เปิดปฏิบัติการในอดีตที่สำเร็จและล้มเหลวของหน่วยจารกรรมอิสราเอล “มอสซาด”

Hamas leaders Khaled Meshal (L) and Yahya Ayyash (C) and a masked Israeli security operative

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สองผู้นำกลุ่มฮามาสได้แก่คาเล็ด เมชัล (ซ้าย) ยาห์ยา อัยยาช (กลาง) และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการลับด้านความมั่นคงของอิสราเอลที่แฝงตัวมา
    • Author, ทีมข่าว
    • Role, บีบีซีแผนกภาษาอาหรับ

ในความเคลื่อนไหวที่อยู่เหนือความคาดหมาย เพจเจอร์และวิทยุสื่อสารของสมาชิกกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่เจตนาให้เป็นวิธีสื่อสารที่ปลอดภัยเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับที่ก้าวหน้าของอิสราเอล ได้กลายเป็นระเบิดอานุภาพร้ายแรงที่คร่าชีวิตคนไปจำนวนหลายสิบ และทำให้มีผู้บาดเจ็บอีกหลายพันราย

รัฐบาลเลบานอนได้กล่าวหาอิสราเอลว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีดังกล่าว ซึ่งถือเป็น “การก้าวร้าวรุกรานเยี่ยงอาชญากรของอิสราเอล” ส่วนกลุ่มฮิซบอลเลาะห์นั้นสาบานว่าจะ “ตอบโต้อย่างสาสม”

ขณะที่รัฐบาลอิสราเอลยังไม่มีแถลงการณ์ชี้แจงต่อข้อกล่าวหานี้ สื่ออิสราเอลบางสำนักรายงานว่า ทางรัฐบาลได้กำชับให้คณะรัฐมนตรีงดเว้นการออกถ้อยแถลงต่อสาธารณชนถึงเรื่องดังกล่าว

ตามปกติแล้วอิสราเอลจะติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนอย่างใกล้ชิด ซึ่งชี้ว่าปฏิบัติการครั้งนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายที่ดำเนินมายาวนาน

หากอิสราเอลคือผู้บงการแผนระเบิดอุปกรณ์สื่อสารในครั้งนี้จริง ก็จะถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการที่เหนือความคาดหมาย และส่งผลกระทบต่อฝ่ายตรงข้ามมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งเหตุการณ์ในสัปดาห์นี้ได้กระตุ้นให้ระลึกถึงปฏิบัติการในอดีตของอิสราเอล โดยเฉพาะหน่วยจารกรรมอิสราเอล ที่ชื่อว่าหน่วย “มอสซาด”

Hezbollah fighters carry the coffin of Hussein Amhaz in front of crowds one day after his death of 18 September

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พิธีศพของนักรบกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่เสียชีวิตจากเหตุอุปกรณ์สื่อสารระเบิด
ความสำเร็จของมอสซาด

ในอดีตหน่วยสอดแนมและดำเนินปฏิบัติการลับด้านความมั่นคงของอิสราเอลหรือ “มอสซาด” (Mossad) เคยดำเนินภารกิจที่พบกับความสำเร็จมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็มีปฏิบัติการที่ประสบความล้มเหลวอย่างนับไม่ถ้วนเช่นกัน โดยผลงานอันลือลั่นที่ประสบความสำเร็จมีดังต่อไปนี้

Adolf Eichman behind a bar with a security official in uniform behind him

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อดอล์ฟ ไอช์มานน์ ระหว่างเข้ารับการพิจารณาคดีในอิสราเอล

ไล่ล่านาซี “อดอล์ฟ ไอช์มานน์”

การลักพาตัวเจ้าหน้าที่นาซีคนสำคัญ “อดอล์ฟ ไอช์มานน์” มาจากประเทศอาร์เจนตินาในปี 1960 คือผลงานความสำเร็จที่รู้จักกันดีมากที่สุดครั้งหนึ่ง

ไอช์มานน์ คือบุคคลที่บงการแผนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ซึ่งทำให้มีชาวยิวเสียชีวิตไปราว 6 ล้านคน ด้วยน้ำมือของนาซีเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

หลังหลบหนีการจับกุมมาได้หลายครั้ง ด้วยวิธีย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ท้ายที่สุดแล้วไอช์มานน์ก็ถูกจับกุมตัวในอาร์เจนตินา โดยฝีมือของทีมนักสืบมอสซาด 14 คน ที่ติดตามแกะรอยและลักพาตัวเขามายังอิสราเอล เพื่อนำตัวขึ้นศาลรับการพิจารณาคดีและต้องโทษประหารชีวิตในที่สุด

