ชีวิตกลางดงสงครามระลอกใหม่ของแรงงานไทยที่ยังอยู่ในอิสราเอล

ที่มาของภาพ, facebook/ทิดก๋วย คนโคราช
ใกล้จะตีห้าของวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมา ขณะที่ กรวิชญ์ แก้วเกิดแรงงานชาวโคราชในอิสราเอลวัย 36 ปี กำลังรีดนมวัวในฟาร์มแห่งหนึ่งใกล้กับชายแดนฉนวนกาซา ระเบิดลูกหนึ่งมาตกใกล้ ๆ กับฟาร์มของเขา ภาพที่เขาวิ่งออกมาเห็น คือ ไฟที่ลุกท่วมในจุดที่ระเบิดหลังจากตกลงมาไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้
"น่ากลัวครับ ขาสั่นหมด ตื่นหมดเลยพี่น้อง ลูกสกัดไม่ขึ้น เขาไม่มีประกาศเตือน" กรวิชญ์ แก้วเกิด ชาว อ.ชุมแสง จ.นครราชสีมา บอกเล่าสถานการณ์ผ่านการไลฟ์ทางเฟซบุ๊กในเช้ามืดวันนั้น ด้วยอาการตื่นตระหนก
แคมป์พักคนงานที่เขาอาศัย ในคิบบุตซ์อะลูมิม (Alumim) ในเขตทะเลทรายเนเกฟ ใกล้ชายแดนฉนวนกาซาเพียง 3 กิโลเมตร
กรวิชญ์ เป็นหนึ่งในแรงงานไทยผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์กลุ่มฮามาสเข้าโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. เมื่อปีที่แล้ว ในแคมป์ของเขามีคนงานชาวไทยเสียชีวิตจากการบุกโจมตีของกลุ่มติดอาวุธ 12 คน และเขาเป็นหนึ่งใน 12 คนที่รอดชีวิตกลับมา โดยหนึ่งในนั้นยังถูกจับเป็นตัวประกันไปเกือบ 2 เดือน
แรงงานชาวโคราชรายนี้ เพิ่งเดินทางกลับไปทำงานยังอิสราเอล เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา หลังจากนายจ้างติดต่อเขากลุ่มคนงานชาวไทยที่เคยทำงานในคิบบุตซ์ให้กลับไปทำงานที่นั่น
หลังจากสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสในกาซาดูเหมือนจะหนักหนาอยู่ ทว่าไม่กี่เดือนหลังจากกรวิชญ์กลับไปอิสราเอล ก็เกิดเหตุการณ์ที่อิหร่านระดมยิงโดรนและขีปนาวุธเข้าใส่อิสราเอล ในวันที่ 13 เม.ย. ทำให้ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในอิสราเอลเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง
เกือบ 7 เดือน หลังจากจุดเริ่มต้นการสู้รบระหว่างกลุ่มฮามาสและอิสราเอล บัดนี้เหตุการณ์ที่ปะทุระหว่างอิหร่านและอิสราเอลกำลังสร้างความไม่แน่นอนให้กับชีวิตของแรงงานไทยในอิสราเอลอีกครั้ง

ที่มาของภาพ, facebook/ทิดก๋วย คนโคราช
เหตุผลของการตัดสินใจกลับไป
เหตุการณ์บุกโจมตีอิสราเอลหลายจุดเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2566 แคมป์คนงานที่กรวิชญ์ทำงานอยู่ ถูกกลุ่มติดอาวุธเข้ามากราดยิงและเผาทำลายที่พัก เป็นเหตุให้มีแรงงานเสียชีวิตเกือบ 30 คน เป็นคนงานชาวไทย 12 คน นอกนั้นเป็นแรงงานชาวเนปาล ส่วนคนไทยที่รอดชีวิตมี 12 คน โดยหนึ่งในนั้นถูกจับเป็นตัวประกัน ก่อนได้รับการปล่อยตัวในช่วงปลายเดือน พ.ย.
วันเกิดเหตุ กรวิชญ์ เป็นคนที่ออกจากพื้นที่เป็นคนสุดท้าย เขาหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องเก็บยาของฟาร์มเป็นเวลา 20 ชั่วโมง แม้ไม่เห็นเหตุการณ์ว่า กลุ่มติดอาวุธลงมืออย่างไร แต่เสียงปืนนับครั้งไม่ถ้วนที่เกิดขึ้นอีกฝั่งของกำแพงห้องข้าง ๆ ยังดังก้องในความทรงจำของเขา
กรวิชญ์และแรงงานอีกเกือบ 10 คน ได้รับการช่วยเหลือและเดินทางกลับไทยเป็นชุดแรก ๆ
เหตุการณ์เฉียดตายในครั้งนั้น เขาบอกกับตัวเองว่าจะไม่กลับไปยังอิสราเอลอีกแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยเหตุผลเรื่องการเลี้ยงชีพไม่เพียงตัวเองและยังมีครอบครัวอีกด้วย เขามองไม่เห็นอนาคตของการอยู่ในเมืองไทยต่อไป
"ทีแรกผ่านช่วงเหตุการณ์วันนั้นมา ทีแรกว่าจะไม่กลับมา ทีนี้อยู่บ้านก็รู้อยู่ว่าบ้านเรามันหากินลำบาก เราอยู่บ้านก็ไม่มีงาน ไม่มีไรทำ เลยตัดสินใจกลับมาดีกว่า พอดีจังหวะหัวหน้าติดต่อมาด้วยว่า อยากกลับมาทำงานไหม เลยถามเพื่อน ๆ ที่เขารอดชีวิตมาว่ามีใครอยากกลับมาไหม" เขาเล่า
เมื่อไถ่ถามกันในกลุ่มคนไทยที่รอดชีวิตมาด้วยกัน หลายคนอยากกลับไปทำงานที่นั่น ทำให้นับตั้งแต่ต้นปี 2567 มีคนไทยในแคมป์เดียวกับกรวิชญ์ ทยอยกลับไปที่อิสราเอล จนล่าสุดมีคนไทยอยู่แคมป์เดียวกับกรวิชญ์แล้ว 8 คน

ที่มาของภาพ, facebook/ทิดก๋วย คนโคราช
"มีแต่พวกรอดชีวิตกลับมา"
"มาแรก ๆ เขายังไม่ได้รื้อห้องนอนที่เดิม ยังมีรอยไฟไหม้ เราเห็นก็หดหู่อยู่ แต่ตอนนี้เขารื้อทิ้งไปหมดแล้ว" แรงงานหนุ่มจากโคราช กล่าวถึงความรู้สึกแรก เมื่อได้กลับไปถึงฟาร์ม สถานที่เกิดเหตุเมื่อเกือบ 7 เดือนก่อน
ห้องนอนของคนไทยที่ถูกเผา บังเกอร์หลบภัยห้องเดิมที่แรงงานชาวเนปาลถูกยิงเสียชีวิตในนั้น 3 คน ถูกปรับปรุงบูรณะขึ้นมาใหม่หลังจากนั้น กรวิชญ์บอกว่า บรรยากาศในช่วงแรก ๆ ที่กลับมา คนไทยยังมีไม่กี่คน ทำให้รู้สึกถึงบรรยากาศที่หดหู่ไม่น้อย
"มีแต่พวกรอดชีวิตกลับมา คิดดูสิว่าจะรู้สึกยังไงเวลาเจอหน้ากัน"
ส่วนสถานการณ์สู้รบจากบริเวณที่เขาอยู่ เขาเล่าว่า กลับมาช่วงแรก ๆ มีทหารอิสราเอลตรึงกำลังเป็นจำนวนมาก และรถถังที่ยิงเข้าไปในฝั่งฉนวนกาซาก็มีการยิงต่อเนื่อง และนาน ๆ ครั้งจึงจะมีลูกกระสุนจากอีกฝั่งเข้ามาตกในเขตแดนของอิสราเอล เพราะส่วนใหญ่ถูกสกัดจากไอเอิร์นโดม หรือที่คนงานไทยเรียกกันว่า "ลูกสกัด" ที่อิสราเอลใช้ต่อต้านการยิงจากฝ่ายตรงข้าม
"ช่วงแรก ๆ รถถังยิงกันทั้งคืน แทบไม่ได้นอน เพราะรถถังยิง ห้องประตูมันก็สะเทือน ไม่ใช่สะเทือนเบา ๆ แต่มันสั่นไปทั้งห้อง" กรวิชญ์เล่าถึงสถานการณ์ที่บริเวณฟาร์มและแคมป์คนงานที่เขากลับไปเมื่อต้นปี
เขายอมรับว่า ตั้งแต่กลับมาอีกครั้ง ความรู้สึกกลัวยังมีเช่นเดิม แต่เป็นความกลัวที่น้อยลง แต่สิ่งที่เพิ่มเติมมา คือ ความกลัวความมืด จากการที่เขาต้องหลบซ่อนในห้องยาที่มืดไม่มีแสงสว่างเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ผลพวงจากเหตุการณ์ที่รอดชีวิตมาได้ครั้งนั้น ทำให้กรวิชญ์ต้องข่มจิตใจและรู้สึกหวาดระแวงตลอดเวลา เมื่อต้องทำงานในยามค่ำคืน หรือยามเช้ามืดที่ต้องตื่นเช้ามารีดนมวัวตั้งแต่เวลาตี 4
"ถ้าเมื่อไหร่ที่มันมืด ผมจะรู้สึกกลัวทันที มันจะคิดระแวงไปว่า อะไรจะเข้ามาหรือเปล่า เขา (ผู้ก่อการร้าย) จะเข้ามาหรือเปล่า บางทีเราเปิดไฟทำงานกลางคืนอย่างนี้ผมก็กลัว เพราะมองไปข้างนอกมันไม่เห็น"

ที่มาของภาพ, facebook/ทิดก๋วย คนโคราช
เหตุการณ์ระลอกใหม่
เหตุการณ์อิหร่านระดมยิงโดรนและขีปนาวุธเข้าใส่อิสราเอล เมื่อที่ 13 เม.ย. เพื่อตอบโต้ต่อเหตุโจมตีนองเลือดสถานกงสุลอิหร่านในกรุงมาดากัส เมืองหลวงของซีเรีย สร้างความไม่แน่นอนให้กับสถานการณ์ในอิสราเอลอีกครั้ง
นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่อิหร่านเปิดฉากโจมตีไปยังดินแดนของอิสราเอล เสียงสัญญาณเตือนภัยดังระงมไปทั่วอิสราเอล พลเมืองต่างได้รับคำแนะนำให้หาที่หลบภัย ท่ามกลางเสียงระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อระบบป้องกันทางอากาศถูกใช้งาน
ข้อความเตือนถึงภัยคุกคามจากการโจมตีของอิหร่าน ถูกแจ้งมาถึงกรวิชญ์เช่นกัน
"นอนหลับอยู่ หัวหน้าส่งข้อความเข้ามา เขาบอกว่า ถ้าได้ยินเสียงไซเรน ให้เข้าไปหลบอยู่ในบังเกอร์ 10 นาทีค่อยออกมา ปกติเขาจะไม่ระบุเวลา ยอมรับว่ากลัวครับ" แรงงานชาวไทยเล่า "ยิ่งตอนไปเห็นเขา (ทหารอิสราเอล) เก็บซากมาจากทะเลเดดซี โหยลูกมันไม่ใช่เล็ก ๆ"
แม้ฟาร์มและแคมป์คนงานที่กรวิชญ์อาศัยอยู่จะอยู่ทางตอนกลางของประเทศอิสราเอลติดทางฝั่งฉนวนกาซา ซึ่งเป็นคนละด้านกับทิศที่ตั้งของประเทศอิหร่านที่ยิงขีปนาวุธเข้ามา แต่เมื่อดูระยะทางบนแผนที่กับจุดที่จรวดบางลูกของอิหร่านสามารถหลุดรอดผ่านระบบป้องกันภัยทางอากาศ เข้ามาโจมตีฐานทัพอากาศเนวาทิม นั้นพบว่าอยู่ห่างกันเพียงแค่ 80 กิโลเมตร
เมื่อถามว่าหากสถานการณ์ลุกลามขึ้นมา มีสิ่งใดที่ป้องกันคนงานได้บ้าง กรวิชญ์บอกว่า ที่ฟาร์มมีบังเกอร์หลบภัย แต่มีลักษณะเป็นเหมือนห้องคอนกรีตที่ "มองมาก็จะรู้ว่าเป็นบังเกอร์" ซึ่งกรวิชญ์มองว่าตั้งอยู่ในจุดที่มองเห็นได้ง่ายเกินไป ไม่เหมือนกับบังเกอร์ของฟาร์มในภาคเหนือบางแห่งที่เขาเห็นที่จะมีลักษณะเป็นหลุม ซึ่งน่าจะดูป้องกันได้มากกว่า
"ไม่ได้หลบสายตาหรือว่าอยู่ใต้ดิน มันตั้งทึบแล้วเป็นประตู ประตูก็ปิดไม่ได้ วิ่งเข้าไปก็รอตายอย่างเดียว (กรณีเหตุบุกยิง)"

ที่มาของภาพ, bbc
สถานการณ์ระลอกล่าสุด กองทัพอิสราเอล ระบุเมื่อวันที่ 14 เม.ย. ว่า อิหร่านยิงโดรนและขีปนาวุธมากกว่า 300 ลำ/ลูก มายังอิสราเอล การโจมตีประกอบไปด้วยโดรน 170 ลำ ขีปนาวุธร่อน (cruise missiles) อีก 30 ลูก ซึ่งทั้งหมดนั้นไม่สามารถเข้ามายังดินแดนของอิสราเอลได้
นอกจากนี้ ยังมีการยิงขีปนาวุธนำวิถี (ballistic missiles) อีก 110 ลูก โดยในจำนวนนี้ มีเพียงเล็กน้อยที่สามารถทะลวงเข้ามายังดินแดนของอิสราเอลได้ จากการกล่าวอ้างของ พล.ร.ต.แดเนียล ฮาการี โฆษกกองกำลังป้องกันอิสราเอลหรือไอดีเอฟ ผ่านช่องโทรทัศน์ของรัฐบาล ซึ่งบีบีซีไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวได้อย่างอิสระ
อย่างไรก็ตาม โฆษก ไอดีเอฟ อ้างว่าขีปนาวุธหนึ่งในนั้น "สร้างความเสียหายเล็กน้อยมาก" ต่อฐานทัพอากาศเนวาทิม ซึ่งตั้งอยู่ในทะเลทรายเนเกฟทางภาคใต้ของอิสราเอล โดย พล.ร.ต.ฮาการี บอกว่า ฐานทัพดังกล่าว "ยังคงใช้งานได้"
สำหรับกรวิชญ์ สถานการณ์ล่าสุดที่อิหร่านเปิดการโจมตีอิสราเอล เขาได้แต่บอกทางบ้านว่า "ไม่มีอะไร" เพราะเหตุการณ์เกิดในพื้นที่อื่น ส่วนสถานการณ์ด้านที่ติดกับเขตกาซา เขาบอกว่า มีการสู้รบเป็นระยะ ๆ ซึ่งช่วงนี้มีแต่ฝั่งอิสราเอลที่ยิงเข้าไป
"ทุกวันจะได้ยินเสียง เครื่องบิน เอฟ 35 บินเข้าไปทิ้งระเบิดทุกวันปกติแบบนี้ คนทำงานก็ทำ คนรบก็รบกันไป" กรวิชญ์กล่าว
"กลับกับอยู่ ก็สูสีกัน กลับก็ตาย ไม่กลับก็ตาย ผมปลงแล้ว"
อีกฝากหนึ่งของทางตอนเหนือของอิสราเอล ด้านที่ติดกับชายแดนเลบานอน สวนดอกไม้แห่งหนึ่งในโมชาฟหรือชุมชนการเกษตรเนตัว (Netua) นั่นคือ สถานที่ทำงาน ของ วุฒิชัย พึ่งหนู แรงงานไทยวัย 37 ปี ชาว อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี สวนดอกไม้ที่เขาทำงานอยู่แห่งนี้ มีภูเขาเพียงหนึ่งลูกเท่านั้นที่เป็นแนวตะเข็บกั้นกลางระหว่างอิสราเอลและประเทศเพื่อนบ้าน
วุฒิชัย เพิ่งย้ายมาทำงานที่สวนแห่งนี้เพียง 3 เดือน เพราะค่าแรงสูงกว่ารายได้ที่เขาได้รับในสวนผลไม้ภาคกลางถึงสองเท่า โดยส่วนหนึ่ง คือเงินช่วยเหลือในภาวะสงครามที่รัฐบาลอิสราเอลจ่ายให้ รวมรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท มากกว่าการทำสวนผลไม้ในภาคกลางที่เขาอยู่มา 1 ปีกว่า ซึ่งจ่ายค่าจ้างต่อเดือนไม่ถึงครึ่งแสน
ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะว่าเขตที่วุฒิชัยอยู่ ทางการประกาศให้ผู้อยู่อาศัยในเมืองอพยพออกจากพื้นที่ จะเหลือแต่เพียงแรงงานต่างชาติอย่างเขา ทหารอิสราเอลที่ตรึงกำลังบนภูเขาติดชายแดนเลบานอน และเจ้าของฟาร์มหรือสวนบางส่วน
"ที่ผมอยู่เป็นหมู่บ้าน ๆ หนึ่ง อิสราเอลย้ายคนของเขาออก มีแต่ทหาร เขาตั้งเป็นค่ายเลย ตอนนี้เลยเหลือแต่พวกผม และเจ้าของสวนที่ห่วงบ้าน" วุฒิชัยเล่า พร้อมกับบอกว่า สวนที่เขาอยู่มีคนไทยอยู่ 5 คน และคนอินเดียอีก 2 คน
วุฒิชัย เล่าว่า เขามาทำงานที่อิสราเอลผ่านโครงการของรัฐบาล โดยเสียค่าใช้จ่ายมาจากไทยทั้งหมดกว่า 75,000 บาท ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายทั้งค่าเครื่องบิน ค่าล่าม นับเป็นแรงงานไทยที่ส่งโดยรัฐบาลชุดสุดท้ายก่อนเกิดการสู้รบระหว่างอิสราเอลและฮามาส โดยอิสราเอลเป็นประเทศแรกที่วุฒิชัยเลือกออกมาใช้แรงงาน จากงานก่อนหน้านี้ที่เป็นคนงานโรงงานผสมปูนในไซต์ก่อสร้างทางด่วนมอเตอร์เวย์โคราช
วุฒิชัยมาถึงอิสราเอลและทำงานในสวนผลไม้บริเวณภาคกลางตอนล่าง ขณะที่เกิดการโจมตีอิสราเอลเมื่อเดือน ต.ค. 2566 เขาไม่ได้รับผลกระทบใด นอกจากการอยู่กลางดงจรวดที่ยิงข้ามเข้ามา แต่ถูกระบบป้องกันภัยทางอากาศสกัดเอาไว้ได้ วุฒิชัยเลือกไม่เดินทางกลับประเทศไทยในตอนนั้น แม้จะมีเพื่อนคนงานชวนกลับเพราะเกรงว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัย
แต่เมื่อย้ายมาอยู่ที่ชายแดนแห่งนี้ สถานการณ์ยิงกันไปมาเกิดขึ้น 5-6 ครั้งต่อเดือน เหตุการณ์ล่าสุดเมื่อ 1-2 วันที่ผ่านมา ทหารอิสราเอลยิงต่อสู้กับกลุ่มที่ไม่ทราบฝ่ายบริเวณชายแดนเลบานอน ซึ่งระเบิดบางลูกเขามองเห็นได้ในระยะสายตา
"เมื่อวาน (17 เม.ย.) กำลังทำงาน ปกติ อยู่ดี ๆ มีลูกปืนมาตกมา เจอทั้งหมด 3 ครั้ง ฝั่งเขายิงมาตกบนเขา" วุฒิชัยเล่าถึงลูกระเบิดที่ถูกยิงตกมาใกล้กับค่ายทหารที่ตั้งอยู่บนเขาซึ่งติดกับสวนดอกไม้ที่เขาทำงาน

ที่มาของภาพ, facebook/แสง สุด ท้าย
"หลังจากยิงมาตก ก็มีการยิงกันไปมา ๆ ผมเข้าไปหลบในบังเกอร์ประมาณ 5 นาที กับนายจ้าง เพื่อนร่วมงาน แล้วค่อยออกมา" วุฒิชัยเล่าพร้อมบอกด้วยว่า เมื่อไม่กี่วันมานี้ ก็มีแรงงานชาวอินเดีย เสียชีวิตจากการถูกลูกหลง ห่างจากสวนที่เขาอยู่เพียง 7-8 กิโลเมตร และบางครั้งสะเก็ดดินจากแรงระเบิดใกล้เคียงก็ลอยมาตกลงบนหลังคาเรือนเพาะชำที่เขาทำงานอยู่
วุฒิชัยบอกกับบีบีซีไทยว่า เขาทราบดีว่าพื้นที่ที่เขาอยู่มีความเสี่ยง แต่เลือกที่จะย้ายมาด้วยเหตุผลด้านรายได้ที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก และบอกด้วยว่า สำหรับเขาแล้ว ประเมินสถานการณ์เป็นระยะ ๆ เพราะการสู้รบมีอยู่เป็นปกติ การทำงานที่นี่จึงเหมือนเป็นการเสี่ยงดวงเอา
"กลับกับอยู่ ก็สูสีกัน กลับก็ตาย ไม่กลับก็ตาย ผมปลงแล้ว"
สำหรับตัวเลขของแรงงานไทยในอิสราเอล ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงแรงงาน เมื่อต้นเดือน ก.พ. 2567 ระบุว่า ก่อนเกิดการสู้รบมีแรงงานไทยอยู่ในอิสราเอล 29,900 คน ส่วนใหญ่ไปทำงานในภาคเกษตร
แต่เมื่อเกิดการสู้รบมีแรงงานไทยกลับประเทศ 9,697 ราย และยังอยู่ในอิสราเอล 20,203 ราย
ส่วนแรงงานไทยที่บาดเจ็บมีจำนวน 18 ราย เสียชีวิต 39 ราย และถูกจับเป็นตัวประกัน จำนวน 31 ราย โดยได้รับการปล่อยตัวและเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว 23 ราย ส่วนตัวประกันที่เหลือยังไม่ทราบชะตากรรม











