สัตวแพทย์ทางทะเลกับงานอนุรักษ์ท่ามกลางความท้อแท้

ณภัทร เวชชศาสตร์

ผู้สื่อข่าวพิเศษ บีบีซีไทย

 Sirachai Arunrugstichai

ที่มาของภาพ, Sirachai Arunrugstichai / Getty Images

แม้ “ภราดร” ลูกโลมาอิรวดีพลัดหลงแม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของสัตวแพทย์ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลากว่า 40 วัน มันก็ไม่สามารถมีชีวิตรอดจนถึงวันที่สัตวแพทย์คาดหวังไว้

แต่ทุกการสูญเสียของสัตว์ทะเลหายากอาจกลายเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดกระแสการอนุรักษ์ในสังคม นับตั้งแต่การตายของลูกพะยูนมาเรียม ไปจนถึงแผนอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ หรือจากภราดรสู่กระแสความสนใจโลมาอิรวดี 14 ตัวสุดท้ายแห่งทะเลสาบสงขลา ที่ทุกฟันเฟืองตั้งแต่สัตวแพทย์ในด่านหน้า ไปจนถึงผู้มีอำนาจวางแผนนโยบาย ต่างมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งมีชีวิตให้อยู่รอดต่อไป

ในปี 2562 ข่าวการจากไปของมาเรียม ลูกพะยูนพลัดหลงแม่ ที่เจ้าหน้าที่ช่วยกันให้นมแทนแม่ แต่สุดท้ายมาเรียมก็เสียชีวิตเพราะพลาสติก จุดกระแสการอนุรักษ์ในสังคมไทย จนนำไปสู่แผนอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ แต่สำหรับคนบางส่วนที่อยู่ใกล้ชิดกับมาเรียม กลับรู้สึกเหมือนตนเองมีแผลใจ เพราะไม่สามารถดูแลให้มาเรียมมีชีวิตรอดต่อไปได้

สัตวแพทย์ คือหนึ่งในอาชีพด่านหน้าที่ต้องเผชิญแรงกดดันอยู่เสมอ โดยเฉพาะสัตวแพทย์ทางทะเลที่ทำงานกับสัตว์ทะเลหายาก ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 9 คนเท่านั้นที่ประจำอยู่ภายใต้ศูนย์วิจัยทางทะเลและชายฝั่งทั่วประเทศไทย ซึ่งสวนทางกับพื้นที่ทางทะเลของไทยที่มีกว่า 350,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งนอกจากข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากรแล้ว ก็มีความคาดหวังของสังคมว่าสัตวแพทย์จะต้องทำให้สัตว์ที่ได้รับการช่วยเหลือรอด

“บางคนก็รู้สึกท้อ บางคนก็รู้สึกผิด จนไปถึงอยากลาออกเลยก็มี เพียงเพราะพวกเขาไม่สามารถช่วยเหลือสัตว์เหล่านั้นได้” น.สพ.ธนพรรณ ชมชื่น นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก กล่าวกับบีบีซีไทย

“ในกรณีของภราดร แรงกดดันส่วนใหญ่จากภายนอกก็จะเฝ้าดูว่าโลมาตัวนี้จะรอดได้รึเปล่า เราอยากอธิบายว่า จริง ๆ แล้วการช่วยชีวิตสำเร็จในกลุ่มโลมามันน้อยมา อาจเพียงแค่ 1% เท่านั้น เนื่องจากการที่สัตว์เข้ามาเกยตื้น อาจหมายความว่ามันมีอาการป่วยมาก่อน และยิ่งความเป็นลูกสัตว์ด้วย การที่จะทำให้มันรอดชีวิตมันก็ยากกว่าปกติ เนื่องจากลูกสัตว์ยังไม่มีภูมิคุ้มกันที่ดี อีกทั้งความเครียดก็มีเพราะไม่ได้อยู่กับฝูงหรือแม่ แต่เราก็พยายามทำงานให้เต็มที่” น.สพ. ธนพรรณ กล่าว

 Sirachai Arunrugstichai / Getty Images

ที่มาของภาพ, Sirachai Arunrugstichai / Getty Images

คำบรรยายภาพ, โลมาอิรวดี เป็นโลมาขนาดเล็ก

เป็นเวลากว่า 40 วันที่ภราดร ลูกโลมาอิรวดีพลัดหลงวัย 6 เดือน ได้อยู่ภายใต้การเลี้ยงดูของทีมสัตว์แพทย์ ณ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งไทยตอนบนฝั่งตะวันออก จังหวัดระยอง หลังจากที่ได้รับการช่วยเหลือเมื่อวันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม 2565 ก่อนที่มันจะสิ้นใจด้วยอาการทางเดินหายใจล้มเหลว เมื่อวันพุธที่ 31 สิงหาคม 2565

น.สพ. ธนพรรณ เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า เดิมทีทางทีมมีแผนที่จะดูแล “ภราดร” เป็นเวลา 6 เดือน หรือจนกว่าจะอายุครบ 1 ปี ก่อนที่ปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งหลังจากการช่วยเหลือได้หนึ่งสัปดาห์ ภราดรก็มีสุขภาพร่างกายที่ดีขึ้น จากเดิมที่ไม่สามารถว่ายน้ำได้เอง ต้องมีคนคอยพยุง ก็เริ่มว่ายน้ำได้ปกติ

“พอมันแข็งแรงขึ้น มันก็ชอบเข้ามาดูดนิ้ว ดูดเสื้อผ้าเพื่อบอกว่ามันหิว หรือบางทีก็แกล้งลอยนิ่ง ๆ เหมือนกับว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่พอเราเข้าไปหา มันก็ว่ายหนี เราเลยเรียกพฤติกรรมนี้ว่า ‘นอนอ่อย’”

อย่างไรก็ตาม แม้ภราดรได้รับการดูแลจากทีมสัตวแพทย์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง แต่มันก็เริ่มเกิดสภาวะเครียด จากเดิมที่สามารถป้อนยาป้อนอาหารได้ ก็ไม่ยอมรับหัตถการ ร่างกายเริ่มผอม อ่อนแอ มีการติดเชื้อ และสำลักน้ำ ส่งผลให้ปอดติดเชื้อและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในเวลาต่อมา

“ภราดรก็เหมือนอาจารย์ใหญ่เรา มันทำให้รู้ว่าเรายังมีอะไรที่ต้องศึกษาอีกเยอะ และบทเรียนตรงนี้มันก็ช่วยให้การรักษาสัตว์ทะเลหายากตัวอื่น ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายธนพรรณ กล่าว

จาก”ภราดร” สู่โลมาอิรวดีในน่านน้ำไทย

ชลาทิพ จันทร์ชมภู ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนฝั่งตะวันออก เล่าให้บีบีซีฟังว่า โลมาอิรวดีถือว่าเป็นหนึ่งในสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ แพร่กระจายแค่ในเขตอินโด-แปซิฟิก อาศัยอยู่ได้ทั้งน้ำเค็ม น้ำกร่อย และน้ำจืด โดยโลมาอิรวดีถือว่าเป็นโลมาขนาดเล็ก มีความยาวไม่เกิน 3 เมตร ลำตัวเพรียว ส่วนหัวลักษณะมนกลม ไม่มีจะงอยปาก บางพื้นที่นิยมเรียกว่าโลมาหัวบาตร แต่ก็อาจทำให้เกิดความสับสนระหว่างโลมาหัวบาตรหลังเรียบซึ่งจะแตกต่างกันตรงที่ไม่มีครีบหลัง

แม้สถานะจากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ถือว่าอยู่ในระดับใกล้สูญพันธุ์ (Endangered: EN) แต่จากการประเมินในไทยถือว่าอยู่ในระดับใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically endangered: CR) โดยการสำรวจของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มีการพบเจอประมาณ 600-700 ตัว ในปี 2565

แหล่งพบโลมาอิรวดีในไทยมี 5 แหล่งใหญ่ ๆ คืออ่าวไทยฝั่งตะวันออก ประมาณ 240 ตัว อ่าวไทยตอนบนหรืออ่าวไทยตัว ก. ประมาณ 230 ตัว อ่าวไทยตอนกลาง ประมาณ 145 ตัว ฝั่งอันดามัน ประมาณ 50 ตัว และที่ทะเลสาบสงขลา เหลือแค่ 14 ตัว

“ซึ่งตอนนี้ที่ทะเลสาบสงขลาถือว่ามีความน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าจะเกิดสภาวะสูญพันธุ์ (local extinction)” ชลาทิพ กล่าว

โลมาอิรวดีใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งในไทย

ที่มาของภาพ, Thai National Park

คำบรรยายภาพ, โลมาอิรวดีใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งในไทย

หากดูสถิติการเกยตื้นและเสียชีวิตของโลมาอิรวดี โดยไม่นับที่ทะเลสาบสงขลา ในอัตราส่วนที่เท่ากัน ที่ร้อยละ 25 จะเกิดจากการป่วยตามธรรมชาติ การติดเครื่องมือประมง นอกจากนั้นก็จะเป็นการพลังหลงจากแม่ อุบัติเหตุ และขยะทะเล

โลมาอิรวดี 14 ตัวสุดท้ายในทะเลสาบสงขลา

“เราจะเห็นได้ว่าตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา จำนวนโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาแทบไม่เพิ่มขึ้นเลย” ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์การศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามันตอนบน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าว

ในโลกนี้มีโลมาอิรวดีที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดเพียง 5 แห่งเท่านั้น ได้แก่

  • ทะเลสาบชิลิกาประเทศอินเดีย มีจำนวนประชากรอยู่ที่ 151 ตัว
  • แม่น้ำมหาคัมประเทศอินโดนีเซีย 70-90 ตัว
  • แม่น้ำโขงบริเวณตอนเหนือของประเทศกัมพูชา 89 ตัว
  • แม่น้ำอิรวดีประเทศพม่า 79 ตัว
  • ทะเลสาบสงขลาในประเทศไทย คาดว่าเหลือเพียง 14 ตัวเท่านั้น
BBC

ทะเลสาบสงขลามีพื้นที่กว่า 1,040 ตารางกิโลเมตร คาบเกี่ยวจังหวัดพัทลุงและจังหวัดสงขลา โดยจากการศึกษาด้วยการบันทึกเสียง (acoustic survey) ที่วางตามจุดต่าง ๆ จะพบว่าโลมาอิรวดีแพร่กระจายอยู่ทางทะเลสาบตอนบน หรือ ทะเลหลวงเป็นส่วนใหญ่ และไล่ลงมาทางใต้ไม่เกินเกาะใหญ่ ซึ่งจุดดังกล่าวเป็นพื้นที่กว้างและมีความลึกเฉลี่ยที่ประมาณ 3 เมตร

ทำไมถึงกลายเป็นโลมาที่อาศัยอยู่ในน้ำจืด

“ตามสายวิวัฒนาการ โลมาอิรวดีไม่ใช่โลมาน้ำจืด (river dolphin) แท้ ๆ ที่มีอยู่ 5 ชนิด แต่จากการที่โลมาอิรวดีเป็นสัตว์ที่หากินตามแนวชายฝั่ง พื้นที่ปากแม่น้ำและชอบเข้าน้ำกร่อยทำให้ประชากรบางส่วนเข้าไปอยู่ในแหล่งน้ำจืดจนกลายเป็นกลุ่มประชากรย่อย (subpopulation) ขึ้นมาตามแหล่งน้ำจืดต่าง ๆ ซึ่งก็ถือเป็นความน่าทึ่งของโลมาชนิดนี้” ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล อธิบาย

ในส่วนของทะเลสาบสงขลา ข้อมูลส่วนหนึ่งที่ใช้ในการศึกษาวิจัยการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล บ่งบอกว่า ในช่วงประมาณ 6,000 ปีที่แล้ว น้ำทะเลนั้นมีระดับที่สูง เกิดช่องเชื่อมต่อระหว่างอ่าวไทยและทะเลสาบสงขลา ทำให้โลมาอิรวดีเข้ามาอาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวได้

โลมาอิรวดี เป็นโลมา 3 น้ำ

ที่มาของภาพ, WWF

คำบรรยายภาพ, โลมาอิรวดี เป็นโลมา 3 น้ำ

เมื่อภูมิประเทศมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เกิดการเชื่อมต่อของดิน ทำให้เกิดการตัดขาดระหว่างอ่าวไทยและทะเลสาบสงขลา โลมาอิรวดีที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบก็กลายเป็นโลมาที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

“หากดูในแผนที่ประวัติศาสตร์เราจะเห็นว่า 500 ปีที่แล้ว ทะเลสาบยังคงมีช่องเปิดอยู่ ในขณะที่ 300 ปีที่แล้ว เราจะเห็นว่ามีทะเลสาบตอนล่าง แต่ไม่เห็นทะเลสาบตอนบน เลยไม่แน่ใจว่ามันมีการเชื่อมต่อด้านบนเมื่อ 572 ปีนี้รึเปล่า แล้วอีกอย่าง การวาดแผนที่ในอดีต ความแม่นยำก็ยังไม่แน่นอน มันก็เป็นการยากที่จำประเมินว่าทะเลสาบสงขลานั้นมีการเชื่อมต่อของดินในช่วงเวลาไหน” ดร.ก้องเกียรติ เสริม

ภัยคุกคามหลักที่มีต่อโลมาอิรวดีน้ำจืด

หากย้อนไปเมื่อช่วงต้น พ.ค. 2565 องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ในลาวได้ประกาศว่า โลมาอิรวดีได้สูญพันธ์ุไปโดยปริยายแล้วในลาว สาเหตุมาจากการติดเครื่องมือประมง

“แม้โลมาในแม่น้ำโขงฝั่งประเทศลาวนั้นจะสูญพันธ์ุเป็นที่เรียบร้อย แต่ยังคงมีประชากร (โลมา) ในเขตประเทศกัมพูชาที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มเดียวกัน ผิดกับที่ไทย หากมีการสูญพันธ์ุแล้วจะถือว่าเป็นโลมาอิรวดีน้ำจืดแห่งแรกบนโลกที่เกิดการสูญพันธ์ุ” ดร.ก้องเกียรติ กล่าว

หากดูที่สถิติการเสียชีวิตของโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาตลอด 20 ปีที่ผ่านมาจะพบว่า 60% เกิดจากการติดเครื่องมือประมงโดยบังเอิญ, 38% เกิดจากการป่วยตามธรรมชาติและมลพิษ และ 2% เกิดจากการถูกใบจักรเรือ ซึ่งตรงนี้เป็นปัจจัยโดยตรงที่ส่งผลต่อการเสียชีวิตหรือเกยตื้นของโลมาอิรวดี

เมื่อจำนวนของโลมาอิรวดีมีน้อยลง ก็ส่งผลให้เกิดการผสมกันเองและเกิดสภาวะเลือดชิด ซึ่งทำให้โลมาที่เกิดมาใหม่ ๆ มีความอ่อนแอได้

โลมาติดเครื่องมือประมง เป็นปัจจัยเกยตื้นและเสียชีวิต

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, โลมาติดเครื่องมือประมง เป็นปัจจัยเกยตื้นและเสียชีวิต

“การตื้นเขินของทะเลสาบก็เป็นหนึ่งในปัจจัยทางอ้อม เนื่องจากจุดนี้เป็นแหล่งที่น้ำพัดพาพวกตะกอนมาด้วย เมื่อตะกอนไม่สามารถถ่ายทอดสู่ทะเลภายนอกได้ ก็ทำให้เกิดการสะสมของตะกอน เกิดการตื้นเขิน พื้นที่ลึกสุดของทะเลสาบก็จะอยู่ที่ประมาณ 3 เมตร ในขณะที่เส้นข้างนอกก็จะมีความลึกที่ประมาณ 1-2 เมตร มันก็ทำให้แหล่งที่อยู่อาศัยของโลมาลดน้อยลง ยังไม่นับเรื่องสารอาหารที่ไหลมากับน้ำ ส่งผลให้พืชต่าง ๆ เติบโตขึ้น (eutrophication) ทำให้เร่งการตื้นเขินขึ้นมา”

ดร.ก้องเกียรติ เล่าว่า การเพิ่มขึ้นของสิ่งก่อสร้างล่วงล้ำลำน้ำ อย่างไซนั่ง หรือโป๊ะน้ำตื้น ก็ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวของกระแสน้ำเช่นกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปี 2528 มีไซนั่งเพียง 7,500 แห่ง แต่ปัจจุบันพบว่ามีอยู่ประมาณ 30,000 แห่ง ขณะที่สถิติการจับสัตว์น้ำต่อวันก็น้อยลงตามไปด้วย สะท้อนว่าจำนวนอาหารของโลมาน้อยลงไปเช่นกัน

การทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อการฟื้นฟูประชากรโลมาอิรวดี

“ในส่วนของงานอนุรักษ์ก็ต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านปากท้องของชุมชมด้วยเหมือนกัน เพราะเขาต้องสูญเสียพื้นที่ทำมาหากิน เพราะจริง ๆ แล้ว คนในชุมชนก็ยินดีให้ความร่วมมือ แต่จะต้องมีการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าเราทำแค่ปีสองปี และหายไป มันก็อาจจะทำให้เกิดการสูญพันธ์ุไปก่อนหรือว่าใช้เวลาฟื้นตัวนานขึ้น ยิ่งจำนวนประชากรน้อยลง ความหวังที่จะฟื้นตัวได้ก็แทบจะเป็นศูนย์” 

ดร.ก้องเกียรติ เล่าต่อว่า แม้อัตราการเกยตื้นและเสียชีวิตของโลมาอิรวดีตลอด 20 ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะมาจากการติดเครื่องมือประมงโดยบังเอิญ แต่จริง ๆ แล้วทางเจ้าหน้าที่ประสานความร่วมมือกับทางชาวบ้านอยู่ เพื่อพยายามลดการตายของโลมา อาทิ การซื้ออวนคืนในช่วงปี 50-56 ซึ่งช่วยให้สถิติการตายลดน้อยลงอย่างชัดเจน

ความหวังของโลมาอิรวดีในน่านน้ำไทย

“เมื่อเรารู้ถึงปัญหา เราก็ต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุด ในเรื่องของการปรับเปลี่ยนเครื่องมือ การสร้างบ้านปลาเพื่อเพิ่มอาหาร การรักษาป่าต้นน้ำ การลดการปล่อยของเสีย การขุดลอกคลอง ที่สำคัญที่สุดก็คือการปฏิบัติและการลงมือทำตามแผน อันนี้เป็นส่วนสำคัญที่สุด” ดร.ก้องเกียรติ กล่าว

ในส่วนของแผนการอนุรักษ์โลมาอิรวดีในเชิงนโยบาย สามารถย้อนไปได้ตั้งแต่ปี

  • พ.ศ. 2535 ประกาศโลมาอิรวดีให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
  • พ.ศ. 2546 ผลักดันให้โลมาอิรวดีให้เป็นสัตว์คุ้มครองในบัญชีที่ 1 ของไซเตส (CITES) หรืออนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งห้ามมีการค้าโดยเด็ดขาด
  • ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 จัดทำพื้นที่คุ้มครองในการทำอนุรักษ์ในเขตทะเลสาบสงขลา
  • ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2565 คณะกรรมการทะเลแห่งชาติรับข้อเสนอให้โลมาอิรวดีเป็นสัตว์สงวนแล้ว
สัตว์แพทย์ให้นมเจ้าภราดร โลมาอิรวดี ซึ่งตายไปในช่วงปลายเดือน ส.ค. 2565

ที่มาของภาพ, Sirachai Arunrugstichai / Getty Images

คำบรรยายภาพ, สัตว์แพทย์ให้นมภราดร โลมาอิรวดี ซึ่งตายไปในช่วงปลายเดือน ส.ค. 2565

ส่วนการแก้ปัญหาต่อจากนี้ จะแบ่งเป็น 4 ส่วน

ส่วนที่ 1 คือการกำหนดพื้นที่เพื่อที่จะมีมาตรการต่าง ๆ ในการคุ้มครองโลมาอิรวดีในทะเลสาบ

ส่วนที่ 2 คือมาตรการฟื้นฟู เช่น การสร้างบ้านปลาเพื่อเพิ่มแหล่งอาหารให้โลมา

ส่วนที่ 3 คือการศึกษางานวิจัยที่ต้องมีการหาแนวทางการแก้ปัญหาในระยะยาว เช่น การตื้นเขินของทะเลสาบ อย่างเช่นในกรณีของทะเลสาบซิลิกาก็มีการขุดลอกให้น้ำไหลออกสู่นอกทะเลได้ หรือเรื่องการศึกษาวิจัยการความหลากหลายของสัตว์น้ำที่ลดลง การปนเปื้อนของมลพิษ และการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ทะเลสาบ

ส่วนที่ 4 คือการบูรณาการความร่วมมือ สร้างความตระหนักรู้ในการทำงานร่วมกัน ทั้งภาควิชาการและภาคประชาชน

ในส่วนของทางทะเลไทย ชลาทิพ กล่าวเสริมว่า “ด้วยความที่ถิ่นที่อยู่อาศัยของโลมานั้นทับซ้อนกับกิจกรรมการประมง มันก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดปัญหาการจับขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้นกระทรวงทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีแนวทางบูรณาการในการทำงานร่วมกับชุมชนผ่านกิจกรรมสร้างอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล เพราะชาวประมงเป็นคนที่อยู่ในพื้นที่ทุกวัน และเป็นคนแรกที่เจอเหตุโลมาหรือ สัตว์ทะเลหายากติดอวน หรือเจ็บป่วย”

“เราเสริมศักยภาพของเขา เช่นฝึกให้เขากู้ชีพเบื้องต้นก่อนที่ทีมสัตวแพทย์ของเราจะไปถึง”

อีกส่วนหนึ่ง คือการนำองค์ความรู้ทางวิชาการมาใช้ เช่นการสำรวจพื้นที่ และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการลดผลกระทบต่อโลมาอิรวดี อย่างเช่น เครื่องเตือนโลมาด้วยเสียง (acoustic devices or alerting devices) หรือ ปิงเจอร์ (pinger) ที่ใช้ติดกับอวนประมง เพื่อเตือนไม่ให้โลมาเข้ามาใกล้อวน ซึ่งนักวิจัยในแถบเอเชีย เช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย กำลังมีการศึกษาวิจัยพฤติกรรมของโลมาที่ตอบสนองต่อเสียงและผลการจับสัตว์น้ำ

“ในปัจจุบันมีภาวะที่สัตว์ทะเลหายากป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เราสามารถศึกษาสัตว์ทะเลหายากที่เสียชีวิตแล้วมาดูเรื่องสารมลพิษโลหะหนัก ไมโครพลาสติก โรคอุบัติใหม่ เพื่อสะท้อนถึงสภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเลของเราว่ายังมีความอุดมสมบูรณ์หรือปลอดภัยอยู่รึเปล่า หรือมีสารพิษสะสมทางทะเลไหม” น.ส.ชลาทิพ กล่าว

“เพราะเรื่องการศึกษาสัตว์ทะเลหายาก ถือเป็นดัชนีชี้วัด สิ่งแวดล้อมของมหาสมุทรอย่างหนึ่งที่มนุษย์ต้องพึ่งพาอาศัย และองค์ความรู้นี้ก็จะเป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรของเรา”