วิเคราะห์: เมื่อเผชิญหน้าปมกรีนแลนด์ ยุโรปอาจไม่ใช้ไม้อ่อนกับทรัมป์อีกต่อไป

People hold Greenlandic flags and placards
    • Author, แคทยา แอดเลอร์
    • Role, บรรณาธิการข่าวยุโรปบีบีซี

บางสิ่งบางอย่างในยุโรปถึงจุดแตกหักแล้วหลังโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ (19 ม.ค.) ที่ผ่านมาว่าสหรัฐฯ ต้องการกรีนแลนด์ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ

เมื่อนักข่าวถามทรัมป์ว่า เขาเตรียมพร้อมที่จะใช้กำลังเข้ายึดกรีนแลนด์หรือไม่ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ตอบว่า "ไม่มีความคิดเห็น" และนั่นก็ทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในกรีนแลนด์ถึงกับต้องรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ อีกครั้ง

กรีนแลนด์ถือเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปและนาโต ขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังกดดันพันธมิตรของเดนมาร์กในทั้งสององค์กรอย่างหนักให้ละทิ้งเดนมาร์กและเปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าควบคุมกรีนแลนด์ ผ่านการใช้มาตรการเก็บภาษีตอบโต้ในอัตราสูงต่อสินค้าส่งออกทั้งหมดที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ

สถานการณ์เช่นนี้ถือเป็นฝันร้ายของเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งกำลังซบเซาอยู่แล้ว โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ อย่างมาก เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมนี และตลาดสินค้าแบรนด์หรูของอิตาลี

Greenland's Head of Government Jens-Frederik Nielsen (L) and Denmark's Prime Minister Mette Frederiksen give a statement

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผลการสำรวจพบว่าชาวอเมริกัน 55% ไม่ต้องการซื้อเกาะกรีนแลนด์

เมื่อวันที่ 19 ม.ค. รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของเยอรมี กล่าวว่า "เราจะไม่ยอมให้ตัวเองถูกข่มขู่" หลังการประชุมฉุกเฉินกับฝรั่งเศส

คำขู่ของทรัมป์นั้นราวกับเป็นการตบหน้ารัฐบาลยุโรป ซึ่งทั้งสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรที่ต่างแยกกันเจรจา เพิ่งจะบรรลุข้อตกลงด้านภาษีกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว

"เรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน เราไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน พันธมิตรซึ่งเป็นเพื่อนมิตรที่คบหากันมานานกว่า 250 ปี กำลังพิจารณาใช้มาตรการภาษี… เป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์" โรลองด์ เลสกูร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฝรั่งเศส กล่าว

ด้านลาร์ส คลิงไบล์ รัฐมนตรีคลังเยอรมนี กล่าวเสริมว่า "เส้นได้ถูกข้ามไปแล้ว... คุณคงเข้าใจว่าวันนี้ผมยังไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งหนึ่งต้องชัดเจน นั่นคือ ยุโรปต้องเตรียมพร้อม"

แนวทางอ่อนโยนและประนีประนอมต่อทรัมป์ ซึ่งผู้นำยุโรปดูเหมือนจะเลือกใช้มาโดยตลอด นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาดำรงตำแหน่งสมัยที่สองในทำเนียบขาว ก็ดูเหมือนจะหมดความชอบธรรมลงไปแบบทันทีทันใด

ยุทธศาสตร์ไม้อ่อน-ไม่แข็ง ของยุโรป

คงยังเร็วเกินไปที่จะกล่าวคำอาลัยครั้งสุดท้ายให้แก่ความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกอย่างไรก็ดี อย่างน้อยสหภาพยุโรปก็ยังหวังจะเข้าไปเจรจากับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่สวิตเซอร์แลนด์ในวันพุธนี้ ระหว่างการประชุมเศรษฐกิจโลกด้วยท่าทีแบบ "พูดอย่างนุ่มนวล แต่ถือไม้แข็งไว้ในมือ" ถ้าจะเอาคำพูดของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ มากล่าวใหม่

