5 ข้อสงสัยในภารกิจช่วยเหลือแรงงานไทยจากภัยสงครามอิสราเอล-ฮามาส

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับแรงงานไทยในเหตุการสู้รบกันระหว่างกลุ่มฮามาสและอิสราเอลที่ปะทุขึ้นนับตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. นับได้ว่ามี "ความร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่ง" นับตั้งแต่คนไทยเริ่มเข้าไปทำงานในอิสราเอลเมื่อ 40 ปีที่แล้ว
ยอดผู้เสียชีวิตคนไทยในอิสราเอล ณ วันที่ 18 ต.ค. อยู่ที่ 30 ราย ขณะที่ยังมีคนไทยอีก 17 คนถูกกลุ่มฮามาสจับเป็นตัวประกัน
ในแง่การค้าการลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างไทยและอิสราเอล ภาคธุรกิจของไทยมองว่า สงครามที่เกิดขึ้นระหว่างอิสราเอลและฮามาสจะส่งผลกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยวกับไทยไม่มากนัก
แต่ยังเกิดข้อกังขาและข้อสงสัยต่อความพยายามของรัฐบาลในการช่วยเหลือคนไทย ภายใต้ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-อิสราเอล และไทย-ปาเลสไตน์ แบบ “ทางแก้ 2 รัฐ” ว่าจะนำไปสู่การลดผลกระทบต่อแรงงานไทยได้หรือไม่
การช่วยเหลือแรงงานไทยในอิสราเอลเป็นไปอย่างล่าช้าหรือไม่
นับตั้งแต่เที่ยวบินอพยพเที่ยวแรกจนถึงเที่ยวที่ 7 ทั้งจากเที่ยวบินพาณิชย์และเครื่องบินจากกองทัพอากาศ จนถึงช่วงเช้าวันนี้ (18 ต.ค.) มีคนไทยที่เดินทางกลับประเทศเกือบ 1 พันคน จากผู้ที่แสดงเจตจำนงจะเดินทางกลับประเทศเกือบ 8,000 คน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ขณะที่ตัวเลขจากกระทรวงแรงงาน ณ สิ้นเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ระบุว่ามีแรงงานไทยที่ยังทำงานอยู่ในอิสราเอลรวมกันทั้งสิ้น 25,887 คน ส่วนข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศประเมินว่า มีคนในไทยฉนวนกาซาราว 5,000 คน
น.ส.สุธาสินี แก้วเหล็กไหล รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อสิทธิแรงงาน บอกกับบีบีซีไทยว่า เมื่อพิจารณาระยะเวลานับตั้งแต่การโจมตีโดยกลุ่มฮามาสในเขตอิสราเอล ตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. "รัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือคนงานในอิสราเอลล่าช้ามาก"
ตัวอย่างหนึ่งคือ ในด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร หากพิจารณาจากข้อมูลข่าวสารที่ด้านญาติพี่น้องของผู้ใช้แรงงานทราบถึงสถานการณ์ก่อน
"บางคนถึงขั้นทราบว่า ญาติตัวเองถูกจับตัวเป็นตัวประกัน บางคนทราบถึงขั้นว่าญาติของตัวเองเสียชีวิตแล้ว แต่ในขณะที่ ด้านฝ่ายนายกรัฐมนตรีและทีมงาน แถลงข่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด" เธอย้อนเล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงวันแรก ๆ ที่เกิดการโจมตีขึ้น

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
"นี่ถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ เพราะคนเสียชีวิตหนึ่งคนเท่ากับว่า ครอบครัว (ของเขา) ล่มสลายไปแล้ว เพราะเขาคือกำลังหลักของครอบครัวที่จะต้องไปหาเงินมาดูแลครอบครัว"
อีกประเด็นหนึ่งที่เธอเป็นกังวลพร้อม ๆ ไปกับการตั้งคำถามต่อการทำงานของหน่วยงานรัฐ คือมาตรการอพยพแรงงานไทยออกมาจากอิสราเอลดำเนินการไปด้วยความล่าช้า ในขณะที่มีแรงงานไทยจำนวนหลายหมื่นคนที่ทำงานในอิสราเอล แต่เท่าที่มีตัวเลขรายงานมาระบุว่า มีการส่งแรงงานกลับได้เพียงวันละ 100-200 คนเท่านั้น
"แล้วกว่าจะอพยพทั้งหมดออกมายังประเทศจะต้องให้เวลากี่วัน และที่เหลือจะต้องใช้ชีวิตบนความเสี่ยงในอิสราเอลอีกนานเพียงใด" เธอตั้งคำถาม
ด้านนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เปิดเผยต่อสื่อมวลชนขณะที่เดินทางเยือนประเทศจีนว่า คาดว่าจะสามารถเพิ่มการนำคนไทยอพยพจากอิสราเอลได้เป็นวันละ 600 คน จึงมีความจำเป็นต้องนำเครื่องบินแบบแอร์บัส 380 ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้เที่ยวละ 500-600 คนมาใช้่ พร้อมกับมั่นใจว่าคนไทยที่แจ้งความประสงค์สามารถเดินทางกลับได้ทั้งหมดภายในสิ้นเดือนนี้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ฐานข้อมูลคนไทยในอิสราเอลเป็นอย่างไร
บีบีซีไทยตรวจสอบข้อมูลจากกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ ของกรมการจัดหาแรงงานพบว่า นับตั้งแต่ปี 2561-2565 ผู้ที่เดินทางไปใช้แรงงานที่อิสราเอลส่วนใหญ่กรมการจัดหางานเป็นผู้จัดส่งไปต่างประเทศ รองลงมาคือ การเดินทางไปด้วยตัวเอง ดังนั้น ในสัดส่วนที่เดินทางไปกับกรมการจัดหาแรงงานไปอิสราเอลจึงเป็นการดำเนินการภายใต้โครงการ “ความร่วมมือไทย - อิสราเอล เพื่อการจัดหางาน (Thailand-Israel Cooperation on the Placement of Workers: TIC)"

ที่มาของภาพ, Getty Image
น.ส.สุธาสินี ตั้งคำถามถึงการทำงานเชิงบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐของไทยในการเตรียมการอพยพว่ามีความพร้อมมากเพียงใด เช่น การจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับแรงงานไทยตามสัญญาจ้าง พิกัดสถานที่ทำงานของแรงงานไทย แต่ละแห่งมีคนไทยจำนวนเท่าไหร่ รวมถึงเส้นทางในการอพยพควรเป็นอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้
"เจ้าหน้าที่ในสถานทูตควรจะรู้ หรือมีข้อมูลว่า แรงงานไทยอยู่ที่ใดบ้าง แม้ในภาวะปกติ ไม่มีศึกสงครามก็ตาม นอกจากนี้ทางการไทยควรมีแผนรองรับสถานการณ์ให้รวดเร็วกว่าที่เป็น เพราะในอิสราเอลก็ถือว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรง ซึ่งในอดีตก็เคยเกิดขึ้นหลายครั้ง" เธอถามและให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อิสราเอลถือเป็นเป้าหมายสำคัญลำดับที่ 2 สำหรับผู้ใช้แรงงานไทยรองจากไต้หวัน
ส่วนอีกประเด็นหลังจากที่สื่อมวลชนไทยรายงานว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากแรงงานไทยในอิสราเอล บอกว่าพวกเขาถูกนายจ้างยึดพาสปอร์ต และบังคับให้ทำงาน บางคนทำงานโดยไม่ได้รับเงินมาตั้งแต่เดือนที่แล้ว ทำให้ไม่สามารถเดินทางกลับไทยได้
เธอจึงเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการแสวงหาความเป็นจริงในเรื่องนี้ให้กระจ่าง
จากสงครามที่ไม่คาดคิดสู่บทเรียนแรงงานต่างแดนใหม่
น.ส.สุธาสินี ยอมรับว่า สงครามระหว่างกลุ่มฮามาสและอิสราเอลที่กระทบต่อแรงงานครั้งนี้ ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิแรงงานของไทยด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา ประเด็นที่กลุ่มพิทักษ์สิทธิแรงงานขับเคลื่อนจะเป็นในส่วนที่แรงงานไม่ได้งานตามสัญญาจ้าง หรือไม่ก็เดินทางไปต่างประเทศแล้วถูกหลอกหลวงและไม่ได้งานทำ
"จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา นับตั้งแต่เกิดเหตุสงครามในลิเบีย 2557 ที่ทำให้ต้องอพยพแรงงานไทย 1,500 คน และครั้งล่าสุดในอิสราเอล ทางเครือข่ายสหภาพแรงงานก็พิจารณาว่าจะหารือเพื่อหาแนวทางดำเนินการในอนาคตอย่างไร" เธออธิบาย
แม้ว่าในขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ว่า อิสราเอลจะกลับมาเป็นตลาดสำคัญสำหรับแรงงานไทยเหมือนเดิมหรือไม่ แต่เธอขอเรียกร้องให้ภาครัฐมีมาตรการเยียวยาครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม เนื่องจากผู้ใช้แรงงานต่างมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากก่อนการเดินทางไปต่างประเทศ บางรายถึงขั้นต้องกู้หนี้ยืมสิน และเป็นหนี้นอกระบบอีกด้วย

ที่มาของภาพ, น.ส.สุธาสินี แก้วเหล็กไหล
เธอจึงขอเสนอแนะต่อรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือเยียวยาแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล 4 ประการ ดังนี้
- รัฐบาลควรจะประเมินความเสี่ยงที่เป็นไปได้ของแต่ละประเทศ ก่อนลงนามในบันทึกความเข้าใจ หรือ Memorandum of Understanding - MOU เพื่อส่งคนไทยไปทำงานต่างประเทศ
- รัฐบาลไทยจะต้องจัดการหรือมีมาตรการลงโทษกับบริษัทตัวแทนหรือนายจ้างที่บังคับแรงงานไทยทำงาน แทนที่จะอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง
- รัฐบาลควรเน้นมุ่งมั่นในการสร้างความมั่นคงในการทำงานในประเทศ โดยมีค่าจ้างที่เพียงพอและเป็นธรรม เพื่อให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของแรงงานไทยที่ไม่ต้องเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ
- เงินกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ จำนวน 15,000 บาท เป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้สามารถเยียวยาครอบครัวทันทีโดยไม่ต้องยื่นเอกสารเพื่อพิจารณาพิสูจน์ทราบผลกระทบที่แท้จริง เนื่องจากเหตุสงครามเกิดขึ้นได้จริง ๆ
คำมั่น-แนวทางเยียวยาจากรัฐบาล มีอะไรบ้าง
กระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยว่า แนวทางการเยียวยาคนไทยที่ไปทำงานในอิสราเอล เป็นไปตามสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานที่ได้ทำงานในต่างประเทศ โดยคนที่จะเดินทางกลับจากภาวะสงคราม จะได้รับเงินสงเคราะห์รายละ 15,000 บาท กรณีพิการ 15,000 บาท กรณีทุพพลภาพ 30,000 บาท กรณีเสียชีวิต 40,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพไปต่างประเทศเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 40,000 บาท
ด้านกระทรวงแรงงานระบุว่า ได้เตรียมความพร้อมให้แรงงานไทยที่ต้องการกลับไปทำงานที่อิสราเอล โดยกรมการจัดหางานได้มีหนังสือถึงสำนักงานประชากรและตรวจคนเข้าเมืองของอิสราเอล (PIBA) เพื่อขอให้พิจารณารับแรงงานไทยกลับเข้าทำงานในรัฐอิสราเอลอีกครั้งหากสถานการณ์คลี่คลายลง ซึ่งจะมีการเจรจาต่อรองต่อไป
นอกจากนี้ กรมการจัดหางานยังจะช่วยหางานใหม่ทั้งในประเทศที่มีตำแหน่งงานว่างกว่า 4 แสนอัตรา หรืองานในต่างประเทศอีกด้วย
ความสัมพันธ์ไทย-อิสราเอล และปาเลสไตน์เป็นอย่างไร
หนึ่งในประเด็นที่ทางการไทยภายใต้การนำของนายเศรษฐา ถูกจับตาและเป็นโจทย์สำคัญคือ การเจรจากับกลุ่มฮามาสในการปล่อยตัวคนไทยที่ถูกจับกุมเป็นตัวประกันในขณะนี้ 17 ราย
นายกรัฐมนตรีของไทยเปิดเผยวานนี้ (17 ต.ค.) ในระหว่างการเดินทางเยือนจีนว่า “เป็นไปในทิศทางบวก” แต่ไม่ระบุถึงรายละเอียดของการเจรจา
จากข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและปาเลสไตน์เป็นไปด้วยดี แม้ว่าจะเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเพียง 1 ทศวรรษเท่านั้น ส่วนความสัมพันธ์ไทย-อิสราเอลเริ่มต้นมานานมาแล้วเกือบ 7 ทศวรรษ และมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเช่นกัน โดยไทยมีความสัมพันธ์กับสองรัฐนี้บนพื้นฐานของ "ทางแก้ 2 รัฐ" หรือ "Two-state solution"
ที่ผ่านมา ท่าทีของทางการไทย คือการยืนยันในแนวทางการสนับสนุนตามหลักการของสหประชาชาติและหลักการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวในแนวทางผลักดันให้อิสราเอลและปาเลสไตน์ยึดมั่นในทางแก้ 2 รัฐ เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองฝ่าย ซึ่งเป็นข้อเสนอที่นานาประเทศสนับสนุนให้อิสราเอลและปาเลสไตน์มี "สถานะรัฐ" ซึ่งมีอำนาจปกครองตนเอง และมีสิทธิ์ในดินแดนบางส่วนร่วมกัน
- ไทย-อิสราเอล
ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ไทยอิสราเอลถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ผลที่ตามมาคือ การมีข้อตกลงหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นการสิทธิการบิน, ด้านแรงงาน, วัฒนธรรมการศึกษา, การแพทย์และวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงความมั่นคงทางไซเบอร์
เกือบ 70 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูตที่เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 มิ.ย. 2497 พัฒนาการมีขึ้นในทุกระดับชั้นในสังคมนับตั้งแต่ระดับราชวงศ์ จนถึงนักธุรกิจและประชาชน

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
อย่างเช่น ในปี 2520 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอิสราเอล
และในปี 2532 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ขณะดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เยือนอิสราเอลอย่างเป็นทางการ เป็นต้น
ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลก็มีบุคคลสำคัญของรัฐบาลมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการด้วย อย่างเช่น ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของอิสราเอล นายยิตซัก ราบิน รวมถึงผู้นำที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ได้แก่ รัฐมนตรีต่างประเทศ นายอับบา อีบัน, นางโกลดา เมียร์, นายโมเช ดายัน และนายชิมอน เปเรส
- ไทย-ปาเลสไตน์
จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและปาเลสไตน์เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2555 ภายใต้การรรับรองของมติคณะรัฐมนตรีของของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ต่อมารัฐบาลไทยได้ร่วมลงนามรับรองรัฐปาเลสไตน์ร่วมกับอีก 131 ประเทศ ในปี 2557 ก่อนที่จะมีรายชื่อประเทศที่ลงนามเพิ่มขึ้นเป็น 135 ประเทศในปัจจุบัน
ภายหลังการสถาปนาความสัมพันธ์กับปาเลสไตน์ในระดับ "เอกอัครราชทูต" ทางการไทยได้ใช้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัมมาน ของจอร์แดนดูแลครอบคลุมไปยังปาเลสไตน์ ขณะที่ทางการปาเลสไตน์ก็ใช้สถานเอกอัครราชทูตในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซียดูแลครอบคลุมมายังไทย
แม้ว่าการเมืองไทยผ่านการรัฐประหารในเดือน พ.ค. 2557 แต่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับปาเลสไตน์ยังไม่เปลี่ยนแปลง โดยในช่วงเดือน ก.พ. 2559 นายมาห์มุด อับบาส ประธานาธิบดีแห่งรัฐปาเลสไตน์ได้เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ โดยเข้าพบหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
ด้านความสัมพันธ์ไทย-ปาเลสไตน์ดูเหมือนจะกระชับแนบแน่นมากขึ้น โดยสะท้อนจากการที่ไทยโหวตในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ เพื่อสนับสนุนร่างมติเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกา เพิกถอนการรับรองนครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลด้วยในเดือน ธ.ค. 2560 เพื่อรักษาแนว "ทางแก้ 2 รัฐ"
ในครั้งนั้น มี 9 ประเทศที่ลงคะแนนคัดค้านร่างมติยูเอ็นดังกล่าว นอกจากสหรัฐฯ แล้ว ยังมีกัวเตมาลา, ฮอนดูรัส, หมู่เกาะมาร์แชลล์, ไมโครนีเซีย, นาอูรู, ปาเลา, โตโก และอิสราเอล
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างชาวปาเลสไตน์และกลุ่มฮามาสได้ลดระดับลง ภายหลังกลุ่มฮามาสได้เข้ายึดครองเขตกาซา และแยกตัวออกจากกองกำลังที่ภักดีต่อองค์การบริหารปาเลสไตน์หรือพีเอ (Palestinian Authority: PA) เพราะเกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง












