เป็นไปได้ไหม ? อนาคตไม่ได้อยู่ตรงข้างหน้า แต่อยู่ข้างหลังคุณ

ที่มาของภาพ, Getty Images
เป็นไปได้ไหม ? อนาคตไม่ได้อยู่ตรงข้างหน้า แต่อยู่ข้างหลังคุณ
เมื่อพูดเกี่ยวกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง หรือ “อนาคต” คนส่วนใหญ่มักวาดภาพในใจเป็นสายตาที่มองตรงไปข้างหน้า ซึ่งเป็นทิศทางที่ตรงกับการใช้ภาษาและแนวคิดทางวัฒนธรรมพื้นฐานที่คุ้นเคยกันดี
เรามักพูดถึงอนาคตด้วยคำศัพท์และข้อความที่แสดงตำแหน่งด้านหน้าของตัวเองอยู่เสมอ และมักจะอ้างอิงถึงอดีตด้วยทิศทางตรงกันข้ามซึ่งก็คือเบื้องหลัง ตัวอย่างถ้อยคำสำนวนที่ใช้แทนเวลาในอดีตและอนาคตเหล่านี้ได้แก่ “วันข้างหน้า” “มองไปข้างหน้า” และ “เหลียวหลังแลหน้า” นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกจะมีแนวคิดในเรื่องนี้เหมือนกันทั้งหมด สำหรับบางคนในบางวัฒนธรรมแล้ว อนาคตอาจอยู่ข้างหลังและต้องหันกลับไปมองดู ซึ่งอนาคตในแง่นี้จะอยู่ในทิศทางเดียวกับอดีตของคนส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่งอนาคตซึ่งอยู่ที่ด้านบนเหนือศีรษะของผู้พูดก็มี
ศาสตราจารย์ รูธ อ็อกเดน ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาของเวลา จากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล จอห์น มัวร์ส ของสหราชอาณาจักร อธิบายในบทความของเธอซึ่งเผยแพร่ทางเว็บไซต์ The Conversation ว่าการรับรู้เรื่องทิศทางของเวลา ขึ้นอยู่กับภาษาที่ใช้และวัฒนธรรมที่แต่ละคนเติบโตขึ้นมา

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผู้ที่อยู่ในวัฒนธรรมตะวันตกเช่นในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และยุโรป จะมองเวลาเป็นเส้นตรง (linear) โดยยึดถือว่าอนาคตอยู่เบื้องหน้าและอดีตอยู่ข้างหลัง ตัวเรากำลังเดินทางมุ่งหน้าไปสู่อนาคตอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่อาจย้อนคืนหรือหวนกลับไปหาอดีตได้
อย่างไรก็ตาม บางวัฒนธรรมมีแนวคิดเรื่องเวลาที่กลับตาลปัตรและแตกต่างจากชาวตะวันตกอย่างสิ้นเชิง เช่นชนเผ่า “อัยมารา” (Aymara) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองอเมริกาใต้ที่อาศัยอยู่ในเทือกเขาแอนดีส พวกเขามองว่าอนาคตนั้นอยู่ข้างหลังและอดีตต่างหากที่กำลังเผชิญหน้ากับตนเองอยู่
นักมานุษยวิทยาค้นพบเรื่องนี้ ระหว่างที่สังเกตการใช้ภาษากายและท่าทางของชาวอัยมารา ขณะที่กำลังพูดถึงบรรพบุรุษและธรรมเนียมประเพณีของพวกเขา โดยชาวอัยมาราจะชี้ไม้ชี้มือและมองตรงไปข้างหน้าเวลาที่พูดถึงเรื่องเก่าแก่สมัยปู่ย่าตาทวด แต่จะเหลือบตา โบกมือ หรือเหลียวมองไปข้างหลัง ในเวลาที่พูดถึงเรื่องในอนาคต
ไม่เพียงแต่ชาวอัยมาราเท่านั้น ผู้ที่พูดภาษาดาร์จี (Darji) ซึ่งเป็นภาษาถิ่นแขนงหนึ่งของภาษาอาหรับ (อารบิก) ที่พูดกันในบางพื้นที่ของโมร็อกโก ต่างก็มองว่าอดีตอยู่ข้างหน้าและอนาคตอยู่ข้างหลังเช่นกัน ส่วนผู้ใช้ภาษาเวียดนามนั้น นอกจากจะมองว่าอนาคตอยู่ด้านหลังของตนเองแล้ว ยังมองว่ามันมีการเคลื่อนที่ด้วย โดยเวลาในอนาคตจะค่อย ๆ เดินเข้ามาหาตนจากด้านหลัง
อดีตและอนาคตในบางวัฒนธรรมไม่ได้อยู่ในเส้นเวลาแนวนอน ซึ่งทำให้ไม่สามารถจะมองว่ามันตั้งอยู่ข้างหน้าหรือข้างหลังของผู้พูดได้ อย่างเช่นกลุ่มผู้ใช้ภาษาจีนกลาง (แมนดาริน) ซึ่งมีแนวคิดเกี่ยวกับเวลาเป็นเส้นแนวตั้ง โดยพวกเขามองว่าอดีตนั้นอยู่เบื้องบนเหนือศีรษะหรือบนฟ้า ในขณะที่อนาคตนั้นอยู่เบื้องล่างหรือใต้พื้นดิน
ความแตกต่างหลากหลายเหล่านี้ ชี้ว่าไม่มีตำแหน่งที่ตั้งซึ่งเป็นความจริงสากลสำหรับอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ผู้คนสามารถจินตนาการและประกอบสร้างแนวคิดเรื่องเส้นเวลาได้อย่างอิสระ ตามอิทธิพลของสภาพแวดล้อมรวมทั้งวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่นและยุคสมัย
นอกจากนี้ ความแตกต่างทางวัฒนธรรมยังมีอิทธิพลต่อจินตนาการ ในเรื่องวิธีเดินทางไปสู่อนาคตของแต่ละคนอีกด้วย ผู้คนในวัฒนธรรมตะวันตกที่พูดภาษาอังกฤษส่วนใหญ่ จะมองเห็นตนเองกำลังเดินตรงมุ่งหน้าไปหาอนาคต แต่สำหรับชาวเมารีในนิวซีแลนด์แล้ว จุดสนใจที่เป็นหมุดหมายหลักในการเดินทางตามเส้นเวลานี้กลับกลายเป็นอดีต โดยมีสุภาษิตของชาวเมารีที่กล่าวว่า “ฉันเดินถอยหลังไปสู่อนาคต ด้วยดวงตาจับจ้องที่อดีตตรงหน้า”
เหตุที่ชาวเมารีมีแนวคิดเช่นนั้น เนื่องจากพวกเขามองว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าควรจะเป็นสิ่งที่มองเห็นได้หรือได้เห็นมาแล้ว ซึ่งก็คือปัจจุบันขณะและอดีตกาลที่เกิดขึ้นและผ่านไปแล้วนั่นเอง ส่วนอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและไม่อาจล่วงรู้ได้ เหมือนกับสิ่งที่แอบซ่อนอยู่ด้านหลัง
ชาวเมารีจึงมองว่าพวกตนกำลังเดินถอยหลังไปสู่อนาคต เพราะการกระทำในวันข้างหน้าจะถูกกำหนดหรือนำทางด้วยบทเรียนในอดีต ดังนั้นการหันหน้าเผชิญกับวันวาน จึงเป็นวิธีการที่ถูกต้องในการนำบทเรียนจากอดีตไปปรับใช้กับอนาคต

ที่มาของภาพ, Getty Images
ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์และนักมานุษยวิทยายังไม่ทราบชัดว่า เหตุใดผู้คนจากต่างภาษาและวัฒนธรรมจึงมีแนวคิดเรื่องเส้นเวลาที่แตกต่างกัน สมมติฐานหนึ่งเสนอว่า สิ่งนี้ถูกกำหนดด้วยทิศทางในการอ่านและเขียนหนังสือของแต่ละภาษา ผู้ที่อ่านและเขียนตัวอักษรในแนวนอนจากซ้ายไปขวา มีแนวโน้มจะมองว่าอดีตอยู่ทางด้านซ้ายและอนาคตอยู่ด้านขวา ส่วนผู้ที่เขียนหนังสือกลับทิศกันจากขวาไปซ้าย เช่นผู้ใช้ภาษาอาหรับ (อารบิก) จะมองว่าอดีตนั้นอยู่ขวามือส่วนอนาคตนั้นอยู่ซ้ายมือ แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่ไม่เป็นไปตามหลักการนี้
อีกแนวคิดหนึ่งเสนอว่า การมองเส้นเวลาของแต่ละคนได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมที่ถูกปลูกฝังมาแต่วัยเยาว์ ซึ่งบางวัฒนธรรมเน้นให้ค่ากับขนบธรรมเนียมในอดีต แต่บางวัฒนธรรมก็มุ่งเน้นให้ค่ากับการไปสู่อนาคตมากกว่า
วัฒนธรรมที่เน้นให้ความสำคัญกับความก้าวหน้า การพัฒนา ความเปลี่ยนแปลง และการทำให้เป็นสมัยใหม่ (modernization) จะมองว่าอนาคตนั้นอยู่เบื้องหน้าของตนเอง ดังเช่นวัฒนธรรมของชาวตะวันตกในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ส่วนวัฒนธรรมที่เน้นให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ บรรพบุรุษ และธรรมเนียมประเพณีนั้น ไม่แปลกที่จะมองว่าอดีตตั้งอยู่ข้างหน้า แทนที่จะเป็นอนาคต
ความแตกต่างทางวัฒนธรรมในเรื่องของเส้นเวลานี้ อาจให้คำตอบได้ว่า เหตุใดความริเริ่มในการแก้ไขปัญหาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมในระดับโลก ซึ่งโดยมากมาจากแนวคิดภายใต้การนำของชาวตะวันตก จึงไม่ประสบความสำเร็จในหลายภูมิภาคที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน เพราะวาทกรรมการพัฒนาที่เน้นการก้าวไปข้างหน้าและทิ้งอดีตไว้ข้างหลัง อาจไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีนัก จากบรรดาผู้คนที่อดีตมีความสำคัญกับพวกเขามากกว่า
บางทีหากเราปรับเปลี่ยนวาทกรรมการพัฒนา โดยหันมาให้ความสำคัญกับองค์ประกอบที่เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณี และความเป็นมาในอดีตให้มากขึ้น ผสมผสานการก้าวไปข้างหน้าด้วยการย้อนมองเหลียวหลัง หันไปแลดูอดีตเป็นครั้งคราวอย่างสม่ำเสมอ อาจเป็นวิธีการที่ช่วยสร้างอนาคตอันสดใสและเป็นธรรมให้กับทุกคนได้สำเร็จ