ธีโอดอร์ (เท็ดดี้) รูสเวลต์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เชื่อว่า การบรรลุเป้าหมายต้องอาศัยการทูตที่มีอำนาจและพลังที่น่าเชื่อถือหนุนหลัง และในเวลานี้ยุโรปก็ดูเหมือนกำลังหันมาใช้แนวทางไม้อ่อน-ไม้แข็งนี้ หรือเล่นบท ตำรวจดี–ตำรวจร้าย (good cop, bad cop approach) มากขึ้น

ผู้นำยุโรปกำลังบอกกับประธานาธิบดีทรัมป์ว่า พวกเขาพร้อมสนับสนุนทรัมป์ในการให้ความสำคัญกับความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่สหรัฐฯ จะต้องเดินหน้าเพียงลำพังกรณีกรีนแลนด์

ขณะเดียวกัน นักการทูตของสหภาพยุโรปก็ส่งสัญญาณว่า กำลังพิจารณามาตรการตอบโต้ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 93,000 ล้านยูโร หรือแม้แต่การจำกัดการเข้าถึงตลาดเดียวขนาดใหญ่ของอียูสำหรับธุรกิจอเมริกัน ซึ่งอาจรวมถึงภาคธนาคารและบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูง หากทรัมป์เดินหน้ามาตรการที่ถูกขนานนามว่า "ภาษีกรีนแลนด์"

US President Donald Trump speaks to members of the media on the South Lawn of the White House

ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้นำยุโรปกำลังบอกกับประธานาธิบดีทรัมป์ว่า พวกเขาพร้อมสนับสนุนทรัมป์ในการให้ความสำคัญกับความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่สหรัฐฯ จะต้องดำเนินการเพียงลำพังในเรื่องกรีนแลนด์

มีแนวโน้มสูงที่มาตรการตอบโต้เหล่านี้จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงผู้บริโภคในสหรัฐฯ เช่นกัน

นักลงทุนจากสหภาพยุโรปมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในเกือบทุก 50 รัฐของสหรัฐฯ ประเมินว่าธุรกิจเหล่านี้เป็นแหล่งจ้างงานชาวอเมริกันราว 3.4 ล้านตำแหน่ง

สหภาพยุโรปอาจมีเสียงที่ไม่แข็งแรงนักบนเวทีการทูตระหว่างประเทศ เนื่องจากเป็นกลุ่มของ 27 ประเทศที่มักมีความเห็นขัดแย้งกันเองอยู่บ่อยครั้ง แต่ในด้านเศรษฐกิจและการค้าโลกอียูกลับมีอิทธิพลอย่างมหาศาล และการตัดสินใจสำคัญส่วนใหญ่อยู่ในมือของคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งดำเนินการในนามของประเทศสมาชิกตลาดเดียวของอียู

สหภาพยุโรปยังเป็นผู้ค้าสินค้าและบริการรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีสัดส่วนเกือบ 16% ของการค้าโลกในปี 2024

ด้วยเหตุนี้ สหภาพยุโรปจึงได้แต่ภาวนาให้ประธานาธิบดีทรัมป์ยอมถอยจากท่าทีแข็งกร้าวสุดโต่งของตนเอง และหันมาเจรจาหาทางออกแบบประนีประนอม หากเขาตระหนักได้ว่า ท้ายที่สุดเขาอาจได้เกาะแห่งหนึ่งอย่างกรีนแลนด์มา แต่กลับต้องสูญเสียพันธมิตรใกล้ชิดอย่างยุโรปไป พร้อมทั้งถูกมองว่าเป็นผู้รับผิดชอบต่อค่าครองชีพของผู้บริโภคชาวอเมริกันที่เพิ่มสูงขึ้น อันเป็นผลจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหภาพยุโรป

"สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือการมีส่วนร่วม ไม่ใช่การยกระดับความขัดแย้ง" โอลอฟ กิลล์ รองโฆษกคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวเมื่อวันจันทร์ (19 ม.ค.)

(L-R) Britain's Prime Minister Keir Starmer, Italy's Prime Minister Giorgia Meloni, Ukraine's President Volodymyr Zelensky, Nato Secretary General Mark Rutte, France's President Emmanuel Macron, Poland's Prime Minister Donald Tusk and Germany's Chancellor Friedrich Merz pose for a family picture

ที่มาของภาพ, WPA Pool/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ยุโรปต้องการสหรัฐฯ ในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพสำหรับยูเครนและเพื่อความมั่นคงของภูมิภาค

"ทรัมป์กำลังบีบให้ชาวยุโรปต้องยืนหยัดให้ได้" นิคลาส โพอิทิเยร์ นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศจากสถาบันคลังสมองบรูเกลซึ่งตั้งอยู่ในบรัสเซลส์ กล่าว

"แม้ความเสียหายจากมาตรการภาษีของทรัมป์จะเป็นสิ่งที่ยุโรปยังพอรับมือได้… แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้น ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ หากเป็นเรื่องความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศ"

"สหภาพยุโรปไม่สามารถนิ่งเฉยหรือไม่ตอบโต้ได้"

ความเชื่อมั่นต่อหลักประกันด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ

ทว่าเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สก็อตต์ เบสเซนต์ จะไม่ประทับใจกับท่าทีของยุโรปนัก

ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองดาวอส เขาอธิบายภาพในใจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ตัดสินใจแล้วอย่างแน่วแน่ โดยกล่าวว่า "ประธานาธิบดีกำลังมองกรีนแลนด์ในฐานะสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา เราจะไม่ว่ามอบหมายหรือฝากภารกิจความมั่นคงในซีกโลกของเราไว้กับคนอื่น"

เขายังเตือนว่า การที่ยุโรปใช้มาตรการภาษีตอบโต้จะเป็นสิ่งที่ "ไม่ฉลาด" และนี่เองก็คือจุดที่ยุโรปดูเหมือนจะติดกับดัก จะลงมือก็ผิด จะไม่ทำอะไรก็ผิด

ชาวยุโรปบางส่วนกังวลว่า หากพวกเขาเลือกใช้ท่าทีเผชิญหน้ากับทรัมป์มากขึ้นในเวลานี้ ก็อาจยิ่งผลักสหรัฐฯ ให้ออกห่างไปอีก

และความจริงอันโหดร้ายก็คือ ยุโรปยังคงต้องพึ่งพารัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งในการผลักดันข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืนสำหรับยูเครน และเพื่อความมั่นคงของทวีปยุโรปเอง แม้ยุโรปจะให้คำมั่นว่าจะเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมมากขึ้นแล้วก็ตาม แต่ก็ยังต้องพึ่งพาสหรัฐฯ อย่างหนักอยู่ดี

The HDMS Vaedderen frigate

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กองทัพเรือเดนมาร์กออกลาดตระเวนใกล้เมืองนุก เมืองหลวงของกรีนแลนด์ เมื่อต้นเดือนนี้

ขณะย้ำจุดยืนสนับสนุนอธิปไตยของเดนมาร์กและกรีนแลนด์ เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ก็พยายามเน้นประเด็นนี้อย่างชัดเจนเมื่อวันจันทร์ โดยกล่าวว่า การเดินหน้าทำงานร่วมกับสหรัฐฯ ในด้านการป้องกันประเทศ ความมั่นคง และข่าวกรองนั้น "เป็นผลประโยชน์แห่งชาติของสหราชอาณาจักร"

"การยับยั้งนิวเคลียร์คืออาวุธสำคัญที่สุดของเรา และการใช้มันเพื่อรับประกันความปลอดภัยของทุกคนในสหราชอาณาจักร คือหน้าที่หลักของผม และสิ่งนั้นจำเป็นต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐอเมริกา" เขากล่าว

แต่หากยุโรปยังคงพยายาม "บริหารจัดการ" ประธานาธิบดีทรัมป์ มากกว่าจะยืนหยัดเผชิญหน้ากับเขา ในยามที่ทรัมป์กำลังข่มขู่อธิปไตยของพันธมิตรนาโตด้วยกันเองอย่างเดนมาร์ก และสาดมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจใส่พันธมิตรประเทศอื่น ๆ หากให้การสนับสนุนรัฐบาลเดนมาร์ก ทวีปยุโรปก็เสี่ยงอย่างยิ่งที่จะถูกมองว่าอ่อนแออย่างมาก

British Prime Minister Keir Starmer delivers a speech

ที่มาของภาพ, Shutterstock

คำบรรยายภาพ, เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ สหราชอาณาจักร กล่าวว่าการเดินหน้าทำงานร่วมกับสหรัฐฯ ในด้านการป้องกันประเทศ ความมั่นคง และข่าวกรอง เป็นผลประโยชน์แห่งชาติของสหราชอาณาจักร

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา คายา คัลลาส นักการทูตระดับสูงสุดของสหภาพยุโรป เขียนบนเอ็กซ์ (X) ว่า "เราไม่มีความประสงค์จะเปิดศึก แต่เราจะยืนหยัดในจุดยืนของเรา"

ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีของเอสโตเนีย ซึ่งเป็นประเทศที่หวั่นเกรงเงาของรัสเซียที่มีท่าทีจะขยายอิทธิพลมากขึ้น เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะแสดงให้รัสเซียเห็นว่า ยุโรปทั้งสามารถ และจะแสดงความแข็งกร้าวได้ หากถูกกดดัน

"ชาวยุโรปไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือถอยหนีได้อีกต่อไปแล้ว" ทารา วาร์มา กล่าวกับบีบีซี เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์จากสถาบันคลังสมองเยอรมัน มาร์แชลล์ ฟันด์ (German Marshall Fund)

"ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ยุโรปพยายามใช้การทูตเชิงความสัมพันธ์ส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว [กับโดนัลด์ ทรัมป์] เพื่อผูกโยงเขาเข้ากับระบบการป้องกันร่วมของยุโรป และการรับประกันความมั่นคงให้ยูเครนหลังการหยุดยิงกับรัสเซีย" เธอกล่าว

แต่หากทรัมป์สามารถกลับลำได้อย่างฉับพลัน (อย่างที่เพิ่งเกิดขึ้น) ด้วยการเชื่อมโยงประเด็นเศรษฐกิจกับความมั่นคงและข่มขู่นาโตหากไม่ได้สิ่งที่ต้องการในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เธอจึงตั้งคำถามว่า ในท้ายที่สุดแล้ว ยุโรปจะยังสามารถเชื่อมั่นในหลักประกันด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลชุดนี้ได้มากน้อยเพียงใด

ปูตินและคณะกรรมการสันติภาพ

ผู้ที่ยืนดูสถานการณ์ทั้งหมดนี้จากข้างสนาม ไม่ได้มีแค่รัสเซียเท่านั้น แต่ยังรวมถึงจีนด้วย ในสายตาของพวกเขา โลกตะวันตกซึ่งในอดีตมีสหรัฐฯ และยุโรปเป็นแกนกลางที่แน่นแฟ้น อีกทั้งยังครองความเป็นใหญ่ทางการเมืองโลกมาหลายทศวรรษ กำลังเริ่มคลายอิทธิพลและแตกร้าวกันเอง

ตอนนี้ทิศทางของโลกกำลังถูกกำหนดด้วยประเทศมหาอำนาจมากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงรัสเซียและจีน หรือแม้แต่อินเดีย ซาอุดีอาระเบีย และบราซิลในระดับหนึ่ง

จีนหวังว่าความไม่แน่นอนและการกลับไปกลับมาของโดนัลด์ ทรัมป์ต่อบรรดาพันธมิตร จะทำให้รัฐบาลจีนดูเป็นหุ้นส่วนที่มั่นคงและน่าเชื่อถือมากกว่าในสายตานานาชาติ และช่วยดึงการค้าระหว่างประเทศให้ไหลเข้าหาจีนมากขึ้น

ด้านแคนาดา ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์เคยขู่ว่าจะทำให้กลายเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ เพิ่งบรรลุข้อตกลงการค้าขอบเขตจำกัดกับจีน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ลง

Vladimir Putin

ที่มาของภาพ, AFP via Getty

คำบรรยายภาพ, รัฐบาลรัสเซียระบุว่า วลาดิเมียร์ ปูติน ได้รับเชิญให้เข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพ

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังแสดงให้เห็นถึงท่าทีที่ไม่ให้ความสำคัญนักต่อสถาบันพหุภาคี เช่น นาโต และสหประชาชาติ ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นโดยชาติตะวันตกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อบริหารจัดการระเบียบโลก

บางฝ่ายชี้ไปที่ "คณะกรรมการสันติภาพ" (Board of Peace) ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์กำลังจัดตั้งขึ้น และมีรายงานว่าเขาต้องการจัดพิธีลงนามเปิดตัวในวันพฤหัสบดีนี้ ที่เมืองดาวอส ซึ่งผู้นำโลกและนักธุรกิจระดับแนวหน้าจำนวนมากกำลังเข้าร่วมการประชุมอยู่

ในทางหลักการ คณะกรรมการดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อกำกับดูแลการฟื้นฟูฉนวนกาซา หลังปฏิบัติการโจมตีอย่างหนักหน่วงของอิสราเอลตลอดสองปีที่ผ่านมา ซึ่งมีเป้าหมายทำลายกลุ่มฮามาส ภายหลังการโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023

อย่างไรก็ตาม กฎบัตรของคณะกรรมการนี้ระบุถึงการจัดตั้ง "องค์กรสร้างสันติภาพระหว่างประเทศที่คล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม" ซึ่งบ่งชี้ว่าขอบเขตอำนาจหน้าที่อาจกว้างไกลกว่านั้นมาก และอาจถึงขั้นถูกมองว่าเป็นความพยายามสร้างกลไกที่มาแข่งขันกับสหประชาชาติ

French President Emmanuel Macron (2L) shakes hands with a military personnel flanked by Prime Minister of Greenland Jens-Frederik Nielsen (L) and Denmark's Prime Minister Mette Frederiksen (R)

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, แหล่งข่าวระบุว่า ฝรั่งเศสยังไม่แผนตอบรับคำเชิญเข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพที่ได้รับมา

นี่คือมุมมองที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเห็นพ้องด้วย แหล่งข่าวใกล้ชิดกับเอ็มมานูเอล มาครง ออกแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ ระบุว่า ฝรั่งเศสไม่มีแผนจะตอบรับคำเชิญที่ได้รับ "เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศ" ให้เข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพ

แถลงการณ์ระบุว่า "กฎบัตรของ [คณะกรรมการ] … ก่อให้เกิดคำถามสำคัญ โดยเฉพาะในประเด็นการเคารพหลักการและโครงสร้างของสหประชาชาติ ซึ่งไม่อาจถูกตั้งคำถามหรือท้าทายได้ไม่ว่าในกรณีใด"

ด้านรัฐบาลรัสเซีย เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า วลาดิเมียร์ ปูติน ก็ได้รับคำเชิญให้เข้าร่วมคณะกรรมการดังกล่าวด้วยเช่นกัน ซึ่งสะท้อนว่าทรัมป์ยังคงต้องการรักษาความสัมพันธ์กับผู้นำรัสเซีย แม้รัสเซียจะเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในยูเครนมาเป็นเวลากว่า 4 ปี และยังไม่ยอมรับแผนสันติภาพที่สหรัฐฯ สนับสนุนจนถึงขณะนี้

ขณะเดียวกันยังมีคำถามเกิดขึ้นเกี่ยวกับบทบาทโดยรวมของทรัมป์ในคณะกรรมการดังกล่าว รวมถึงข้อเรียกร้องของเขาให้ผู้นำโลก จ่ายเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับสถานะสมาชิกถาวร

แต่ทารา วาร์มา ยืนกรานว่า "คณะกรรมการสันติภาพ" ไม่ได้เกี่ยวกับสันติภาพแต่อย่างใด

"มันจะเป็นเรื่องของสันติภาพได้อย่างไร หากเชิญผู้นำอย่างวลาดิเมียร์ ปูตินให้เข้ามามีส่วนร่วม" เธอกล่าว

"ทรัมป์ต้องการให้ตัวเองถูกมองว่าเป็นผู้สร้างสันติภาพ เขาต้องการพาดหัวข่าว แต่ไม่ต้องการลงแรงทำงานหนักเพื่อปูทางให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืน กลยุทธ์ของเขาเป็นลักษณะตีแล้วถอยมากกว่า"

"เขาไม่สามารถเข้ามาแทนที่สถาบันพหุภาคีอย่างสหประชาชาติ ซึ่งดำรงอยู่มาแล้วกว่า 80 ปีได้"

ความสัมพันธ์ตึงเครียดแต่ยังไม่แตกหัก

อย่างไรก็ดี ก็อาจเป็นไปได้ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งแสดงท่าทีฝ่าฝืนบรรทัดฐานระหว่างประเทศที่ยึดถือกันมานานหลายทศวรรษ กำลังก่อแรงสั่นสะเทือนต่อสถาบันพหุภาคีเหล่านี้อยู่ไม่น้อย ทั้งในแง่การผลักดัน หรือแม้แต่บีบบังคับให้พวกเขาต้องปรับตัวให้ทันสมัยขึ้นและตามโลกให้ทัน

กล่าวได้ว่าสมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติควรการมีศูนย์กลางจากชาติตะวันตกลง และสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอำนาจโลกให้มากกว่านี้

ขณะเดียวกัน สมาชิกนาโตฝั่งยุโรปก็ยอมรับว่าพวกเขาควรต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศของตนเองมากขึ้น ซึ่งทรัมป์ไม่ใช่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่พูดเช่นนี้ เพียงแต่เขาพูดอย่างตรงไปตรงมาและแข็งกร้าวกว่ามาก

หลังจากที่ทรัมป์ขู่ว่า สหรัฐฯ จะไม่ปกป้องประเทศที่ไม่ยอมจ่ายส่วนแบ่งของตนเองอีกต่อไป สมาชิกนาโตทุกประเทศยกเว้นสเปน ต่างเห็นพ้องที่จะเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงอย่างมีนัยสำคัญ

กลับมาที่ประเด็นกรีนแลนด์ ผลสำรวจความคิดเห็นชี้ว่า ชาวอเมริกันราว 55% ไม่ต้องการให้สหรัฐฯ ซื้อเกาะแห่งนี้ และมากถึง 86% คัดค้านการยึดครองกรีนแลนด์ด้วยกำลังทหาร ขณะเดียวกันเดนมาร์กและชาติมหาอำนาจยุโรปอื่น ๆ ก็กำลังเดินสายล็อบบี้สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ เพื่อโน้มน้าวว่า อธิปไตยของกรีนแลนด์และเดนมาร์กจะต้องได้รับการคุ้มครอง

People hold Greenlandic flags and placards as they gather by the United States Consulate to march

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เมื่อนักข่าวถามทรัมป์ว่า เขาเตรียมพร้อมที่จะใช้กำลังเข้ายึดกรีนแลนด์หรือไม่ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ตอบว่า "ไม่มีความคิดเห็น" และนั่นก็ทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในกรีนแลนด์ถึงกับต้องรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ อีกครั้ง

ความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกนี้ยังไม่ได้แตกหักลง แต่ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงรับสายโทรศัพท์จากมิตรสหายของเขาอย่างนายกรัฐมนตรีอิตาลี จอร์เจีย เมโลนี และเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ รวมไปถึงมาร์ค รุตเตอร์ เลขาธิการนาโต เพราะฉะนั้นจึงสรุปได้ว่าช่องทางการสื่อสารยังมีอยู่

ในท้ายที่สุด หากชาวยุโรปต้องการฝ่ากำแพงและสื่อสารให้เข้าถึงโดนัลด์ ทรัมป์ได้ พวกเขาจำเป็นต้องยืนหยัดเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้ได้

ไม่ใช่แค่สมาชิกแต่ละประเทศของอียูที่แตกต่างกันอย่างมาก หรือไม่ใช่แค่กับสมาชิกนาโต แต่ทุกประเทศต้องร่วมมือกัน และสหราชอาณาจักรซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ มากกว่า ต้องเป็นกุญแจสำคัญ

ทว่าผู้นำยุโรปกำลังตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างความต้องการทำในสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าถูกต้องในเวทีระหว่างประเทศ กับแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศของตนเอง เพราะหากเกิดสงครามการค้าข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกอย่างเต็มรูปแบบขึ้นจริง ผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือผู้มีสิทธิเลือกตั้งของพวกเขา

ด้วยเหตุนี้ การรักษาความเป็นเอกภาพในประเด็นกรีนแลนด์ที่กินเวลายาวนานจะกลายเป็นเรื่องยากยิ่ง