สืบความเป็นมาชาวกัมพูชารุกคืบตั้งถิ่นฐาน โยงน้ำประปา-ตั้งเสาไฟฟ้า ณ บ้านหนองหญ้าแก้วตั้งแต่เมื่อใด ?

ที่มาของภาพ, BBC Thai/Wasawat Lukharang
นับตั้งแต่มีเหตุเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่จากกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (อคฝ.) กับชาวกัมพูชา เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ณ บริเวณพื้นที่ป่า ของบ้านหนองหญ้าแก้ว ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง สระแก้ว ซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านเตรยจัน ต.ห้า อ.โอจโร จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ทางการของทั้งสองประเทศต่างก็ออกมาอ้างความชอบธรรมเหนือพื้นที่ดังกล่าว
ฝั่งกองทัพบกของไทยเผยแพร่แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศพร้อมรายละเอียดการตีเส้นพรมแดนที่อ้างโดยฝั่งไทย (เส้นสีน้ำเงินตามภาพ) และเส้นพรมแดงที่อ้างโดนฝั่งกัมพูชา (เส้นสีแดง) ซึ่งเป็นข้อมูลที่อ้างอิงจากคณะกรรมการปักปันเขตแดนบริเวณสระแก้ว ที่ดำเนินงานระหว่างเดือน มิ.ย. 2549 - พ.ค. 2550 และเกิดจากความร่วมมือระหว่างไทย-กัมพูชา ภายใต้กลไก "คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม" (Joint Boundary Commission - JBC)
นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องย้ำว่า กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม นั้นตั้งขึ้นมาภายใต้บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก หรือ ที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ MOU 2543 และที่กัมพูชามักอ้างอิงในชื่อ MOU 2000
แท้จริงแล้ว MOU 43 ไม่ใช่การกำหนดเขตแดน แต่เป็นบันทึกความเข้าใจของทั้งสองฝ่ายเกี่ยวกับขั้นตอนการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ซึ่งกลไกอย่าง JCB ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งของ MOU 43 นี้

ที่มาของภาพ, โฆษกกองทัพบก
เมื่ออ้างอิง ข้อมูลจากเอกสารวิจัยส่วนบุคคล ภายใต้ชื่อ แนวทางแก้ไขปัญหาการใช้พื้นที่อ้างสิทธิ์ เขตแดนไทย – กัมพูชา ในเขตรับผิดชอบของกองกำลังบูรพา โดย พันเอกปฏิวัติ เฟื่องประภัสสร์ ซึ่งดำรงตำแหน่ง รองผู้บังคับการ กรมทหารราบที่ ๒ รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตอนที่รายงานฉบับนี้เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อเดือน ก.ย. 2563 ขณะที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา บีบีซีไทยพบว่า หลักเขตที่ 42 บริเวณ บ.หนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จังหวัดสระแก้ว ยังคงเป็นปัญหาที่ตกลงกันไม่ได้ระหว่างไทยและกัมพูชา ทำให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิ์ไม่ตรงกัน 0.3 ตร.กม. หรือประมาณ 196 ไร่ เพราะประเทศไทยกับประเทศกัมพูชายึดถือแผนที่คนละฉบับ

ที่มาของภาพ, BBC Thai/Wasawat Lukharang
อย่างไรก็ดี หากอ้างอิงจากแผนที่ฉบับดังกล่าวจะพบว่ามีบ้านของชาวกัมพูชาสร้างรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่เลยเส้นสีแดงที่กัมพูชาอ้างสิทธิด้วยซ้ำ และเป็นที่มาให้ทางการไทยนำเจ้าหน้าที่ผลักดันให้ชาวกัมพูชาบางส่วนต้องถอยร่นออกจากบ้านเรือนที่พวกเขาสร้างบนดินแดนของไทย
เจ้าหน้าที่จากกองกำลังบูรพานายหนึ่งบอกกับบีบีซีไทย ขณะที่เราลงพื้นที่ใกล้แนวรั้วลวดหนามเมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมาว่า หนึ่งในบ้านของชาวกัมพูชาที่สร้างบนพื้นที่ของไทยนั้น ถูกเจ้าหน้าที่ผลักดันออกจากพื้นที่ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา
เหตุใดบ้านชาวกัมพูชาจึงมีน้ำ-ไฟใช้ได้ ?

ที่มาของภาพ, BBC Thai/Wasawat Lukharang
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ บีบีซีไทยพบว่า บ้านเรือนของชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันอยูภายใต้การจัดการของเจ้าหน้าที่ฝั่งไทย และตั้งอยู่หลังแนวรั้วลวดหนามที่กั้นชาวกัมพูชาหลังเหตุปะทะนั้น มีการต่อน้ำและสายไฟฟ้าจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาอย่างเป็นระบบ
เมื่อบีบีซีไทยสอบถามไปยังชาวบ้านในพื้นที่ นางสมพร เพชรจิตต์ ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองหญ้าแก้ว บอกกับบีบีซีไทยว่า เธอเห็นการเข้ามาของชาวกัมพูชาในพื้นที่ตั้งแต่ช่วงปี 2539 ที่เธอเข้ามาอาศัยในพื้นที่ พร้อมระบุว่าที่ผ่านมา ชาวบ้านของทั้งสองประเทศต่างก็ไปมาหาสู่กันปกติ

ที่มาของภาพ, BBC Thai/Wasawat Lukharang
ขณะที่นายทองบู่ วงชมภู และนางประจวบ วงชมภู ชาวบ้านในพื้นที่เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า ความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านของทั้งสองประเทศนั้นมีมาหลายสิบปีแล้ว และการรุกคืบเข้ามาของชาวกัมพูชาบนดินแดนไทยก็เป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
"มันมาเรื่อย ๆ ตอนแรกมีกระต๊อบหลังน้อย ๆ มาขายของให้ไทย พอมีทุน มีกำไรก็ทำใหญ่" นางประจวบ กล่าว
ขณะที่ประเด็นเรื่องการเข้ามาของสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างน้ำประปาหรือไฟฟา ทั้งคู่กล่าวว่าดูเหมือนจะเริ่มเกิดขึ้นในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, BBC Thai/Wasawat Lukharang
ด้าน พันเอกชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ บอกกับบีบีซีไทยว่า ในช่วงแรกที่ชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยนั้น ยังไม่มีการจัดทำหลักเขตแดนร่วมกัน จึงไม่ได้มีการจัดการการรุกล้ำเข้ามา
อย่างไรก็ดี เขาเสริมว่าภายหลังปี 2550 ที่มีการจัดทำเขตแดนร่วมกันแล้วนั้น เมื่อมีชาวบ้านเรียกร้องการรุกล้ำเขตแดนเข้ามา เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นก็จะมีการประท้วง "ซึ่งเราประท้วงได้อย่างเดียว มันไม่ได้มีข้อกำหนดอะไรให้เราทำ"
"เราประท้วงที่สํานักงานประสานงานชายแดนไทยกัมพูชา แล้วก็ผ่านไปทาง ชด.ทหาร [กรมกิจการชายแดนทหาร] ผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศ"
พันเอกชัยณรงค์ เสริมต่อไปว่า เจ้าหน้าที่หน้างานเองเริ่มมีการประท้วงมาตั้งแต่ปี 2551 หลังจากที่คณะทำงานปักปันเขตแดนในพื้นที่ทำงานเสร็จในปี 2550 อย่างไรก็ดี เมื่อกระทรวงต่างประเทศของไทยประท้วงไปยังฝั่งกัมพูชา เรื่องกลับเงียบ
"ถ้าเรื่องเขตแดน เขาจะเงียบตลอด เขาไม่ตอบกลับด้วย" พันเอกชัยณรงค์ กาสี กล่าว

ที่มาของภาพ, BBC Thai/Wasawat Lukharang
อย่างไรก็ดี หลังเกิดเหตุปะทะขึ้นเมื่อวันที่ 17 ก.ย. เมื่อบีบีซีส่งคำร้องขอให้ฝั่งกัมพูชาแสดงแผนที่เขตแดนที่กัมพูชาอ้างสิทธิ นายเน็ต เพียกตรา รัฐมนตรีกระทรวงข้อมูลข่าวสารของกัมพูชา กล่าวกับบีบีซีว่า หมู่บ้านเปรย์จัน ในจังหวัดบันเตียเมียนเจย ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา และ "ประชาชนกัมพูชาได้อาศัยอยู่และพึ่งพาพื้นที่นี้มาเป็นเวลานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2000 ภายใต้เอกสารที่มีผลผูกพันนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ให้คำมั่นว่าจะคงสถานะเดิมไว้จนกว่าคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) จะดำเนินการปักปันเขตแดนเสร็จสิ้น"
เขากล่าวต่อว่า "การบุกรุกพื้นที่ที่ชาวกัมพูชาอยู่อาศัยโดยชอบนี้ ไม่เพียงเป็นการละเมิดสิทธิของพวกเขา แต่ยังบ่อนทำลายความไว้วางใจและความเชื่อมั่นระหว่างสองประเทศอย่างร้ายแรง กัมพูชาย้ำว่าประชาชนของตนมีสิทธิอันชอบธรรมในการปกป้องบ้านเรือนและทรัพย์สินของตนเอง"