ปฏิบัติการเอนเต็บเบ

A woman is supported as she is led through crowds

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ตัวประกันในเหตุการณ์จี้เครื่องบินที่เมืองเอนเต็บเบได้รับการปล่อยตัว หลังถูกกักขังอยู่นานถึงหนึ่งสัปดาห์

ปฏิบัติการเอนเต็บเบที่เกิดขึ้นในประเทศยูกันดา เมื่อปี 1976 ถือเป็นปฏิบัติการทางทหารที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดครั้งหนึ่งของอิสราเอล เนื่องจากมีหน่วยจารกรรมอย่างมอสซาดคอยป้อนข่าวกรองที่แม่นยำให้กับกองทัพอิสราเอลในปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกัน

สลัดอากาศซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 2 คน ของแนวร่วมประชาชนเพื่อการปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PFLP) และผู้สมรู้ร่วมคิดชาวเยอรมันอีก 2 คน ได้จี้บังคับนักบินให้เปลี่ยนเส้นทางบินไปยังประเทศยูกันดา และจับผู้โดยสารและลูกเรือไว้เป็นตัวประกันที่สนามบินเอนเต็บเบ

กองกำลังคอมมานโดของอิสราเอลได้เข้าจู่โจมสนามบินและสามารถเข้าช่วยเหลือตัวประกันชาวอิสราเอลและชาวยิวที่เหลืออีก 100 คนเอาไว้ได้

เหตุการณ์นี้จบลงโดยมีตัวประกันเสียชีวิต 3 ราย ส่วนสลัดอากาศทุกคนและทหารยูกันดาหลายนาย รวมทั้งโยนาทาน เนทันยาฮู นายทหารชาวอิสราเอลซึ่งเป็นพี่ชายของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ก็เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย

ปฏิบัติการภราดร (Operation Brothers)

A male Mosad agent stands next a Landrover full of Ethiopian Jews being smuggled from Sudan

ที่มาของภาพ, Raffi Berg

คำบรรยายภาพ, สายลับมอสซาดยืนอยู่ข้างรถที่ลอบขนส่งชาวยิวออกจากซูดาน

ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 มอสซาดได้ดำเนินแผนตบตากลุ่มประเทศที่เป็นศัตรูครั้งใหญ่ เพื่อลักลอบขนย้ายชาวยิวกว่า 7,000 คนจากประเทศเอธิโอเปีย ให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในอิสราเอลโดยเดินทางผ่านประเทศซูดาน ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีเมนาเฮม เบกิน ซึ่งต้องการนำเหล่าพี่น้องเชื้อสายยิวกลับคืนสู่ดินแดนแห่งพันธะสัญญา

เนื่องจากซูดานนั้นเป็นประเทศสมาชิกของกลุ่มสันนิบาตอาหรับ ซึ่งนับว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของอิสราเอล มอสซาดจึงได้คิดแผนการสร้างรีสอร์ตเพื่อการท่องเที่ยวดำน้ำขึ้นแห่งหนึ่งที่ริมชายฝั่งทะเลแดง เพื่อใช้ตบตาทางการซูดานและเป็นฐานของปฏิบัติการลับในครั้งนี้

ในช่วงเวลากลางวัน เจ้าหน้าที่ของหน่วยจารกรรมมอสซาดจะแสร้งแสดงตัวเป็นพนักงานบริการในรีสอร์ตดังกล่าว แต่พอถึงเวลากลางคืน พวกเขาจะลอบอำนวยความสะดวกให้กับชาวยิวที่เดินเท้าข้ามแดนมาจากเอธิโอเปีย เพื่อส่งตัวคนเหล่านี้ต่อไปยังอิสราเอลโดยทางเรือและทางอากาศ

ปฏิบัติการลับนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่นโดยไม่ถูกขัดขวางเป็นเวลานานอย่างน้อย 5 ปี และเมื่อแผนการถูกเปิดโปง บรรดาเจ้าหน้าที่ของมอสซาดในรีสอร์ตปลอมแห่งดังกล่าว ก็ได้พากันหลบหนีไปจนหมดแล้ว

แก้แค้นเหตุสังหารหมู่ในกีฬาโอลิมปิกที่นครมิวนิก

ทีมชาติอิสราเอลเข้าร่วมพิธีรำลึกถึงเพื่อนร่วมชาติที่ถูกสังหาร ซึ่งจัดขึ้นในสนามกีฬาโอลิมปิกที่นครมิวนิก

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทีมชาติอิสราเอลเข้าร่วมพิธีรำลึกถึงเพื่อนร่วมชาติที่ถูกสังหาร ซึ่งจัดขึ้นในสนามกีฬาโอลิมปิกที่นครมิวนิก

เมื่อปี 1972 กลุ่มกันยายนทมิฬ (Black September) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชาวปาเลสไตน์ ได้บุกเข้าสังหารนักกีฬาทีมชาติอิสราเอล 2 คนในที่พัก และจับอีก 9 คนเป็นตัวประกัน ระหว่างการแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่นครมิวนิกของเยอรมนี ซึ่งต่อมานักกีฬาทุกคนถูกมือปืนยิงสังหาร หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชาวเยอรมันตะวันตกเข้าช่วยเหลือไม่สำเร็จ

นักกีฬาและโค้ชทีมชาติอิสราเอล 11 คน ที่ถูกสังหารในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกปี 1972 ที่นครมิวนิกThey are (top left to right): Yosef Gutfreund, 40; Moshe Weinberg, 33: Yoseph Romano, 32; David Berger, 28; Mark Slavin, 18; Yaacov Springer, 52; (bottom left to right): Ze'ev Friedman, 28; Amitsur Shapira, 40; Eliezer Halfin, 24; Kehat Schorr, 53; Andre Spitzer, 27

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นักกีฬาและโค้ชทีมชาติอิสราเอล 11 คน ที่ถูกสังหารในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกปี 1972 ที่นครมิวนิก

หลายปีหลังจากนั้น หน่วยมอสซาดได้มุ่งเป้าติดตามบุคคลผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวกับเหตุโจมตี ซึ่งรวมถึงนายมาห์มูด ฮัมชารี ผู้ที่ต่อมาถูกสังหารด้วยระเบิดที่ฝังอยู่ในโทรศัพท์ ซึ่งติดตั้งภายในอะพาร์ตเมนต์ของเขาเองที่กรุงปารีส โดยแรงระเบิดทำให้เขาเสียขาข้างหนึ่งและเสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บสาหัสในที่สุด

ยาห์ยา อัยยาช มือระเบิดผู้สิ้นชีพด้วยระเบิดโทรศัพท์

ภาพของยาห์ยา อัยยาช ปรากฏในโปสเตอร์ โดยถือเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, ภาพของยาห์ยา อัยยาช ปรากฏในโปสเตอร์ โดยถือเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์

ในปฏิบัติการที่คล้ายกันเมื่อปี 1996 ยาห์ยา อัยยาช นักทำระเบิดคนสำคัญของกลุ่มฮามาส ถูกลอบสังหารด้วยการยัดวัตถุระเบิดราว 50 กรัม เข้าไปในโทรศัพท์มือถือรุ่นโมโตโรลาอัลฟาของเขา

อัยยาชซึ่งเป็นขุนพลคนสำคัญในกองกำลังของกลุ่มฮามาส เป็นที่รู้จักกันดีว่ามีความเชี่ยวชาญในการประดิษฐ์และประกอบระเบิด รวมทั้งเป็นผู้บงการวางแผนอันซับซ้อน เพื่อโจมตีเป้าหมายที่เป็นฝ่ายอิสราเอลหลายครั้ง ทำให้เขาตกเป็นบุคคลที่ถูกหมายหัวและต้องการตัวมากที่สุดจากหน่วยงานด้านความมั่นคงของอิสราเอล

ในช่วงปลายปี 2019 ทางการอิสราเอลยกเลิกคำสั่งห้ามเปิดเผยรายละเอียดบางส่วนของการลอบสังหารในครั้งนั้น ทำให้สถานีโทรทัศน์ช่อง 13 ของอิสราเอล นำเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ที่ยาห์ยาพูดคุยกับพ่อของเขาเป็นครั้งสุดท้ายมาออกอากาศ ซึ่งการลอบสังหารฮัมชารีและอัยยาช ถือเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของความเป็นมาอันยาวนาน ในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสังหารเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง

ฆ่ารัดคอมาห์มูด อัล-มาบูห์

Mahmoud al-Mabhouh's images on a poster

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มาห์มูด อัล-มาบูห์ ถูกช็อตด้วยไฟฟ้าก่อนจะถูกรัดคอจนเสียชีวิต

ในปี 2010 มาห์มูด อัล-มาบูห์ ซึ่งเป็นผู้นำอาวุโสในฝ่ายทหารของกลุ่มฮามาส ถูกลอบสังหารในห้องพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งของนครดูไบ ซึ่งแม้ในตอนแรกจะดูเหมือนการเสียชีวิตตามธรรมชาติ แต่ต่อมาตำรวจดูไบก็สามารถระบุตัวทีมลอบสังหารได้จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด และเผยว่าเขาถูกสังหารด้วยการช็อตไฟฟ้าและรัดคอจนเสียชีวิต

เชื่อกันว่าผู้บงการลอบสังหารในครั้งนี้คือมอสซาด ทำให้รัฐบาลอิสราเอลมีปัญหาทางการทูตกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ในทันที และแม้ทูตอิสราเอลจะอ้างว่า ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่ามอสซาดอยู่เบื้องหลังเหตุฆาตกรรมดังกล่าว แต่ทางการอิสราเอลก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าตนเองไม่มีความเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการดำเนินตามนโยบายที่เน้นรักษาความคลุมเครือในประเด็นเหล่านี้

ปฏิบัติการลอบสังหารที่ล้มเหลว

แม้หน่วยมอสซาดที่เก่งกาจจะประสบความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจมาหลายครั้งหลายครา แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะต้องพบกับความล้มเหลวเข้าจนได้

ลอบสังหารผู้นำฝ่ายการเมืองของฮามาสในจอร์แดน แต่ไม่สำเร็จ

คาเล็ด เมชัล ในงานแถลงข่าวครั้งหนึ่ง

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, คาเล็ด เมชัล เป็นผู้นำฮามาสปีกการเมือง ในช่วงระหว่างปี 1996 ถึง 2017

ในปฏิบัติการที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการทูตครั้งใหญ่ของอิสราเอลเกิดขึ้นเมื่อปี 1977 จากความพยายามลอบสังหาร นายคาเล็ด เมชัล ผู้นำฝ่ายการเมืองของกลุ่มฮามาส ในประเทศจอร์แดน ด้วยการวางยาพิษ

เหตุการณ์ที่เมชัลถูกลอบสังหารด้วยยาพิษขณะพำนักอยู่ในจอร์แดน ทำให้สายลับอิสราเอลผู้ลงมือทำภารกิจถูกจับกุมหลายคน และอิสราเอลยังถูกจอร์แดนบีบบังคับให้มอบยาถอนพิษแก่เมชัลอีกด้วย

นอกจากนี้ แดนนี ยาทอม หัวหน้าหน่วยมอสซาดยังต้องรีบเดินทางไปจอร์แดน เพื่อรักษาอาการป่วยของเมชัลด้วยตนเอง

เหตุการณ์นี้บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอล-จอร์แดนอย่างมาก ซึ่งเพิ่งลงนามในสนธิสัญญาไปก่อนหน้าเกิดเหตุการณ์ไม่นาน

ถล่มบ้านมาห์มูด อัล ซาฮาร์ ผู้นำกลุ่มฮามาส เมื่อปี 2003

มาห์มูล อัล ซาฮาร์

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มาห์มูล อัล ซาฮาร์ ผู้นำกลุ่มฮามาส เป็นหนึ่งในผู้ที่หน่วยมอสซาดต้องการตัวมากที่สุด

เมื่อปี 2003 อิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ เพื่อถล่มบ้านของมาห์มูด อัล ซาฮาร์ ผู้นำกลุ่มฮามาส ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองกาซาซิตี ทำให้ภรรยาของเขาและบุตรชายชื่อคาเล็ดต้องเสียชีวิตไปพร้อมกับชาวปาเลสไตน์อีกหลายคน แม้ว่าตัวของมาห์มูดเองจะรอดชีวิตมาได้ก็ตาม เหตุโจมตีดังกล่าวทำให้บ้านของเขาพังราบคาบ และแสดงถึงความโหดร้ายของปฏิบัติการโจมตีในเขตที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น

กรณีลาวอน (Lavon Affair)

Egyptian President Gamal Abdel Nasser announcing the nationalization of the Suez Canal

