู่ในขณะนี้ เป็นของประเทศใดประเทศหนึ่งได้อย่างชัดเจน เพราะโดยธรรมชาติแล้วเมื่อรับวัฒนธรรมต่าง ๆ เข้ามา แต่ละประเทศก็ปรับเปลี่ยนมันให้เข้ากับบริบทของตัวเอง

"วัฒนธรรมมันไม่ได้เป็นสิ่งตายตัว เพราะไม่อย่างนั้นมันจะไม่เรียกว่าวัฒนธรรม หรืออารยธรรมที่มันเจริญงอกงามขึ้น เพราะฉะนั้นพอเรารับมา เราก็มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับยุคกับสมัยต่าง ๆ เพราะฉะนั้นอันเดิมมันอาจจะเปลี่ยนรูปไปแล้ว แล้วเขาก็มารับของเรากลับไปใช้" ผศ.ดร.ณัฐพร กล่าว "พอเขารับของเราไป เขาก็อาจจะไปปรับเปลี่ยนให้มันเหมาะกับเขาอีก แล้วมันก็ผ่านเวลามานานมาก ๆ แล้วตั้งแต่ต้น แล้วจึงมีรายละเอียดที่มันต่างกันแบบนี้ว่า เอ้า ทำไมชุดไม่เห็นเหมือนกันแบบเป๊ะ ๆ อะไรอย่างนี้" อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกัมพูชาอธิบาย

"กัมพูชาเขาตระหนักในเรื่องพวกนี้เยอะมาก แล้วเขาก็รู้สึกว่าคือส่วนหนึ่ง ถ้าเราเข้าใจประวัติศาสตร์กัมพูชา เขาเกือบสูญเสียความเป็นชาติของเขาในช่วงเขมรแดง... เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเขาถึงต้องพยายามไปหาขุดวัฒนธรรมอะไรของเขามาแล้วเพื่อจดทะเบียน เพราะว่าถ้าเราโยงในมุมมองในเชิงวิชาการ ถ้าเขาไม่มีวัฒนธรรมอะไรอยู่เลย มันหมายถึงการสูญสลายของชาติของเขา" นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์กัมพูชา ระบุ

นักวิชาการต่างชาติชี้การขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรม "เพื่อให้รัฐต่าง ๆ ปกป้องคุ้มครอง ไม่ใช่ใช้อ้างสิทธิ์ครอบครอง"

แล้วการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะในประเภทมรดกที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Heritage) ที่มักเป็นข้อถกเถียงเพราะไม่สามารถสรุปได้ด้วยพรมแดน ที่จริงแล้วมีไว้เพื่ออะไร ดร.คีอารา โบร์โตล็อตโต นักมานุษยวิทยาจากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส (CNRS - Centre National de la Recherche Scientifique) เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า "ในเชิงแนวคิดนี่คือการสร้างหน้าที่บางอย่างขึ้นมาให้กับรัฐนั้น ๆ" ในการรับผิดชอบปกป้องคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับขึ้นทะเบียนในนามของรัฐตัวเอง

ในฐานะผู้ประสานงานโครงการ 'ยูเนสโก แชร์' (UNESCO Chair) ด้านมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่ศึกษาด้านธรรมาภิบาลระหว่างประเทศของอนุสัญญามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาผ่านการสังเกตการประชุมต่าง ๆ ของหน่วยงานที่กำกับดูแลอนุสัญญา ดร.คีอารา ระบุว่าวัตถุประสงค์ของการขึ้นทะเบียนรายการเหล่านี้เป็นไปเพื่อสร้างความมั่นใจว่าวัฒนธรรมเหล่านี้ "จะถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นหลังและอาจเป็นตัวอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจ ไม่ใช่เพื่อให้ความชอบธรรมกับรัฐใดรัฐหนึ่งในการอ้างสิทธิ์เหนือสิ่งนั้น"

.

ที่มาของภาพ, Chiara Bortolotto/handout

คำบรรยายภาพ, ดร.คีอารา โบร์โตล็อตโต นักมานุษยวิทยาจากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส ระบุว่าการขึ้นทะเบียนมรดกโลกมีเพื่อให้รัฐต่าง ๆ ปกป้องคุ้มครองวัฒนธรรมนั้น ไม่ใช่เพื่อใช้อ้างสิทธิ์ครอบครอง

ดร.คีอารา บอกว่าบ่อยครั้งที่รัฐต่าง ๆ ต้องการได้รับการมองเห็นมากขึ้นผ่านการขึ้นทะเบียนเหล่านี้ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในชาติ และทำให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น แต่ในทางกลับกันมันก็ถูกใช้เป็นอีก "สนามรบ" เมื่อประเทศต่าง ๆ มีความขัดแย้งทางการเมือง แม้ยูเนสโกจะไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น โดยเธอยกตัวอย่างประเทศอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานที่มีการสู้รบระหว่างกันซึ่งมักจะเห็นแย้งกันอยู่เสมอ ๆ ในเวทีมรดกโลกด้วย

"เวลาที่มีความตึงเครียดระหว่างรัฐ ความตึงเครียดทางการเมืองเหล่านี้ถูกแปรสภาพเข้าไปอยู่ในกลไกของยูเนสโกด้วยในระดับระหว่างรัฐบาล ดังนั้นคณะกรรมการภายในนั้น อย่างเช่นในการประชุมต่าง ๆ ก็จะกลายเป็น สนามรบแห่งใหม่ที่รัฐต่าง ๆ สามารถแสดงออกเกี่ยวกับตัวเองได้" เธอระบุ

นักมานุษยวิทยาต่างชาติรายนี้มองว่า เป็นเรื่องแปลกมากเมื่อมีการอ้างสิทธิ์ครอบครองมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible cultural heritage) เพราะวัฒนธรรมเหล่านี้ผูกติดกับผู้คนและชุมชน ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายไปมาข้ามพรมแดน ต่างจากมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ (Tangible cultural heritage) ซึ่งมีสถานที่ตั้งชัดเจนและง่ายต่อการจะพูดว่าเป็นของประเทศใดประเทศหนึ่งมากกว่า แม้ว่าการขึ้นทะเบียนมรดกทั้งสองประเภทนั้นมีแนวคิดที่จะอนุรักษ์ไว้เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติก็ตาม

เมื่อถามว่าในกรณีที่มีการแสดงออกทางวัฒนธรรมคล้าย ๆ กันในหลายประเทศ ยูเนสโกใช้เกณฑ์อะไรในการพิจารณาขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมนั้น ๆ ให้กับประเทศใดประเทศหนึ่ง เธอบอกว่ายูเนสโกไม่ใช่ผู้ตัดสินว่าจะขึ้นทะเบียนให้กับประเทศใด แต่ขึ้นอยู่กับประเทศนั้น ๆ เสนอขึ้นมา

"ยูเนสโกอาจยอมรับคำขอของรัฐใดรัฐหนึ่งให้มีการขึ้นทะเบียนสิ่งต่าง ๆ ไว้ในรายการ ดังนั้นมันมาจากรัฐหนึ่ง ๆ เสมอที่บอกว่า โอเค ยูเนสโก เราสามารถจะขึ้นทะเบียนสิ่งนี้ลงในรายการในชื่อรัฐของเราได้หรือไม่ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ยูเนสโกที่เป็นผู้ตัดสินใจ" ดร.โบร์โตล็อตโต อธิบาย โดยเธอบอกว่าที่ผ่านมายูเนสโกก็มีความพยายามจะหลีกเลี่ยงการอ้างสิทธิ์ขาดของรัฐหนึ่ง รัฐใดเหนือมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เช่นกัน ด้วยการสนับสนุน "การเสนอชื่อร่วมระหว่างหลายประเทศ" (multinational nomination) มากกว่า

"ดังนั้นเมื่อคุณมีการแสดงออกทางวัฒนธรรมที่เหมือน ๆ กันในพรมแดนที่แตกต่างกัน สิ่งที่พวกเขาทำคือพยายามใช้แรงจูงใจ อย่างเช่นทำให้มันง่ายมากขึ้นในการที่จะขึ้นทะเบียนหากเป็นการเสนอชื่อระหว่างประเทศ เพื่อจะสื่อสารว่าวัฒนธรรมนั้นถูกแบ่งปันว่าเราเป็นคนเหมือน ๆ กันบนโลก และเรารักและกัน" เธอกล่าว

ดร.โบร์โตล็อตโต ยังยกตัวอย่างความสำเร็จหนึ่งของยูเนสโกในเรื่องนี้ คือการขึ้นทะเบียน "ซีรึม" (Ssirum/Ssireum) หรือกีฬามวยปล้ำพื้นเมืองของเกาหลี เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ให้กับทั้งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ในลักษณะของการขึ้นทะเบียนร่วมกัน โดยมาจากการโน้มน้าวของทางยูเนสโก จากที่เดิมทีแล้วทั้งสองประเทศต่างก็เสนอขึ้นทะเบียนแยกในชื่อของตัวเอง

"แน่นอน จากสถานการณ์ทางการเมืองแล้ว พวกเขา [เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้] ไม่คิดหรอกว่าพวกเขาจะสามารถเสนอชื่อร่วมกันได้ ใช่ไหม นั่นคือสิ่งที่พวกเขาไม่อยากทำแน่ ๆ ดังนั้นจริง ๆ แล้วมันจึงเป็นความสำเร็จทางการทูตที่สำคัญมาก ๆ สำหรับยูเนสโก ในการโน้มน้าวให้รวมการเสนอชื่อทั้งสองนี้เข้าด้วยกันได้ และมีการเสนอชื่อร่วมกัน ดังนั้นนี่ จึงเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ภายในคณะกรรมการ เพราะทั้งสองประเทศนี้ร่วมทำบางสิ่งด้วยกัน"

.

ที่มาของภาพ, Korean Ssireum Association/UNESCO

คำบรรยายภาพ, "ซีรึม" (Ssirum/Ssireum) หรือกีฬามวยปล้ำพื้นเมืองของเกาหลี ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage) ให้กับทั้งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้

ทว่าเมื่อย้อนดูประวัติการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ระหว่างไทยและกัมพูชา บีบีซีไทยพบว่า ทั้งสองประเทศไม่เคยเสนอชื่อวัฒนธรรมใด ๆ ขึ้นทะเบียนร่วมกันเลย จากเว็บไซต์ของยูเนสโกพบว่าตั้งแต่ปี 2008-2024 มีการขึ้นทะเบียน "มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้" ให้กับประเทศกัมพูชาแล้ว 7 รายการ ได้แก่

  • สเบกธม (Sbek Thom) เทียบเคียงคล้ายกับ "หนังใหญ่" ของไทย
  • นาฏศิลป์ราชสำนักกัมพูชา (Royal ballet of Cambodia)
  • พิธีกรรมและกีฬาชักเย่อ (Tugging rituals and games) ได้รับการขึ้นทะเบียนร่วมกับฟิลิปปินส์ เกาหลี และเวียดนาม
  • จาเป็ยฎ็องแวง (Chapei Dang Veng) เครื่องดนตรีคล้าย "กระจับปี่" ของไทย
  • ละครโขนวัดสวายอันเดต (Lkhon Khol Wat Svay Andet) ที่แสดงในชุมชนหนึ่งรอบวัดสวายอันเดต ห่างจากกรุงพนมเปญไปทางตะวันออกประมาณ 10 กม.
  • กุน โบกาตอร์ (Kun Lbokator) ศิลปะการต่อสู้พื้นเมืองของกัมพูชาที่ใช้ป้องกันตัวจากสัตว์ป่า มักถูกนำมาเทียบเคียงกับ "มวยไทย"
  • การปฏิบัติและการแสดงออกทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับ "ผ้าทอกรอมา" (Krama) ผ้าทอพื้นเมืองของกัมพูชา ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ "ผ้าขาวม้า" ในไทย

มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ข้างต้นส่วนใหญ่เป็นการขึ้นทะเบียนในหมวด RL (Representative List) ซึ่งหมายถึง รายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรม โดยมีเพียงสองรายการ คือ ละครโขนวัดสวายอันเดต และจาเป็ยฎ็องแวง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในหมวด USL (Urgent Safeguarding List) ซึ่งหมายถึงรายการที่ต้องได้รับการสงวนไว้อย่างเร่งด่วน

.

ที่มาของภาพ, Cambodia's Ministry of Culture and Fine Arts/UNESCO

คำบรรยายภาพ, ละครโขนวัดสวายอันเดตในกัมพูชา ได้รับการรับรองเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้จากยูเนสโก ในปี 2018

ขณะที่ฝั่งไทย มี 6 วัฒนธรรมได้รับการขึ้นทะเบียนในหมวดรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรม (RL) ระหว่างปี 2018- 2024 ได้แก่ โขน, นวดไทย, รำโนรา ประเพณีสงกรานต์, ต้มยำกุ้ง และเสื้อเคบายา ซึ่งกรณีของเคบายาเป็นการขึ้นทะเบียนร่วมกับบรูไน อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย

ล่าสุด ทั้งไทยและกัมพูชามีรายการเสนอขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ที่อยู่ในสถานะรอการพิจารณาในปี 2026 ประเทศละหนึ่งรายการ คือการเสนอขึ้นทะเบียน "การแต่งงานแบบเขมรดั้งเดิม" (Traditional Khmer wedding) ของฝ่ายกัมพูชา และการเสนอขึ้นทะเบียน "ชุดไทย" ของฝ่ายไทย

ดร.โบร์โตล็อตโต เปิดเผยอีกว่า อีกสิ่งที่ยูเนสโกทำเพื่อหลีกเลี่ยงการอ้างสิทธิ์เหนือวัฒนธรรมร่วม คือวิธีการที่แต่ละประเทศจะใส่ชื่อประเทศหรือชื่อที่สื่อถึงประเทศตัวเองเข้าไปอยู่ในชื่อสิ่งที่เสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม โดยยูเนสโกมักจะขอให้ประเทศต่าง ๆ ไม่ใส่ชื่อในลักษณะที่แสดงได้ว่าประเทศนั้น ๆ เป็นเจ้าของวัฒนธรรมร่วมนี้แต่เพียงผู้เดียว แต่มักจะให้ใช้คำที่สื่อว่านี่คือการขึ้นทะเบียนการแสดงออกทางวัฒนธรรม "ใน (in)" ประเทศนั้น ๆ ซึ่งประเทศอื่น ๆ ก็อาจจะมีการแสดงออกแบบเดียวกันก็ได้ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีหลายประเทศที่ต้องการขึ้นทะเบียนสิ่งต่าง ๆ เพื่ออ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของเหนือสิ่งนั้นอยู่ดี

"นั่นแหละ มันยังย้อนแย้งกันมากในทางหนึ่ง คือการขึ้นทะเบียนโดยตัวของมันเองแล้ว มีอยู่เพื่อสร้างการมองเห็นให้กับบางสิ่ง และการสร้างการมองเห็นนั้นเองก็มักถูกใช้เพื่ออ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของบางอย่าง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว เพื่อความภาคภูมิใจของชาติ และอะไรทำนองนี้" ดร.โบร์โตล็อตโต ระบุ

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ยูเนสโกรับรองขึ้นทะเบียนประเพณีสงกรานต์เป็นมรดกทางวัฒนธรรมในปี 2023 โดยระบุชื่อรายการว่า "Songkran in Thailand, traditional Thai New Year festival" ซึ่งหมายถึง "สงกรานต์ในประเทศไทย เทศกาลปีใหม่ไทยแบบดั้งเดิม"

มรดกโลกถูกใช้เพื่อ "เลือกข้าง" ในบางครั้ง

นักมานุษยวิทยาจากฝรั่งเศสยังให้ข้อมูลอีกว่า การขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในบางครั้ง ทำให้ยูเนสโกถูกมองว่า "เลือกข้าง" ด้วยเช่นกัน

เธอยกตัวอย่างกรณี "ซุปบอร์ช" (Borsch) ซึ่งยูเนสโกรับรองการขอขึ้นทะเบียนของยูเครน ทั้งที่เป็นอาหารที่พบได้ในหลายประเทศที่อยู่ในภูมิภาคใกล้เคียง โดยเธอมองว่านี่คือการกระทำเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองและทางการทูตภายในยูเนสโกในการสนับสนุนยูเครน แม้ว่าในทางปฏิบัติแล้วรัสเซียจะไม่สามารถขอขึ้นทะเบียนซุปบอร์ชในนามประเทศของตัวเองได้เนื่องจากไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอนุสัญญาก็ตาม

"ทุกคนต่างก็รู้ว่าซุปบอร์ชไม่ใช่เป็นของยูเครนเพียงประเทศเดียว แต่มีอยู่ในทั่วภูมิภาคนี้ แต่การขึ้นทะเบียนมันให้กับยูเครนเป็นวิธีหนึ่งที่คล้าย ๆ กับการเข้าข้างยูเครน และให้ความหวัง ให้ความภาคภูมิใจต่อประชากรชาวยูเครน เพราะพวกเขากำลังใช้ชีวิตในบริบทที่ต่างออกไป" ดร.โบร์โตล็อตโต กล่าว

รัฐต่าง ๆ ได้อะไรจากขึ้นทะเบียนยูเนสโก

เว็บไซต์ของยูเนสโก ระบุถึงเงินทุนที่ประเทศไทยและกัมพูชา ใช้ในการทำโครงการต่าง ๆ เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ หลังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วย ได้แก่

  • โครงการเครื่องดนตรีจาเป็ยฎ็องแวงของกัมพูชาในปี 2017-2021 จำนวน 238,970 ดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 7.7 ล้านบาท)
  • โครงการอนุรักษ์นาฏศิลป์ราชสำนักกัมพูชาในปี 2005-2008 จำนวน 80,829 ดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 2.6 ล้านบาท)
  • โครงการโรงเรียนภาคสนามเพื่อสร้างขีดความสามารถในการปกป้องมรดกที่มีชีวิตของชุมชนชาติพันธุ์ในไทย ปี 2023-2025 จำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 3.2 ล้านบาท)
  • โครงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของไทย ผ่านการเสริมขีดความสามารถของชุมชนในท้องถิ่น ปี 2018-2019 จำนวน 111,000 ดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 3.6 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม ที่มาของเงินทุนเหล่านี้มีหลากหลาย และไม่ได้มาจากเพียงหน่วยงานภายในหรือภายใต้การอุปถัมป์ของยูเนสโกเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหน่วยงานภายนอก และหน่วยงานของประเทศนั้น ๆ ด้วย

ดร.โบร์โตล็อตโต บอกว่า จริงอยู่ที่ประเทศต่าง ๆ สามารถร้องขอเงินทุนจาก "กองทุนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้" (Intangible Cultural Heritage Fund) เพื่อดำเนินโครงการเกี่ยวกับมรดกที่ได้รับการขึ้นทะเบียน แต่กองทุนดังกล่าวก็ไม่ได้สนับสนุนเงินในจำนวนที่มากนัก และให้เฉพาะกับประเทศที่มีความจำเป็นต้องใช้เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น อาจพิจารณาให้กับประเทศแถบแอฟริกามากกว่าจะให้กับประเทศในแถบยุโรป เธอจึงมองว่านี่ไม่ใช่ผลประโยชน์หลักที่แต่ละประเทศจะได้จากการได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรม แต่เงินทุนที่หลั่งไหลมาอาจมาจากภาคการท่องเที่ยวมากกว่า

แล้วยูเนสโกประเมินผลการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมของรัฐต่าง ๆ อย่างไร

คำถามนี้ ดร.โบร์โตล็อตโต ตอบว่า "นั่นคือปัญหาใหญ่"

เธอเล่าว่าด้วยความที่ยูเนสโกคือการรวมตัวกันของรัฐต่าง ๆ ซึ่งแต่ละรัฐตกลงที่จะเคารพในอำนาจอธิปไตยของรัฐอื่น ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือยูเนสโกปล่อยให้แต่ละรัฐตัดสินใจกันเองว่าจะทำอะไรหรือทำอย่างไรในการคุ้มครองวัฒนธรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียน โดยประเมินผลจากเอกสารที่รัฐต่าง ๆ นำเสนอมาเท่านั้นว่าสอดคล้องกับหลักการในอนุสัญญาหรือไม่

"มีหน่วยงานประเมินผลที่อ่านการเสนอชื่อต่าง ๆ และดูว่ามาตรการในการคุ้มครองที่เสนอมา มีความสม่ำเสมอและสอดคล้องหรือเปล่า หากเป็นไปตามนี้ ก็มีทรัพยากรที่นำไปใช้กับมาตรการที่เสนอมาได้... แต่สิ่งที่พวกเขาทำก็คือประเมินจากอะไรก็ตามที่ระบุอยู่ในเอกสาร พวกเขาไม่ลงไปตรวจสอบในพื้นที่เพื่อดูว่าเป็นไปตามนั้นจริงหรือไม่" เธอกล่าว

นักมานุษยวิทยาที่ศึกษาเรื่องมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ให้ข้อมูลอีกว่าแนวทางตามอนุสัญญาดังกล่าวไม่ได้มุ่งเน้นที่จะ "แช่แข็ง" หรือรักษาความดั้งเดิมของวัฒนธรรมประเพณีโดยไม่เปลี่ยนอะไรเลย แต่คือการส่งเสริมการปฏิบัติวัฒนธรรมนั้น ๆ ซึ่งสามารถพัฒนาได้ แต่ยังเปี่ยมความหมายทั้งในบริบททางสังคมและประวัติศาสตร์

"ทุก 5 ปี รัฐต่าง ๆ จะต้องส่งรายงานเป็นระยะว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับสิ่งต่าง ๆ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนไปแล้ว ว่าได้รับการคุ้มครองอย่างไร ดังนั้น มันจึงมีการตรวจสอบประจำในลักษณะนี้ แต่อย่างที่บอกไป มันมาจากรัฐนั้น ๆ ที่ส่งรายงาน... มันเขียนโดยรัฐนั้น ๆ ไม่ใช่หน่วยงานอิสระที่เข้าไปตรวจสอบและเขียนรายงานขึ้นมา ดังนั้นคุณต้องเชื่อรัฐนั้น ๆ ซึ่งบางรัฐก็น่าเชื่อถือกว่ารัฐอื่น ๆ" ดร.โบร์โตล็อตโต ระบุ

บีบีซีไทยติดต่อไปทางฝ่ายบริการสื่อของยูเนสโกเพื่อสอบถามในประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน แต่ทางยูเนสโกยังไม่ได้ตอบคำถามกลับมา

อย่างไรก็ตาม ดร.โบร์โตล็อตโต มองว่าวิธีการประเมินภายหลังได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว เป็นคนละส่วนกับการที่รัฐต่าง ๆ ใช้การขึ้นทะเบียนนี้ในทางการเมือง และเธอไม่ขอออกความเห็นว่าสุดท้ายแล้วกระบวนการขอขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ทั้งหมดนี้ มีด้านดีหรือด้านเสียมากกว่ากัน

"มันเป็นเหมือนกับดาบสองคม" เธอกล่าว "คุณมีรายการได้รับขึ้นทะเบียน มีคนมองเห็น และบางทีมันอาจจะช่วยในบางสถานการณ์สำหรับการคุ้มครองรายการนั้น ๆ"

"ในเวลาเดียวกัน มันก็มักจะถูกนำมาใช้อย่างไม่ตรงไปตรงมา ในทางที่มันมักจะถูกใช้เพื่อเหตุผลทางการเมือง มันหลีกเลี่ยงไม่ได้" ดร.โบร์โตล็อตโต แสดงความเห็น

"บางทีทั้งสองส่วนนี้ก็ไปด้วยกัน คุณอาจจะมีทั้งเป้าประสงค์บางอย่างทางการเมือง และในเวลาเดียวกันก็มีส่วนช่วยในการปกป้ององค์ประกอบ [ทางวัฒนธรรม] เหล่านี้ก็ได้" เธอกล่าวทิ้งท้าย