"โรคเกลียดเสียง" มีอาการอย่างไร เหตุใดการฉลองช่วงเทศกาลถึงเป็นฝันร้ายของคนที่มีอาการนี้ ?

A woman with brunette hair holding a wine glass while sitting in front of a mini Christmas tree.

ที่มาของภาพ, Lottie Doyle

คำบรรยายภาพ, หลังผ่านมาหลายปี ลอตตีบอกว่า เธอเจอหนทางในการจัดการกับภาวะโรคเกลียดเสียงของเธอได้แล้ว
    • Author, เอเลนา เบลีย์
    • Role, ผู้สื่อข่าวสุขภาพ

ลอตตี ตั้งหน้าตั้งตารอที่จะได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวของเธอในช่วงคริสต์มาสที่กำลังจะถึงนี้ แต่กลับบอกว่า หนทางเดียวที่จะทำให้เธอก้าวผ่านเทศกาลนี้ไปได้คือการใส่ที่อุดหู โดยเฉพาะในช่วงมื้อค่ำของวันคริสต์มาส

สำหรับหญิงสาววัย 23 ปีผู้นี้ คริสต์มาสอาจเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากเป็นพิเศษ เพราะเสียงของคนอื่น ๆ เช่น เสียงเคี้ยวอาหาร เสียงกลืนน้ำ และเสียงสูดน้ำมูก ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายและอึดอัดอย่างมาก

"ฉันรู้สึกตื่นตระหนกอย่างฉับพลัน ร่างกายทั้งตัวจะเกร็งไปหมด รู้สึกเหมือนตกอยู่ในอันตราย และฉันต้องหาวิธีควบคุมเสียงเหล่านี้ให้ได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง"

ลอตตี ป่วยเป็นโรคมิโซโฟเนีย (misophonia) หรือโรคเกลียดเสียงมาตั้งแต่อายุ 16 ปี และสำหรับเธอแล้วเทศกาลต่าง ๆ กลายเป็น "ช่วงเวลาที่รับมือแทบไม่ไหวอย่างเหลือเชื่อ"

โรคนี้คือภาวะที่มนุษย์ทนต่อเสียงบางอย่างได้น้อยลง โดยเฉพาะเสียงที่เกิดจากผู้อื่น

อาการนี้พบได้บ่อยอย่างน่าประหลาดใจในสหราชอาณาจักร ในปี 2023 นักวิจัยจากคิงส์คอลเลจลอนดอนและมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดพบว่าผู้คนเกือบหนึ่งในห้าคนเป็นโรคนี้

บ่อยครั้งที่เสียงที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของปาก คอ หรือใบหน้า เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจ เช่นเดียวกับเสียงต่าง ๆ อย่างเช่น การเคี้ยว การหายใจ และการเคาะนิ้วซ้ำ ๆ

"ก่อให้เกิดความวิตกกังวล"

ลอตตีกล่าวว่า "ในช่วงคริสต์มาสจะมีเสียงที่เป็นตัวกระตุ้นมากมายหลายอย่าง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการวิตกกังวลและทำให้คุณรู้สึกหวาดกลัว"

"ครอบครัวของฉันเข้าใจเรื่องนี้ดี แต่ฉันก็ตระหนักดีว่าฉันไม่อยากทำให้คนอื่นรู้สึกไม่สบายใจ มันเหมือนกับการต่อสู้ครั้งใหญ่ระหว่างการเสียสละภาวะจิตปกติของตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่าคนอื่น ๆ ทุกคนมีความสุข"

ที่จริงแล้ว มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมช่วงเวลาที่วิเศษที่สุดของปีจึงสามารถกลายเป็นฝันร้ายสำหรับผู้ที่มีอาการนี้ได้

เสียงที่อาจดูเหมือนไม่เป็นอันตรายหรือง่ายต่อการเพิกเฉย เช่น เสียงคนดื่มค็อกเทล เสียงจากกระดาษห่อของขวัญ หรือเสียงกินอาหารในเทศกาลคริสต์มาส อาจกระตุ้นการตอบสนองทางอารมณ์ที่รุนแรง ซึ่งอาการเหล่านี้อาจนำไปสู่การหลีกเลี่ยงการเข้าสังคมโดยสิ้นเชิงได้

A woman with blonde hair in a fur jacket sitting in front of a Christmas tree with red baubles.

ที่มาของภาพ, Jenna O'Donnell

คำบรรยายภาพ, เจนนา เริ่มคิดหาวิธีรับมือเพื่อให้สามารถผ่านพ้นช่วงอาหารกลางวันในวันคริสต์มาสไปให้ได้

เจนนา นักศึกษาวัย 21 ปี ผู้ต้องต่อสู้กับโรคเกลียดเสียงมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ กล่าวว่า ปัจจุบันแผนของเธอคือการใส่หูฟังในช่วงการรับประทานอาหารเย็นในวันคริสมาสต์ สำหรับวันอื่น ๆ เธอจะแยกตัวไปอยู่ในห้องอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงเสียงที่อาจกระตุ้นอาการของเธอ

เธอบอกว่าเธอมีภาวะมิโซโฟเนียรุนแรงกว่าปกติเมื่ออยู่กับคนที่เธอสนิทที่สุด ดังนั้นวันคริสต์มาสจึงเป็น "ช่วงเวลาที่ท้าทาย" เสมอ

"มีความคาดหวังว่าจะต้องใช้เวลาอยู่กับครอบครัว และฉันเองก็อยากทำ แต่นี่เป็นความท้าทายทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างมาก

"มันเหมือนราวกับว่าความโกรธที่ควบคุมไม่ได้เข้ามาครอบงำฉัน ซึ่งอาจทำให้รู้สึกอับอาย หรือฉันจะรู้สึกวิตกกังวลและเริ่มร้องไห้ทันที จากนั้นสัญชาตญาณการต่อสู้หรือหนีก็จะเริ่มทำงาน"

"มันอาจดูเหมือนว่าฉันเป็นคนเรื่องมากและเจ้าอารมณ์ แต่มันยากที่จะอธิบายเว้นแต่คุณจะเคยประสบกับมันมาก่อน"

สามวิธีในการจัดการกับภาวะนี้

หากคุณกำลังประสบปัญหาดังกล่าว นี่คือ 3 เทคนิคที่คุณสามารถลองใช้เพื่อรับมือกับมันได้ ตามที่ ดร.เจน เกรกอรี นักจิตวิทยาคลินิก กล่าวไว้ในรายการมอร์นิ่ง ไลฟ์ (Morning Live) ทางสถานีโทรทัศน์บีบีซี

  • ลองนึกถึงภาพอื่น ๆ ดู: จินตนาการเป็นกุญแจสำคัญ ลองเชื่อมโยงเสียงที่กำลังรบกวนคุณอยู่กับสิ่งอื่นที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น ลองนึกภาพว่า เสียงดื่มน้ำของใครบางคนเป็นเพียงเสียงน้ำไหลจากอ่างล้างจาน การทำเช่นนี้จะช่วยฝึกสมองของคุณว่าเสียงที่กำลังรบกวนคุณอยู่นั้นไม่เป็นอันตราย
  • ลองแข่งขันกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นดู: ลองเปิดใจให้รู้สึกสนุกไปกับมันสักหน่อย และเปลี่ยนเสียงรบกวนที่น่ารำคาญให้เป็นการแข่งขันกับผู้ก่อเสียงนั้น ตัวอย่างเช่น ถ้าใครบางคนกำลังเคี้ยวอาหารเสียงดัง ลองเลียนแบบเสียงนั้นและเคี้ยวอาหารเสียงดังเช่นกัน การเลียนแบบจะทำให้คุณรู้สึกว่าเสียงนั้นไม่ได้พุ่งมาที่คุณ แต่คุณจะเป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างเสียงนั้นอย่างแข็งขัน และการแข่งขันสร้างเสียงเช่นนี้จะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของสมองให้จดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น และทำให้คุณได้รับผลกระทบน้อยลง
  • ลองสร้างสถานการณ์จำลอง: อีกเทคนิคหนึ่งคือ ลองสร้างเรื่องราวเล็ก ๆ เกี่ยวกับสาเหตุที่คนที่ส่งเสียงนั้นต้องส่งเสียงดังกล่าว ตัวอย่างเช่น ถ้ามีคนกำลังสูดน้ำมูก อาจเป็นเพราะพวกเขาไม่สบายหรืออาจกำลังอารมณ์เสีย การทำเช่นนี้จะเปลี่ยนความหมายของเสียง แม้ว่าเสียงจะยังคงเหมือนเดิม แต่การตีความของคุณจะเปลี่ยนจากความรู้สึกรำคาญไปเป็นความรู้สึกที่เป็นกลางมากขึ้น