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีกามาล อับเดล นาสเซอร์ ของอียิปต์ ประกาศให้คลองสุเอซเป็นสมบัติของชาติ

เมื่อปี 1954 ทางการอียิปต์ได้ทำลายแผนการของสายลับอิสราเอล ที่เตรียมจะลงมือทำภารกิจใน “ปฏิบัติการซูซานนาห์” ซึ่งจะนำระเบิดไปวางไว้ในอาคารของทางการสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรในอียิปต์ เพื่อกดดันให้อังกฤษคงกำลังทหารรักษาความปลอดภัยแถบคลองสุเอซไว้ต่อไป

เหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่า “กรณีลาวอน” ตามชื่อของพินฮาส ลาวอน รัฐมนตรีกลาโหมของอิสราเอลในตอนนั้น โดยเชื่อกันว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนเพื่อดำเนินปฏิบัติการดังกล่าว ส่วนความล้มเหลวในครั้งนี้ คาดว่ามาจากความผิดพลาดครั้งใหญ่ในการสืบหาข่าวกรองของมอสซาด

สงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War)

Two Israeli troops look across across the Suez Canal in October 1973 during the 1973 Arab Israeli War

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กองทัพอิสราเอลยกข้ามคลองสุเอซในสงครามกับชาติอาหรับเมื่อปี 1973

ในวันที่ 6 ต.ค. ปี 1973 อียิปต์และซีเรียร่วมกันโจมตีอิสราเอล เพื่อยึดคืนที่ราบสูงโกลันและคาบสมุทรไซนาย โดยช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับวันยมคิปปูร์ หรือวันแห่งการขออภัยบาปของชาวยิว ทำให้อิสราเอลไม่ทันตั้งตัวในวันแรก ๆ ที่สงครามปะทุขึ้น

อียิปต์และซีเรียกระหนาบเข้าตีอิสราเอลจากสองด้าน กองกำลังของอียิปต์ได้ยกข้ามคลองสุเอซเข้ามา โดยมีกำลังพลเสียชีวิตน้อยกว่าที่คาดมาก ส่วนซีเรียตีฝ่าแนวต้านของอิสราเอลเข้ามาถึงที่ราบสูงโกลันได้ โดยมีสหภาพโซเวียตคอยส่งเสบียงและอาวุธยุทโธปกรณ์ให้อียิปต์และซีเรีย ส่วนอิสราเอลนั้นมีสหรัฐฯ เป็นผู้สนับสนุนในการส่งกำลังบำรุงฉุกเฉิน ทำให้สามารถตีโต้และขับไล่กองกำลังของทั้งสองชาติที่รุกเข้ามาได้สำเร็จ ในวันที่ 25 ต.ค. ซึ่งเป็นเวลาเพียง 4 วัน หลังสหประชาชาติออกข้อมติให้ทุกฝ่ายยุติการสู้รบ

การโจมตีสายฟ้าแลบ 7 ต.ค. 2023

A security official walks past tents and debris after the 7 October attack

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, การโจมตีทางตอนใต้ของอิสราเอลโดยกลุ่มฮามาส เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปราว 1,200 คน

อีก 50 ปีต่อมา อิสราเอลต้องพบกับการโจมตีครั้งใหญ่ที่เหนือความคาดหมายอีกครั้ง โดยคราวนี้กลุ่มฮามาสบุกโจมตีเมืองหลายแห่งตรงแนวพรมแดนที่ติดกับฉนวนกาซา ในวันที่ 7 ต.ค. ของปีที่แล้ว ทำให้มอสซาดถูกเพ่งเล็งและกล่าวโทษว่าประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในงานข่าวกรอง และแสดงถึงจุดอ่อนสำคัญของอิสราเอล ในนโยบายการป้องปรามกลุ่มฮามาสไม่ให้ก่อเหตุร้าย

ทางการอิสราเอลระบุว่า เหตุโจมตีดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 1,200 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือน ทั้งยังมีผู้ถูกจับไปเป็นตัวประกันในเขตกาซาอีก 251 คน

ด้านอิสราเอลได้โจมตีตอบโต้กลุ่มฮามาสโดยเปิดฉากทำสงครามในฉนวนกาซา ซึ่งล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขของกาซาที่บริหารโดยกลุ่มฮามาสระบุว่า การสู้รบทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วถึง 40,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือน