เปิดใจอดีต สส. “ลูกพรรคทักษิณ” จากวัน “กราบแผ่นดิน” สู่การต้อนรับอดีตนายกฯ กลับไทยในรอบ 15 ปี

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
- Author, ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ย้อนไปเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2551 ทักษิณ ชินวัตร ก้าวออกมาจากอาคารผู้โดยสารขาเข้า สนามบินสุวรรณภูมิ แล้วก้ม “กราบแผ่นดิน” กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่จารึกถึงการกลับไทยครั้งแรกในรอบ 1 ปี 5 เดือนของอดีตนายกรัฐมนตรี หลังถูกรัฐประหารยึดอำนาจ วันที่ 19 ก.ย. 2549
ในวันนั้น หนึ่งในบุคคลที่เคารพ และ “ร่วมต่อสู้” กับทักษิณ ที่ได้ไปร่วมต้อนรับอย่างใกล้ชิด คือ กุ่ย-ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย จ.อุบลราชธานี และ นิรมิต สุจารี อดีต สส.พรรคเพื่อไทย จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งในเวลาที่อดีตนายกฯ ทักษิณ เดินทางกลับไทยเมื่อ 15 ปีก่อนนั้น พวกเขาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชาชน
ภาพคล้ายกับเมื่อปี 2551 จะฉายซ้ำอีกครั้งในวันที่ 22 ส.ค. 2566 ที่ ทักษิณ วัย 74 ปี มีกำหนดจะเดินทางเหยียบแผ่นดินไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี โดยลงเครื่องที่สนามบินดอนเมือง
เช่นเดียวกับเมื่อ 15 ปีก่อน ชูวิทย์ และ นิรมิต มุ่งมั่นที่จะมาต้อนรับอดีตนายกรัฐมนตรีที่พวกเขาเปรียบว่าเป็น “หลวงพ่อ” และ “พระประธานกลางบ้าน” อีกครั้ง เช่นเดียวกับประชาชนจำนวนมาก ที่คาดว่าจะถึงขั้น “ดอนเมืองแตก”
“ท่านกลับมาประเทศไทย ทุกอย่างในบ้านเมืองน่าจะดีขึ้น” ชูวิทย์ อดีต สส.อุบลราชธานี เขต 7 บอกกับบีบีซีไทย “ท่านมาในฐานะเป็นหลวงพ่อที่มีความอาวุโส มีความขลังอยู่ในตัว ลูกหลานมีปัญหาก็ไปปรึกษา ปัญหาเรื่องใหญ่ก็กลายเป็นเบา เรื่องเล็กก็หายไป”
ด้าน นิรมิต ที่เริ่มเป็น สส.สมัยแรก ในยุคพรรคพลังประชาชน เชื่อมั่นว่าการที่ทักษิณกลับไทย จะเป็นหมุดหมายสำคัญ “สู่ยุคของเพื่อไทยแบบเต็มตัวอีกครั้ง”

15 ปีที่ต้องบินไปหาทักษิณ
ในการเดินทางกลับไทยเพียงครั้งเดียวของทักษิณหลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ในปี 2551 นั้น เขาพำนักอยู่ในไทยได้เพียง 5 เดือน ก็ขออนุญาตศาลเพื่อเดินทางออกนอกประเทศ อ้างว่าไปปฏิบัติภารกิจที่จีนและญี่ปุ่น ระหว่าง 31 ก.ค. – 10 ส.ค. 2551
สถานการณ์ทางการเมืองขณะนั้นกำลังร้อนแรง กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ชุมนุมขับไล่ สมัคร สุนทรเวช ออกจากตำแหน่งนายกฯ เพราะเชื่อว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับทักษิณ
จนกระทั่งเมื่อถึงกำหนดที่ศาลให้ ทักษิณ เข้ารายงานตัวในคดีทุจริต วันที่ 11 ส.ค. เขาไม่ปรากฏตัว และชัดเจนว่า ทักษิณ ลี้ภัยไปสหราชอาณาจักร
ต่อมาก่อนสิ้นปี 2551 ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ยุบพรรคพลังประชาชน ตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค นำมาสู่ปรากฎการณ์ “พลิกขั้วทางการเมือง” และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นนายกฯ

ที่มาของภาพ, PORNCHAI KITTIWONGSAKUL
ในฐานะสมาชิกพรรคที่ร่วมต่อสู้กับทักษิณมาตลอด นับแต่ยุคไทยรักไทย จนถึงเพื่อไทย ชูวิทย์ยอมรับว่า มีโอกาสพบปะทักษิณในต่างแดนหลายครั้ง แต่นับด้วยความทรงจำแล้ว ไม่ถึง 10 ครั้ง ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา
“ไม่ได้เจตนาไปพบหรอก เราก็ไปทำภารกิจของเรา แต่เวลาเจอกันก็ปรึกษาหารือแบบคนคุ้นเคย” เขากล่าว
อย่างไรก็ดี ความรู้สึกที่ต้องพบ “หลวงพ่อทักษิณ” ในต่างประเทศ เทียบไม่ได้เลยกับโอกาสได้พูดคุย-หารือ บนผืนแผ่นดินไทย “คนที่มีความรักกัน ถ้าลูกของเราไปอยู่ต่างประเทศ ก็อาลัยอาวรณ์ พอเขากลับมา เจอกันที่บ้านเราที่เมืองไทย มันเป็นความสุข... สุขใดก็ไม่เท่าบ้านเรา”
“คนดี” ควรได้กลับบ้าน
นิรมิต สุจารี เป็นอดีต สส.พลังประชาชน-เพื่อไทย อีกคน ที่เดินทางไปพบทักษิณในต่างประเทศ เพื่อ “ให้กำลังใจในฐานะคนรู้จักและเคารพ พูดคุยถึงสารทุกข์สุขดิบในต่างประเทศของท่านทักษิณ ท่านก็ถามกลับถึงปัญหาของชาวบ้านเป็นอย่างไรบ้าง”
สำหรับเขา สถานะของทักษิณที่จะกลับมาไทยในวันที่ 22 ส.ค. ไม่ใช่อดีตนายกฯ อดีตหัวหน้าพรรค ผู้ลี้ภัยทางการเมือง หรือนักโทษ แต่เป็น “คนดี”
“ผมคิดว่าคนที่ทำคุณงามความดีอย่างท่าน น่าจะได้รับเกียรติอย่างสูงสุดที่จะกลับมาไทย เพราะคุณงามความดีของท่าน เป็นแบบอย่างสืบต่อไปถึงอนาคตของลูกหลาน” อดีต สส.ร้อยเอ็ด เขต 3 บอกกับบีบีซีไทย ซึ่งเขาตั้งมั่นว่า จะเดินทางไปสนามบินดอนเมือง เพื่อให้การต้อนรับนายทักษิณตั้งแต่เช้าตรู่

ที่มาของภาพ, ชูวิทย์ "กุ่ย" พิทักษ์พรพัลลภ
และหากมีโอกาสได้กล่าวถ้อยคำถึงอดีตนายกฯ อดีต สส.อีสาน เพื่อไทย อยากพูดว่า “แนวความคิดของท่านจะได้รับการดูแล และยืนยันว่าเราจะสืบสานต่อไป เพราะสังคมไทยยังต้องการแนวคิดของท่าน” เพื่อแก้ปัญหาสังคม กวาดล้างยาเสพติด และทำให้คนรากหญ้าได้ลืมตาอ้าปาก
อย่างไรก็ดี อดีตนายกฯ ทักษิณ กำลังจะเดินทางกลับเข้าประเทศด้วยสถานะ “นักโทษชายทักษิณ” เมื่อเขาลงจากเครื่องบินแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ถือหมายแจ้งโทษไปรอรับถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง ก่อนนำตัวไปฟังคำพิพากษาที่ศาลฎีกา และนำตัวส่งเรือนจำในทันที
เมื่อบีบีซีไทยถาม นิรมิต ว่า จะไปเยี่ยมทักษิณถึงในเรือนจำไหม เขาตอบว่า “ถ้าเงื่อนไขเปิดโอกาสให้ทำได้” ไม่เพียงแต่เขา แต่ประชาชนอีกเป็นจำนวนมากก็ต้องการไปเยี่ยม “นักโทษชายทักษิณ” ซึ่งจะยิ่งเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นว่า แม้ 17 ปีผ่านไป (นับแต่ทักษิณลี้ภัยในปี 2549) แต่ศรัทธาของประชาชนต่อนายทักษิณไม่เคยเสื่อมทอน กลับกัน “ท่านกลับมา ความศรัทธาจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีก”
ส่วน กุ่ย-ชูวิทย์ นั้น ตอบคำถามเดียวกันว่า ขอให้เป็นเรื่องของ “วันหลัง” เพราะตอนนี้ ให้ความสำคัญกับวันที่ 22 ส.ค. ก่อน ซึ่งส่วนตัวเขาเชื่อว่า จะมีประชาชนไปรอต้อนรับอดีตนายกฯ ทักษิณ จน “ดอนเมืองแตกแน่นอน”

ที่มาของภาพ, นิรมิต สุจารี
“หลวงพ่อทักษิณ” และ “พระประธาน”
บริบทการกลับมาประเทศไทยในปี 2566 ของทักษิณ ถือว่าแตกต่างจากเมื่อ 15 ปีก่อน
เมื่อปี 2551 ทักษิณ กลับไทยภายหลังพรรคพลังประชาชน นำโดย สมัคร สุนทรเวช ชนะการเลือกตั้งนำมาเป็นอันดับ 1 ถึง 233 ที่นั่ง และจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากสำเร็จ
แต่ในการเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 ปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยแพ้การเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปี ให้กับพรรคก้าวไกล แต่ด้วย “ความบิดเบี้ยว” จากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่ให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภาในการเลือกนายกฯ ทำให้ท้ายสุด สิทธิในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลตกเป็นของพรรคเพื่อไทย ที่ได้คะแนนเลือกตั้งเป็นอันดับ 2
และกลายเป็นพรรคขั้วรัฐบาลเดิม (ยกเว้นประชาธิปัตย์) ที่ พท. จับมือเป็นพันธมิตร รวม 11 พรรค 314 สส. เพื่อเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีจาก พท. ในวันที่ 22 ส.ค. จนถูกเรียกว่า “ผสมพันธุ์ข้ามขั้ว” และ “รัฐบาลเดิมเพิ่มเติมคือเพื่อไทย”

ที่มาของภาพ, Getty Images
อย่างไรก็ดี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประกาศระหว่างการแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาล 11 พรรคในวันที่ 21 ส.ค. ว่า นี่เป็นการ “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้า และมั่นใจว่าจะได้เสียงสนับสนุนจาก สว. โหวตนายกฯ ได้เกิน 376 เสียง
ส่วนการที่ ทักษิณ เลื่อนวันกลับไทยจากเดิม 10 ส.ค. มาตรงกับวันเลือกนายกฯ 22 ส.ค. สำหรับ ชูวิทย์ มองว่า “แค่ประจวบเหมาะกันเฉย ๆ” สอดคล้องกับที่ ทักษิณ ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ว่า “มีคนไปดูฤกษ์ดูยามให้เห็นวันที่ 22 ส.ค. เขาบอกว่าเป็นวันดี” และประกาศ “ไม่เลื่อนแล้ว”
บีบีซีไทยถาม ชูวิทย์ ว่าจะใช้สรรพนามใดเรียก ทักษิณ เมื่อกลับมาประเทศไทย เขาตอบว่า “จะเรียกท่านเหมือนเดิม” แต่หากเรียกในฐานะบุคคลที่ตนศรัทธา เขาเปรียบอดีตนายกฯ ว่า เป็น “หลวงพ่อทักษิณ” เพราะมีบารมี ความขลัง เวลาลูกหลานและประชาชนทุกข์ยาก ก็จะเข้าไปปรึกษา
ส่วนความรู้สึกหากได้ร่วมต้อนรับทักษิณในวันที่ 22 ส.ค. คือ “เจอกันก็มีความสุข เหมือนกับแม่ไปรอรับลูกกำลังจะกลับจากกรุงเทพฯ ไม่ได้เจอกันนาน เคยคุยทางโทรศัพท์ แต่ก็ไม่เหมือนเจอตัวจริง”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
แต่สำหรับ นิรมิต เขาจะเรียกทักษิณว่า “ท่านนายกฯ” แต่ในฐานะบุคคลที่ตนเลื่อนใสศรัทธา เขาเปรียบนายทักษิณ เสมือน “พระประธานกลางบ้าน” ที่ครอบครัวและตระกูลของเขา รวมถึงประชาชนอีกมากเคารพนับถือ และเป็น “สัญลักษณ์ของเพื่อไทย” ที่จะช่วยเรียกความมั่นใจให้แก่ผู้สนับสนุน และคนในพรรคเพื่อไทย
แม้ศรัทธาในพรรคเพื่อไทยจะสั่นคลอน จากการไปร่วมรัฐบาลกับพรรค “2 ลุง” แต่ นิรมิต เชื่อมั่นว่า การกลับมาไทยของทักษิณ จะฟื้นคืนศรัทธากลับมาได้ พร้อมกับการ “รีแบรนด์” ของเพื่อไทย ที่จะผลัดใบให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมามีบทบาท
“เมื่อท่านกลับมาเป็นพระประธานกลางบ้าน ก็เชื่อว่าเพื่อไทยจะชนะคู่แข่งได้ (ในอนาคต)”











