โตโน่ ภาคิน : ประสบการณ์เฉียดตายในแม่น้ำโขง ของอดีตนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติ

ว่ายน้ำ

ที่มาของภาพ, Golatat Kunaborimas

    • Author, ณภัทร เวชชศาสตร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษ บีบีซีไทย

จากกรณี โตโน่ ภาคิน จัดกิจกรรมว่ายน้ำข้ามโขงในวันที่ 22 ตุลาคม ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์ในสังคมอย่างมาก เหล่าบุคคลในวงการว่ายน้ำทะเลเปิดและแม่น้ำก็เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ออกมาแสดงความเห็นถึงการกระทำของโตโน่

บีบีซีไทย ชวนพูดคุยกับอดีตนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติ และนักไตรกีฬามืออาชีพ ที่เคยมีประสบการณ์ “เกือบเอาตัวไม่รอด” ในการว่ายน้ำในแม่น้ำโขง ว่า พวกเขาต้องเตรียมตัวอย่างไร และอุปสรรคเจอมีอะไรบ้าง

“ตอนแข่งว่ายน้ำที่แม่น้ำโขง รอบ ๆ ก็จะเป็นแหล่งชุมชน มีป่าไม้บ้าง สิ่งที่ผมเจอตลอดทางการว่าย ก็จะเป็นพวกเศษไม้ ซากสัตว์ที่ลอยผ่าน หรือไม่ก็ขอนไม้ที่เกือบเฉียดหน้า ซึ่งถ้าโดนเต็ม ๆ ก็คงจะเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน” กลย์ธัช คุณาบริมาส อดีตนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติ และนักไตรกีฬา เล่าให้ทางบีบีซีไทยฟังถึงประสบการณ์การแข่งว่ายน้ำในรายการ “โขงนทีไตรกีฬา” จ.นครพนม เมื่อช่วงเดือน ก.ย. 2563

“ต้องเข้าใจก่อนว่า ร่างกายของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อยู่ในน้ำ ไม่เหมือนการวิ่ง การเดิน ดังนั้น การจะว่ายน้ำในระยะทางที่ไกล ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ก็ต้องอาศัยการฝึกซ้อมที่นาน ขั้นต่ำคือ 6 เดือน เพื่อให้ร่างกาย กล้ามเนื้อ และสมองได้จดจำความรู้สึกที่อยู่ในน้ำ”

กลย์ธัช เล่าต่อว่า โดยปกติจะลงแข่งขันว่ายน้ำทั้งในสระว่ายน้ำ บึง ทะเลเปิด และแม่น้ำเป็นประจำอยู่แล้ว ตั้งแต่ระยะสั้น 50 เมตร จนถึงระยะทางร่วม 5 กิโลเมตร ซึ่งการซ้อมแต่ละครั้ง ก็จะแตกต่างกันไป

กลย์ธัช คุณาบริมาส อดีตนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติ และนักไตรกีฬา

ที่มาของภาพ, Golatat Kunaborimas

คำบรรยายภาพ, กลย์ธัช คุณาบริมาส อดีตนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติ และนักไตรกีฬา

“ถ้าเรารู้ว่า เราจะไปแข่งที่แม่น้ำ อย่างเช่นแม่น้ำโขง ก็ต้องมีการลงซ้อมในสระ ว่ายทำระยะทาง สลับกับลงไปว่ายในแหล่งน้ำธรรมชาติบ้าง อย่างเช่นบึง และก่อนที่จะมีการแข่งขันก็ควรจะต้องลงสถานที่จริงอย่างน้อย 1-2 วันก่อนแข่ง เพื่อให้เข้าใจสภาพน้ำตรงนั้น”

ด้าน พรสุดา ไวนิยมพงศ์ อดีตนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติ ผู้ทำสถิติการว่าย 10 กิโลเมตร ที่ 2 ชั่วโมง 18 นาที และเคยเข้าร่วมการแข่งขันนานาชาติมาหลายรายการ อย่างเช่น 4th Asian Beach games 2014 กล่าวว่า “โดยปกติเวลาแข่งว่ายน้ำ แค่แข่งระยะทาง 200 เมตร ก็ต้องมีการฝึกซ้อมขั้นต่ำ 5,000 – 6,000 เมตรอยู่แล้ว ถ้าจะว่ายระยะทาง 10 กิโลเมตร ก็ควรจะต้องซ้อมอย่างน้อยวันละ 20 กิโลเมตร แบ่งเป็นเช้า 10 กิโลเมตร เย็น 10 กิโลเมตร และยังไม่รวมการเวทเทรนนิ่งอีก”

Pornsuda Viniyompong

ที่มาของภาพ, Pornsuda Viniyompong

คำบรรยายภาพ, พรสุดา ไวนิยมพงศ์ อดีตนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติ

พรสุดา เสริมว่า การซ้อมว่ายน้ำระยะทาง 10 กิโลเมตร ไม่ใช่เป็นการว่าย 10 กิโลเมตรเลยทีเดียว แต่จะว่ายเป็นโปรแกรม เช่น 1 กิโลเมตร 3 เที่ยว และผสมกับการว่ายแบบอื่น เป็นต้น

การออกแบบโปรแกรม จะมีโค้ชผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้การฝึกซ้อม ก็เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพของร่างกาย พัฒนาความทนทานของกล้ามเนื้อ ความแข็งแรง สร้างความมั่นใจให้กับนักกีฬาในการว่ายไปให้ถึงจุดหมาย ในระยะเวลาที่กำหนดไว้

กลย์ธัช ให้ความเห็นสำหรับคนทั่วไปที่อยากว่ายน้ำในทะเลเปิดหรือแม่น้ำ ว่า สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือการเตรียมตัว เพราะอย่างนักกีฬาที่มีความชำนาญ ก็ต้องมีการวางแผนการฝึกซ้อมอย่างน้อย 1 ปี หรือถ้าเวลาน้อยจริง ๆ ก็ไม่ควรต่ำกว่า 6 เดือน

“ถ้าร่างกายไม่พร้อม โอกาสที่จะโดนกระแสน้ำพัด หรือจมน้ำก็มีสูง แม้จะมีทุ่นติดอยู่ที่ตัวก็ตาม”

อุปกรณ์ไม่พร้อม อาจจะเพิ่มอุปสรรคการว่ายได้

พรสุดา เล่าว่า อุปกรณ์ที่ใช้ว่ายในสระว่ายน้ำทั่วไปกับแหล่งน้ำธรรมชาติ จะมีความแตกต่างกันพอสมควร เพราะหากใช้อุปกรณ์ผิดประเภท ก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้

“อย่างน้อย ชุดว่ายน้ำก็ควรเป็นชุดที่สั่งทำเฉพาะสำหรับการว่ายในทะเลเปิด หรือแม่น้ำ เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะสัตว์มีพิษหรืออะไรรึเปล่า และหากไปใช้เว็ทสูท (wet suit) ทั่วไป ก็อาจจะทำให้ชุดมีการดูดซับน้ำตลอดการว่าย ส่งผลให้น้ำหนักมากขึ้น การว่ายต้องใช้แรงมากขึ้น”

Pornsuda Viniyompong

ที่มาของภาพ, Pornsuda Viniyompong

คำบรรยายภาพ, "ถ้าจะว่ายระยะทาง 10 กิโลเมตร ก็ควรจะต้องซ้อมอย่างน้อยวันละ 20 กิโลเมตร"

ชุดที่นักกีฬาว่ายน้ำใส่ว่ายในทะเลเปิดจะแบ่งเป็นสองประเภท

  • สปีท สูท (speed suit) จะเป็นลักษณะสวมทั้งตัว มีแขนกุด ผ้าไม่ค่อยซับน้ำ เป็นที่นิยมใส่ในกลุ่มนักกีฬา เพราะช่วยให้การหมุนของแขนมีความคล่องตัว
  • เว็ทสูท (wet suit) แบบไตรกีฬา จะเป็นลักษณะสวมทั้งตัว คลุมทั้งแขน มีความหนา เหมาะกับการว่ายในน้ำที่อุณหภูมิต่ำ ตัวช่วงไหล่จะมีความยืดหยุ่นเป็นพิเศษ แตกต่างจากเว็ทสูทที่ใช้สำหรับการดำน้ำลึก

“ในบางประเทศก็มีกฎบังคับว่านักกีฬาต้องมีการใส่เว็ทสูท เพราะอุณหภูมิน้ำในต่างประเทศจะค่อนข้างเย็น อย่างตอนที่ผมเคยว่ายที่แม่น้ำโขง ตอนนั้นอุณหภูมิน้ำก็อยู่ที่ 22 องศาฯ ได้ ถ้าไม่ใส่ โอกาสที่จะเกิดอาการช็อคน้ำ และเสียชีวิตมีสูงมาก” กลย์ธัช กล่าว

Golatat Kunaborimas

ที่มาของภาพ, Golatat Kunaborimas

คำบรรยายภาพ, "หากเกิดอาการเหนื่อยมาก ๆ ก็สามารถเกาะทุ่นรอความช่วยเหลือได้”

“บางทีชุดว่ายน้ำ ถ้าไม่เหมาะสม ก็อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บได้ ถ้าชุดดูดซับน้ำมากมันก็จะเป็นตัวถ่วงให้เรา ยังไม่รวมเรื่องการที่ผิวหนังต้องเสียดสีกับชุดตลอดเวลา ดังนั้น นักกีฬาส่วนใหญ่จะนิยมทาวาสลีนไว้ที่คอเสมอ เพราะถ้าเกิดคอเป็นแผล โอกาสที่แผลจะติดเชื้อมีค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในแม่น้ำโขง” พรสุดา เสริม

นอกจากชุดว่ายน้ำ ก็จะเป็นเรื่องของแว่นตา และหมวก ซึ่งพรสุดาให้ความเห็นว่า “การใส่หมวกว่ายน้ำในระยะทางไกล ๆ บางทีอาจจะไม่จำเป็น เพราะหมวกว่ายน้ำมันจะค่อนข้างรัดศีรษะ อาจจะก่อให้เกิดอาการปวดหัว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน”

“สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะสำหรับนักว่ายน้ำมือสมัครเล่น ก็จะเป็นเรื่องทุ่นผูกตัว เพราะจะเป็นสัญลักษณ์บอกตำแหน่งว่าตัวของเราอยู่ตรงไหน หรือหากเกิดอาการเหนื่อยมาก ๆ ก็สามารถเกาะทุ่นรอความช่วยเหลือได้” กลย์ธัช กล่าว

ความเสี่ยงในการว่ายน้ำโขง ในฤดูน้ำหลาก

ปกติแล้ว การว่ายน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติจะแบ่งออกเป็นสามแหล่งน้ำ ได้แก่ บึง ทะเลเปิด และแม่น้ำ ซึ่งทั้งสามแหล่งน้ำมีความแตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่ บึง จะได้รับความนิยม เพราะไม่ค่อยมีกระแสน้ำ และง่ายต่อการจัดการด้านความปลอดภัย ในขณะที่ทะเลจะมีคลื่นลม กระแสน้ำ แต่ด้วยพื้นที่กว้าง การจัดการเรื่องความปลอดภัยจะทำได้ค่อนข้างสะดวกกว่าแม่น้ำ

“ตอนที่ผมว่ายในแม่น้ำโขง แค่เอามือมาไว้ตรงหน้าก็มองไม่เห็นแล้ว และเราจะรู้ได้ไงว่ามีอะไรลอยมากับน้ำบ้าง อย่างที่ผมบอกว่าเกือบจะโดนขอนไม้กระแทกหน้าไปเหมือนกัน แม้ทางผู้จัดจะมีการเตรียมตัวแล้วระดับนึง แต่ความเสี่ยงมันก็ยังมี” กลย์ธัช กล่าว

Golatat Kunaborimas

ที่มาของภาพ, Golatat Kunaborimas

คำบรรยายภาพ, "แม้ทางผู้จัดจะมีการเตรียมตัวแล้วระดับนึง แต่ความเสี่ยงมันก็ยังมี” กลย์ธัช

นักว่ายน้ำทั้งสองให้ความเห็นในทางเดียวกันว่า ฤดูน้ำหลาก เป็นฤดูที่ไม่ควรมีการว่ายน้ำที่สุด ด้วยปัจจัยดังนี้

  • ทัศนวิสัยที่ต่ำ: การมีทัศนวิสัยต่ำ อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุชนกับวัตถุที่ลอยมาตามน้ำ โดยเฉพาะในช่วงน้ำหลากก็จะเป็น เศษดินโคลน กิ่งไม้ ขอนไม้ หรือซากสัตว์
  • กระแสน้ำ: แม้การว่ายตามกระแสน้ำ จะเป็นการทุ่นแรงพอสมควร แต่โอกาสที่จะหลุดจากทุ่นจับก็มีสูง “บางทีนักว่ายน้ำจับทุ่นไม่ทัน ก็อาจจะหลุดออกนอกกระแสไปได้ จะว่ายสวนก็ไม่ไหวเพราะกระแสน้ำเชี่ยว” กลย์ธัช เสริม
  • อุณหภูมิ: ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ส่งผลให้อุณหภูมิน้ำลดลงอย่างมาก โอกาสที่นักว่ายน้ำจะเป็นตะคริวจะค่อนข้างสูง หรือหากไม่มีการอบอุ่นร่างกายที่เพียงพอก็อาจทำให้เกิดอาการช็อคน้ำและเสียชีวิตได้
  • น้ำวนกลางแม่น้ำโขง: ด้วยกระแสน้ำที่มีความเชี่ยว มีโอกาสที่ก่อให้เกิดน้ำวนกลางแม่น้ำได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับภูมิประเทศว่าบริเวณที่มีการว่ายมีลักษณะเป็นแก่งหิน หรือลานทราย 

นอกจากนี้ พรสุดา ให้ความเห็นว่า การศึกษานอกจากการดูกระแสลม กระแสน้ำแล้ว ก็ควรต้องดูเรื่องพยากรณ์เสริมขึ้นมาด้วย เพราะหากระหว่างการว่ายเกิดมีพายุเข้ามา โอกาสที่เกิดอุบัติเหตุมันก็สูงขึ้น และประสิทธิภาพการช่วยเหลือมันก็มีต่ำลง

Golatat Kunaborimas

ที่มาของภาพ, Golatat Kunaborimas

“มันก็จะทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานหนักขึ้น หากเราไม่ประเมินสถานการณ์ให้ดี”

ด้าน กลย์ธัช บอกว่า ทุกการแข่งขัน ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่จะมีการทำความสะอาดสถานที่เสมอ อย่างกรณีแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เคยมีการจัดการแข่งขัน ก็จะใช้อวนดักขยะ ซึ่งการเตรียมตัวก็ต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์

ความเห็นจากอดีตนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติต่อการว่ายของโตโน่

 “จริง ๆ การที่คุณโตโน่ จะว่ายข้ามแม่น้ำโขงเป็นระยะทางร่วม 15 กิโลเมตร ต้องเข้าใจก่อนว่า 15 กิโลเมตรคือมีกระแสน้ำช่วย การว่ายทำความเร็วอาจจะไม่จำเป็น แต่จะเป็นในเรื่องของการว่ายประคองตัวเองให้อยู่ในร่องน้ำที่กำหนด” พรสุดา ให้ความเห็นในเชิงการว่ายน้ำ

“ถ้าไม่มีการเตรียมตัวให้ดี และไม่มีความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม ความเสี่ยงก็สูงเหมือนกัน เพราะอย่างที่บอก ขนาดนักกีฬายังต้องเตรียมตัวอย่างน้อยขั้นต่ำ 6 เดือน แต่ถ้าพื้นฐานดีอยู่แล้ว ก็อาจจะมีความเป็นไปได้”

One Man and The River

ที่มาของภาพ, One Man and The River

ส่วน กลย์ธัช ให้ความเห็นว่า แม้อาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะว่ายตามระยะทางที่กำหนด แต่การที่มีการจัดกิจกรรมในช่วงฤดูที่ไม่เหมาะสม จะเป็นการใช้ทรัพยากรมหาศาลโดยใช่เหตุรึเปล่า เช่น หน่วยกู้ภัย หน่วยพยาบาล และหน่วยงานอื่น ๆ ซึ่ง ก็มีความเห็นแตกออกเป็นสองทาง ทั้งมองว่าการกระทำของคุณโตโน่เป็นการใช้ชื่อเสียงตัวเองสร้างประโยชน์ให้สังคม ในขณะที่อีกส่วนมองว่าอาจจะเป็นการแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด

“ถ้าต้นตอของปัญหาไม่ถูกพูดถึง และไม่ถูกแก้ จะต้องมีการว่ายน้ำแบบนี้อีกกี่ครั้ง”

เสียงจากคนจังหวัดนครพนม

นายนิธิ บุญนิธิ รองประธาน ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หอการค้า (Young Entrepreneur Chamber of Commerce: YEC) ให้ความเห็นว่า ผลกระทบของการจัดงานในนครพนม ทำให้เสียงแตกออกเป็นสองฝั่ง

ฝั่งสนับสนุนซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนในพื้นที่ เห็นว่า เป็นการทำความดี ช่วยเหลือโรงพยาบาล ในขณะที่อีกฝ่ายที่ส่วนใหญ่จะเป็นคนในอำเภอเมืองมองว่าไม่เหมาะสม เพราะถือเป็นการสร้างความยุ่งยากให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องซัพพอร์ทในงานกิจกรรม

“โดยปกติแล้ว การจัดงานระดุมทุนที่จังหวัดนครพนม จะเป็นลักษณะการจัดวิ่ง ปั่นจักรยานข้ามสะพานแม่น้ำโขง ไทย-ลาว มากกว่า ส่วนการว่ายน้ำจะเป็นลักษณะการแข่งไตรกีฬา ไม่มีการระดมทุน”

จากการประชุมการจัดเตรียมงาน “One Man and The River หนึ่งคนว่าย หลายคนให้” ลงวันที่ 26 กันยายน 2565 เผยว่ากิจกรรมครั้งนี้ จะมีการใช้หน่วยงานทั้งหมด 33 หน่วยงาน เช่น สาธารณสุขจังหวัดนครพนม ตำรวจภูธรนครพนม โรงพยาบาลนครพนม และเทศบาลเมืองนครพนมที่จะจัดเตรียมนางรำทั้งหมด 200 คน สำหรับกิจกรรมนี้ เป็นต้น