วิเคราะห์: เหตุใดทรัมป์กลายเป็นผู้สั่นคลอนระเบียบโลกมากกว่าผู้นำสหรัฐฯ คนอื่น นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

The US President Donald Trump takes oath on the day of his Presidential Inauguration at the Rotunda of the U.S. Capitol in Washington in January 2025.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
    • Author, ลิซ ดูเซต
    • Role, หัวหน้าผู้สื่อข่าวต่างประเทศ, บีบีซี

เขาส่งสัญญาณเตือนไปยังทั่วโลกตั้งแต่วันแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสมัย

"จะไม่มีสิ่งใดมาขวางเราได้" ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศขณะกล่าวปาฐกถาสาบานตนเข้ารับตำแหน่งกลางฤดูหนาวอันหนาวเหน็บในกรุงวอชิงตันท่ามกลางเสียงปรบมืออันกึกก้องเมื่อวันนี้ของปีที่แล้วซึ่งเป็นการเริ่มต้นวาระที่สองของเขา

โลกให้ความสนใจเรื่องนี้น้อยเกินไปหรือไม่

ภายในสุนทรพจน์ของเขาในวันนั้น มีการกล่าวถึงหลักคำสอนในศตวรรษที่ 19 ที่เรียกว่า "การสร้างลิขิตสวรรค์ให้เป็นจริง (manifest destiny)" ซึ่งเป็นแนวคิดที่เชื่อว่าสหรัฐฯ นั้นได้รับมอบหมายจากพระเจ้าให้ขยายดินแดนไปทั่วทั้งทวีป พร้อมกับเผยแพร่อุดมการณ์แบบอเมริกัน

ในขณะนั้นเป้าหมายของเขาคือ คลองปานามา โดยทรัมป์ประกาศว่า "เราจะยึดมันคืนมา"

บัดนี้ คำประกาศซึ่งถูกถ่ายทอดด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวเช่นเดียวกันนี้กำลังมุ่งไปยังเกาะกรีนแลนด์

ประโยคที่ว่า "เราต้องได้มันมา" กลายเป็นคาถาใหม่ ผุดขึ้นมาในห้วงเวลาที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงร้ายแรง

ประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เต็มไปด้วยการรุกราน การยึดครอง และปฏิบัติการลับเพื่อโค่นล้มผู้นำและรัฐบาลต่าง ๆ ที่สร้างผลกระทบและข้อถกเถียงไปทั่ว แต่ในศตวรรษที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีประธานาธิบดีอเมริกันคนใดขู่จะยึดดินแดนของพันธมิตรที่ยาวนาน และปกครองดินแดนนั้นโดยฝืนเจตจำนงของประชาชน

ไม่มีผู้นำสหรัฐฯ คนใดเคยทำลายบรรทัดฐานทางการเมืองอย่างรุนแรงเช่นนี้ หรือเคยข่มขู่พันธมิตรซึ่งยืนหยัดร่วมกันเป็นเสาหลักของระเบียบโลกกันมาตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง

แทบไม่มีข้อสงสัยเลยว่า กฎเกณฑ์เดิมกำลังถูกละเมิดอย่างไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ

สำหรับผู้สนับสนุนทั้งในประเทศและต่างประเทศทรัมป์กำลังถูกมองว่าอาจเป็นประธานาธิบดีที่ "เปลี่ยนแปลงสหรัฐฯ มากที่สุด" เขาก็สร้างความตื่นตระหนกให้กับหลายรัฐบาลทั่วโลกขณะเดียวกันก็ทำให้รัสเซียกับจีนจับตาอยู่เงียบ ๆ

แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อทรัมป์โดยตรง ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศสเตือนอย่างตรงไปตรงมาในงานสภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ในสวิตเซอร์แลนด์ว่า "นี่คือการเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกที่ไร้กฎเกณฑ์ กฎหมายระหว่างประเทศถูกย่ำยี และกฎเดียวที่ดูเหมือนจะมีความหมายคืออำนาจของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งมาพร้อมกับการกลับมาของความทะเยอทะยานจะสร้างจักรวรรดิ"

French President Emmanuel Macron speaks during a plenary session at the Congress Hall during the 56th annual meeting of the World Economic Forum (WEF) in Davos

ที่มาของภาพ, EPA/Shutterstock

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส กล่าวในงานประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก ( The World Economic Forum - WEF) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ความกังวลว่าอาจจะเกิดสงครามการค้าที่สร้างความเดือดร้อนอีกนั้นกำลังทวีคูณขึ้น ในบางวงการยังวิตกว่าพันธมิตรทางทหารนาโตซึ่งอยู่ยั้งยืนยงมานานกว่า 76 ปีอาจตกอยู่ในความเสี่ยง หากเกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดคือ กรณีที่ผู้นำกองทัพสูงสุดของสหรัฐฯ พยายามยึดครองกรีนแลนด์ด้วยกำลังทหาร

ขณะเดียวกันผู้สนับสนุนทรัมป์ก็กำลังก้าวขึ้นมาสนับสนุนวาระ "อเมริกาต้องมาก่อน" ของเขา ซึ่งสวนทางกับระเบียบโลกแบบพหุภาคีหลังสงครามโลก

ก่อนหน้านี้รายการบีบีซีนิวส์ฮาวร์ (BBC Newshour) สัมภาษณ์แรนดี ฟายน์ สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกันว่า การยึดกรีนแลนด์จะขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติหรือไม่ เขาตอบว่า "ผมคิดว่าสหประชาชาติล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในฐานะองค์กรที่สนับสนุนสันติภาพในโลก และพูดตามตรง ไม่ว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร การทำในทางตรงกันข้ามอาจเป็นสิ่งที่ถูกต้องด้วยซ้ำ"

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ฟายน์ได้เสนอร่างกฎหมายชื่อ "กฎหมายผนวกและให้สถานะมลรัฐแก่กรีนแลนด์" (Greenland Annexation and Statehood Act) ในสภาคองเกรส

พันธมิตรของสหรัฐฯ กำลังกังวลควรตอบสนองอย่างไรเมื่อดูเหมือนไม่มีอะไรจะขวางทางทรัมป์ได้

ตลอดปีที่ผ่านมา ผู้นำโลกหยิบยกถ้อยคำต่าง ๆ เพื่อพยายามหาหนทางรับมือกับประธานาธิบดีทรัมป์ผู้คาดเดาได้ยาก และยังดำรงอีกตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐฯ ด้วย

"เราต้องพิจารณา[เจตนาของ]เขาอย่างจริงจัง แต่ต้องไม่ตีความตามตัวอักษรหรือคำพูด" คือคำอธิบายจากผู้ที่เชื่อว่าทุกอย่างสามารถคลี่คลายได้ผ่านการเจรจา

แนวคิดนี้ได้ผลก็จริง แต่ก็ได้ผลมาเพียงครั้งเดียวคือครั้งที่ยุโรปมีความพยายามสร้างท่าทีร่วมกันต่อสงครามของรัสเซียที่ระดมถล่มยูเครน

ทรัมป์มักเปลี่ยนทิศทางจากสัปดาห์หนึ่งไปสู่อีกสัปดาห์หนึ่งบางครั้งแสดงท่าทีสอดคล้องกับรัสเซีย จากนั้นเอนเอียงไปทางยูเครน ก่อนจะหวนกลับไปอยู่ในวงโคจรของรัสเซียอีกครั้ง

"เขาเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์" คือคำอธิบายจากผู้ที่มองว่าจุดยืนแบบสุดขั้วของทรัมป์สะท้อนถึงยุทธวิธีการต่อรองจากยุคที่เขาอยู่ในวงการอสังหาฯ ในนครนิวยอร์ก

เสียงสะท้อนของแนวคิดนั้นปรากฏให้เราเห็นผ่านคำขู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเขาเรื่องปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน แม้จะชัดเจนว่าทางเลือกทางทหารยังคงวางกองอยู่บนโต๊ะอันเต็มไปด้วยทางเลือกมากมายของเขาในตอนนี้

"เขาไม่ได้มีวิธีการพูดแบบนักการเมืองดั้งเดิม" มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ อธิบาย เมื่อถูกซักถามเรื่องยุทธวิธีของทรัมป์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า "เขาพูดแล้วเขาก็ทำ" คือคำชมสูงสุดที่เขามอบให้ประธานาธิบดีของเขา โดยเปรียบเทียบกับผลงานที่เขามองว่าย่ำแย่ของผู้นำคนก่อน ๆ

รูบิโอเป็นหนึ่งในเสียงหลักที่ออกมาพยายามชะลอความรุนแรงของคำขู่ในประเด็นการยึดครองกรีนแลนด์ของทรัมป์ โดยย้ำว่าเขาต้องการซื้อผืนดินน้ำแข็งขนาดมหึมาที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์แห่งนี้ ไม่ใช่บุกยึด

เขาชี้ให้เห็นว่า ทรัมป์ไล่พิจารณาทางเลือกว่าจะซื้อเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ได้ด้วยวิธีใดบ้างมาตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งรอบแรกเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากจีนและรัสเซีย

แต่ก็ไม่มีสิ่งใดปฏิเสธถึงยุทธศาสตร์ของทรัมป์ที่ใช้วิธีกดดัน ไม่เห็นคุณค่าของการดำเนินการร่วมกัน และการที่เขาเชื่อว่าผู้แข็งแกร่งย่อมถูกต้องเสมอ

"เขาเป็นนักดีลและชอบอำนาจแบบดิบ ๆ สไตล์มาเฟีย" แซนนี มินตัน เบดโดส์ บรรณาธิการบริหารนิตยสารดิอีโคโนมิสต์ (The Economist) กล่าว

"เขาไม่เห็นประโยชน์ของพันธมิตร ไม่ได้มีแนวคิดว่าอเมริกาหมายถึงอุดมการณ์หรือชุดของคุณค่าใด เขาไม่ใส่ใจสิ่งเหล่านั้นเลยด้วยซ้ำ"

และเขาก็ไม่ปิดบังสิ่งนี้

"นาโตไม่เป็นที่หวั่นเกรงของรัสเซียหรือจีนเลย แม้แต่น้อย" ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ (New York Times) ในบทสนทนาครอบคลุมหลากหลายประเด็นเมื่อต้นเดือนนี้ "พวกเขากลัวเรามากกว่าอย่างมหาศาล"

หากเรื่องความมั่นคงเป็นประเด็นสําคัญจริง สหรัฐฯ ก็มีทหารประจำการในกรีนแลนด์อยู่แล้ว และตามข้อตกลงปี 1951 สหรัฐฯ ก็ยังสามารถส่งกำลังเพิ่มเติมและเปิดฐานทัพเพิ่มได้

"ผมต้องได้ครองมัน" คือคำพูดสิ่งที่ทรัมป์แสดงจุดยืนเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา

และเขาก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนบ่อยครั้งว่า "ผมอยากจะเอาชนะ" ขณะที่หลักฐานที่ยืนยันว่าประเด็นนี้ต่างหากคือหัวใจสำคัญกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในนั้นคือการที่เขากลับลำนโยบายในปีที่ผ่านมาได้สร้างความมึนงงอย่างยิ่ง

Caps with slogans supporting Greenland placed on a shelf. The slogans on the caps include "Not for SALE!" and "Already Great".

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, พบว่ามีการวางสินค้าจำหน่ายในร้านค้าต่าง ๆ ในกรุงโคเปนเฮเกน โดยเนื้อหาสินค้ารณรงค์คัดค้านไม่ให้สหรัฐฯ ยึดครองกรีนแลนด์โดยซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์ก

ในระหว่างการเดินทางต่างประเทศครั้งแรกของวาระที่สองที่กรุงริยาดเมื่อเดือน พ.ค. เราได้เห็นว่าการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งสำคัญของเขาในครั้งนั้นได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามเพียงใด

ทรัมป์พุ่งเป้าไปที่พวก "ผู้นิยมการแทรกแซง" ของอเมริกา ซึ่งเขาตำหนิว่าคนกลุ่มนี้ "ทำลายชาติต่าง ๆ มากกว่าสร้าง...ในสังคมที่ซับซ้อน(ของชาติ)ที่พวกเขาเองก็ไม่เข้าใจ(สังคมนั้น)ด้วยซ้ำ"

เมื่อครั้งที่อิสราเอลโจมตีอิหร่านในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา มีรายงานว่าทรัมป์เตือนนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลว่าอย่าข่มขู่ทางทหารต่อรัฐบาลอิหร่านอันจะทำให้ความพยายามทางการทูตของเขาตกอยู่ในความเสี่ยง

แต่ภายในสิ้นสัปดาห์ดังกล่าว เมื่อเขาเห็นความสำเร็จของอิสราเอลในการลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ระดับสูงและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของอิหร่าน ทรัมป์อุทานออกมาว่า "ผมคิดว่ามันยอดเยี่ยมมาก"

คำว่า "การปรับเปลี่ยนแนวความคิดต่อความรุนแรงหรือสุดโต่งของบุคคลใด ๆ ให้ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ยอมรับในวงกว้างมากขึ้น หรือ "sane-washing" เป็นถ้อยคำที่เอ็ดเวิร์ด ลูซ แห่งไฟแนนเชียล ไทมส์ ( Financial Times) บัญญัติขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน เพื่ออธิบายภาพลักษณ์ที่สุภาพสวยงามที่โลกพยายามฉายให้ทรัมป์ ผ่านขบวนผู้นำที่ผลัดกันเดินทางไปพบเขาพร้อมของขวัญระยิบระยับและคำสรรเสริญอันหรูหราเพื่อพยายามดึงเขาเข้าฝ่ายตน

"ผู้แก้ต่างให้ทรัมป์ต่างทำงานตลอดเวลาเพื่อทำให้นโยบายของเขาดูสมเหตุสมผล คนเหล่านี้ยังมีจำนวนมากกว่าผู้ที่ศรัทธาเขาจริง ๆ" ลูซเขียนไว้ในคอลัมน์ล่าสุดของเขา

 Donald Trump gestures next to Saudi Crown Prince Mohammed Bin Salman. Trump wears a dark suit and red tie, while the prince is in a long, brown robe.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ทรัมป์พบกับมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ของซาอุดีอาระเบีย ที่กรุงริยาดในเดือน พ.ค. 2025

ภาพนี้ฉายออกมาชัดเจนเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เมื่อบรรดาผู้นำทั่วโลกได้รับเชิญให้มาร่วมเฉลิมฉลองคำประกาศของทรัมป์ว่า "ในที่สุด เราก็มีสันติภาพในตะวันออกกลาง" เป็นครั้งแรกในรอบ "3,000 ปี" ที่เมืองตากอากาศริมทะเลแดง ชาร์ม เอล-ชีค (Sharm El-Sheikh) ของอียิปต์

แผนสันติภาพระยะแรกของของเขาได้ก่อให้เกิดการหยุดยิงในฉนวนกาซาอันจำเป็นอย่างยิ่งทั้งยังทำให้เกิดการปล่อยตัวตัวประกันชาวอิสราเอลอย่างเร่งด่วน

การทูตเชิงแข็งกร้าวของทรัมป์บีบบังคับให้เนทันยาฮู รวมถึงฮามาส จนยอมตกลงเรื่องนี้ได้ นับเป็นความก้าวหน้าใหญ่ที่มีเพียงทรัมป์เท่านั้นที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้

แต่น่าเศร้ามันไม่ใช่รุ่งอรุณของสันติภาพและไม่มีใครที่นั่นเคยเอ่ยส่วนที่ถูกทำให้เงียบงันออกมา

เมื่อปีที่แล้ว แนวทางของทรัมป์ถูกตีกรอบด้วยแนวคิด Manifest Destiny ส่วนปีนี้คือหลักนิยมมอนโร (Monroe Doctrine) ในต้นศตวรรษที่ 19 ซึ่งหลังการบุกเวเนซุเอลา ได้รับการปรับโฉมใหม่เป็น "หลักการดอนโร" (Donroe Doctrine)

ในตอนนี้ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นเจ้าของแนวคิดนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากผู้สนับสนุนที่เหนียวแน่นในทีมของเขา พร้อมความเชื่อว่าสหรัฐฯ สามารถลงมือปฏิบัติได้ตามต้องการ ทั้งใน "สวนหลังบ้าน " และไกลกว่านั้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของอเมริกา

US President Donald Trump gestures next to Israeli Prime Minister Benjamin Netanyahu at Ben Gurion International Airport as Trump leaves Israel en route to Sharm El-Sheikh in October 2025.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ในเดือน ต.ค. เบนจามิน เนทันยาฮู เรียกทรัมป์ว่าเป็น "เพื่อนผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด" ที่อิสราเอลเคยมีมาในทำเนียบขาว

บางครั้งเขาถูกเรียกว่าเป็นกลุ่มผู้โดดเดี่ยวทางการเมือง (isolationist) บางครั้งก็ถูกมองว่าเป็นพวกฝักใฝ่การแทรกแซง (interventionist) แต่มีคำขวัญหนึ่งที่พาเขากลับสู่อำนาจได้จนสำเร็จ คำขวัญนั้นคือ "ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครัง (Make America Great Again)"

และในจดหมายที่เขาส่งถึงนายกรัฐมนตรีโยนัส การ์ สเตอเรอ แห่งนอร์เวย์ ทรัมป์ได้เน้นย้ำถึงความไม่พอใจอย่างรุนแรงของเขาที่ไม่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปีนี้

ทรัมป์แจ้งต่อสเตอเรอว่า "ผมไม่รู้สึกว่ามีพันธกรณีที่จะต้องคิดถึงสันติภาพเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แม้สันติภาพจะยังเป็นหลักเสมอไปก็ตาม แต่ตอนนี้ผมสามารถคิดได้แล้วว่าสิ่งใดดีและเหมาะสมต่อสหรัฐอเมริกา"

ฉันถามถึงเหตุการณ์นี้ต่อเอสเพน บาร์ธ ไอเด รัฐมนตรีต่างประเทศนอร์เวย์ เขาตอบบีบีซีด้วยท่าทีเชิงการทูตว่า "เป็นวันที่ดีที่จะมีอารมณ์แบบชาวนอร์ดิก"

กล่าวคือนอร์เวย์ยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง แต่หนักแน่นดุจน้ำแข็ง ในการปกป้องกรีนแลนด์ เดนมาร์ก และความมั่นคงร่วมกันในอาร์กติก

ปฏิกิริยาของยุโรปยังคงทอดยาวบนพื้นน้ำแข็งทางการเมืองที่ลื่นไหลนี้

ขณะที่ประธานาธิบดีมาครงของฝรั่งเศสให้คำมั่นว่าจะเปิดฉากใช้ "ปืนใหญ่การค้า" ของสหภาพยุโรป เพื่อการตั้งภาษีตอบโต้และจำกัดไม่ให้สหรัฐฯ เข้าถึงตลาดยุโรปซึ่งทำกำไรมหาศาล

ด้านจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรยุโรปที่ใกล้ชิดที่สุดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ พูดอย่างคลุมเครือว่ามี "ปัญหาด้านความเข้าใจและการสื่อสารคลาดเคลื่อน"

ขณะที่ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรได้ออกมาปกป้องบูรณภาพเหนือดินแดนของกรีนแลนด์อย่างหนักแน่นต่อสาธารณะ แต่ก็ต้องการปกป้องความสัมพันธ์ส่วนตัว[กับผู้นำสหรัฐฯ ]อันแน่นแฟ้นที่เขาสร้างขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา ด้วยการหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีตอบโต้

US President Donald Trump and British Prime Minister Sir Keir Starmer announce an agreement between the two countries as they hold a press conference at Chequers in September 2025.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, เซอร์ เคียร์ได้รักษาความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรโดยส่วนใหญ่กับทรัมป์ นับตั้งแต่เขาเริ่มดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง

ทรัมป์ก็ไม่ได้ยั้งมืออีกต่อไป เขาโพสต์ข้อความส่วนตัวที่ได้รับจากบรรดาผู้นำซึ่งใช้เครื่องมือการทูตแบบดั้งเดิมเพื่อพยายามให้เขาอยู่ฝ่ายเดียวกัน

"เรามาทานอาหารเย็นกันที่กรุงปารีสในวันพฤหัสบดีไหม ก่อนที่คุณจะกลับสหรัฐฯ" ฝ่ายประธานาธิบดีฝรั่งเศสเสนอ พร้อมตั้งคำถามท่ามกลางคำชื่นชมต่อความสำเร็จด้านนโยบายต่างประเทศอื่น ๆ ว่า "ผมไม่เข้าใจว่าคุณกำลังทำอะไรกับกรีนแลนด์"

"แทบรอพบคุณไม่ไหว" มาร์ค รุตเตอ เลขาธิการนาโตเขียน เขาเคยเรียกทรัมป์ว่า "แด๊ดดี้" หลังทรัมป์จัดการสงคราม 12 วันระหว่างอิหร่าน-อิสราเอลอย่างแข็งกร้าวเมื่อปีที่แล้ว

รุตเตอและผู้นำคนอื่น ๆ เคยให้เครดิตทรัมป์ เมื่อคราวที่เขาออกปากขู่ตรง ๆ เพื่อบีบให้ชาติสมาชิกนาโตเพิ่มงบป้องกันประเทศอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ย้อนกลับไปถึงสมัยดำรงตำแหน่งวาระแรก คำเตือนของทรัมป์ได้เร่งให้เกิดสิ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก่อนหน้าหลายคนเรียกร้องและสมาชิกนาโตกำลังเริ่มดำเนินภายใต้เงาของภัยคุกคามจากรัสเซีย

ในอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก ประเทศที่ยืนอยู่ใต้เงาของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน ก็กำลังพยายามสร้างเส้นทางใหม่ แม้จะต้องเผชิญความท้าทายของตนเองก็ตาม

"เราต้องยอมรับโลกตามที่มันเป็น ไม่ใช่ตามที่เราอยากให้มันเป็น" คือถ้อยคำสะท้อนอย่างตรงไปตรงมาของมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ระหว่างการเยือนจีนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

นี่เป็นการเยือนกรุงปักกิ่งของผู้นำแคนาดาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 หลังจากหลายปีแห่งความตึงเครียด และมันส่งสัญญาณชัดเจนถึงโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การที่ทรัมป์ขู่ว่าจะผนวกประเทศเพื่อนบ้านทางเหนือได้ผุดขึ้นมาสร้างความตะลึงอีกครั้งในสัปดาห์นี้ คำขู่ดังกล่าวเกิดขึ้นจากโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ที่แสดงภาพซีกโลกตะวันตกปกคลุมด้วยลวดลายดาวและแถบสี รวมทั้งแคนาดาและกรีนแลนด์

ชาวแคนาดารู้ดีว่ามีความเสี่ยงที่พวกเขาอาจเป็นรายต่อไป

คาร์นีย์ อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางซึ่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของแคนาดาเมื่อปีที่แล้วได้เพราะประชาชนเชื่อมั่นว่าเขาเป็นผู้ที่พร้อมที่สุดในการรับมือทรัมป์

เขาตอบโต้ทรัมป์แบบ "ดอลลาร์ต่อดอลลาร์" ตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยการเก็บภาษีตอบโต้ จนกระทั่งมันกลายเป็นภาระหนักเกินไปสำหรับเศรษฐกิจแคนาดาที่เล็กกว่ามาก และพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ มากกว่า 70%

เมื่อคาร์นีย์ขึ้นเวทีที่ดาวอสเมื่อวันอังคาร เขาก็เน้นย้ำถึงจุดเปลี่ยนที่สั่นสะเทือนนี้เช่นกัน

"โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความเป็นมหาอำนาจของอเมริกาเคยมีบทบาทในการช่วยจัดหาสินค้าสาธารณะ เปิดเส้นทางเดินเรือ สร้างระบบการเงินที่มั่นคง เสริมสร้างความมั่นคงร่วมกัน และสนับสนุนกรอบการแก้ไขข้อพิพาท" เขากล่าว ก่อนเสริมอย่างตรงไปตรงมาว่า "เรากำลังอยู่ท่ามกลางความแตกแยก ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่าน"

ในวันพุธนี้ ทรัมป์จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์จากโพเดียมเดียวกันนั้น ท่ามกลางสายตาทั่วโลกที่จับจ้อง

เมื่อนิวยอร์กไทมส์ถามเขาในเดือนนี้ว่า อะไรสามารถหยุดเขาได้ ทรัมป์ตอบว่า "ศีลธรรมของผมเอง ความคิดของผมเอง นั่นคือสิ่งเดียวที่หยุดผมได้"

และนั่นคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังขบวนแห่พันธมิตรที่กำลังพยายามชักจูง ประจบ หรือกดดันเขาให้เปลี่ยนใจ

ถึงคราวนี้ ก็ไม่แน่เสมอไปว่าพวกเขาจะทำสำเร็จ