เราทราบอะไรแล้วบ้าง หลังกองทัพอิสราเอลบุก โรงพยาบาลอัล-ชีฟา

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, แซม แฮนค็อก
- Role, บีบีซี นิวส์
ท่ามกลางข้อถกเถียงต่าง ๆ ทั้งจากองค์การด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติที่มองว่า กองกำลังป้องกันอิสราเอล หรือ ไอดีเอฟ ไม่ควรใช้พื้นที่ในโรงพยาบาลเป็นสนามรบ
ทว่า กองทัพอิสราเอลกลับบุกเข้าไปภายในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองกาซา ซิตีในช่วงเช้าของวันพุธที่ผ่านมา (15 พ.ค.) นั่นคือโรงพยาบาลอัล-ชีฟา แต่อิสราเอลชี้แจงว่า นี่คือ "ปฏิบัติการที่มุ่งเป้าต่อต้านกลุ่มฮามาส"
ที่ผ่านมา ฝ่ายอิสราเอลอ้างมาโดยตลอดว่า พื้นที่ใต้ดินของโรงพยาบาลแห่งนี้ถูกกลุ่มฮามาสใช้เป็นศูนย์บัญชาการ ขณะเดียวกันหน่วยข่าวกรองของสหรัฐอเมริกาก็สนับสนุนข้อมูลดังกล่าว แม้ว่าฝ่ายฮามาสจะปฏิเสธเรื่องนี้ก็ตาม
ชาวกาซารายหนึ่งที่อยู่ในโรงพยาบาลแห่งนี้เล่าให้บีบีซีฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า กองทัพอิสราเอลเคลื่อนพลมาในช่วงกลางดึกและทำการสอบสวนประชาชนในพื้นที่
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ มาร์ติน กริฟฟิธส์ ผู้อำนวยการด้านความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมขององค์การสหประชาชาติรู้สึกตกใจและบอกว่า "โรงพยาบาลไม่ใช่สนามรบ" ส่วนองค์การอนามัยโลกแสดงความกังวลต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะคนที่ติดต่อไม่ได้ในตอนนี้
ทีมงานบีบีซีได้สนทนากับผู้สื่อข่าวและแพทย์ที่อยู่ภายในโรงพยาบาลเพื่อทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ขณะที่ไอดีเอฟก็พยายามให้ข้อมูลจากฝ่ายตัวเอง ซึ่งบีบีซียังไม่สามารถยืนยันข้อมูลจากฝ่ายใด ๆ ได้โดยอิสระ
เรื่องเล่าจากผู้ที่อยู่ภายในโรงพยาบาล
คาเดอร์ ผู้สื่อข่าวที่อยู่ในโรงพยาบาลอัล-ชีฟา บอกกับรุชดิ อบู อลอฟ ผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า ทหารอิสราเอลควบคุมพื้นที่โรงพยาบาลโดยสมบูรณ์แล้วโดยไม่มีการยิงปืนใด ๆ เขาประเมินว่ามีรถถังทั้งหมด 6 คัน หน่วยคอมมานโดราว 100 นายที่บุกเข้ามาในพื้นที่ในคืนนั้น โดยเข้ามาในแผนกฉุกเฉินพร้อมกับตะโกนว่า "อย่าขยับ"
เขาเล่าต่อว่า จากนั้นทหารอิสราเอลก็เดินเข้าไปตรวจทีละห้องทีละชั้น พร้อมกับสอบถามทั้งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและผู้ป่วย โดยมีแพทย์และล่ามภาษาอารบิกขนาบข้างไปด้วย ขณะเดียวกันทหารก็ประกาศผ่านโทรโข่งบอกให้ผู้ชายที่มีอายุระหว่าง 16-40 ปีออกไปยังลานกว้างด้านนอกโรงพยาบาล ยกเว้นผู้ที่อยู่ในแผนกศัลกรรมและแผนกฉุกเฉิน
แต่ดูเหมือนว่า ยังมีคนบางส่วนยังอยู่ในโรงพยาบาล เขาเล่าต่อว่า ทหารจึงยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อแจ้งให้ผู้ที่ยังอยู่ภายในตึกทราบว่าต้องออกมาข้างนอก
หลังจากนั้น กองทัพอิสราเอลได้ติดตั้งอุปกรณ์สแกนและเซนเซอร์และบอกให้กลุ่มผู้ชายเดินผ่านเพื่อตรวจหาสิ่งที่คาดว่าจะเป็นอาวุธ
อิราเอลอ้าง นี่คือ "ปฏิบัติการพุ่งเป้าเฉพาะฮามาส"
ก่อนการบุกเข้าไปในโรงพยาบาลแห่งนี้ ไอดีเอฟ เปิดเผยในวันอังคารว่า กองทัพอิสราเอลจะปฏิบัติการทางทหารที่แม่นยำและมุ่งเป้าหมายกลุ่มฮามาสในบริเวณโรงพยาบาลอัล-ชีฟา ซึ่งได้รับการยืนยันข้อมูลข่าวกรองแล้ว พร้อมระบุว่า "มีความจำเป็นจะต้องปฏิบัติการครั้งนี้" พร้อมเรียกร้องให้กลุ่มฮามาสที่อยู่ในโรงพยาบาลยอมแพ้
ต่อมาในช่วงเช้าวันพุธ กองทัพอิสราเอลให้ข่าวว่า ทหารอิสราเอลต้องเผชิญกับการโจมตีด้วยระเบิดและต้องต่อสู้กับ "กลุ่มก่อการร้าย" ระหว่างที่กำลังเข้าไปในโรงพยาบาลอัล-ชีฟา
ต่อมาเจ้าหน้าที่อาวุโสในไอดีเอฟที่ขอสงวนนามบอกกับผู้สื่อข่าวว่า กองทัพอิสราเอลได้พบอาวุธจำนวนหนึ่ง รวมทั้งสิ่งที่อิสราเอลอ้างว่าเป็น "โครงสร้างที่น่าสะพรึงกลัว" แต่ไม่ให้แสดงหลักฐานดังกล่าวต่อสื่อ
เจ้าหน้าที่ของอิสราเอลยังบอกด้วยว่า ไม่มีการต่อสู้ใด ๆ เกิดขึ้นภายในโรงพยาบาล รวมถึงไม่มีความขัดแย้งระหว่างทหารและคนในโรงพยาบาลด้วย
สถานีวิทยุของกองทัพของอิสราเอลรายงานว่า ทหารยังไม่พบร่องรอยใด ๆ ของผู้ที่ถูกกลุ่มฮามาสจับไปเป็นตัวประกันตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, Reuters
การบุกเข้าไปในโรงพยาบาลครั้งนี้ มีขึ้นไม่นานหลังจากที่สหรัฐฯ ออกมากล่าวสนับสนุนคำกล่าวอ้างของอิสราเอลว่ามีโครงสร้างอุโมงค์อยู่ใต้โรงพยาบาลอัล-ชีฟาต่อสาธาธารณะเป็นครั้งแรก สหรัฐฯ ยังเชื่อด้วยว่าโรงพยาบาลและอุโมงค์ใต้โรงพยาบาล ถูกใช้ในปฏิบัติการทางทหารของฮามาส และยังเป็นจุดควบคุมตัวประกันด้วย
อย่างไรก็ตาม ดร.อาห์เหม็ด โมคัลลาลาติ ศัลยแพทย์ประจำ รพ.อัล-ชีฟา ยืนยันกับบีบีซีว่า มีเพียงพลเรือนเท่านั้นที่อยู่ในโรงพยาบาล และเขาไม่เคยเห็นอาวุธปืนแม้แต่กระบอกเดียว รวมถึงไม่เคยเห็นกลุ่มฮามาสในโรงพยาบาลด้วย
ส่วนประเด็นอุโมงค์ใต้ดิน เขาบอกว่า มีอุโมงค์ใต้ดินด้านล่างของอาคารทุกแห่งในเขตกาซา รวมทั้งโรงพยาบาลแห่งนี้ด้วย
สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมเลวร้ายลงอีก
ศัลยแพทย์ผู้นี้ยังเล่าถึงสถานการณ์ความยากลำบากภายในโรงพยาบาลให้ฟังอีกด้วย โดยการต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงระหว่างอิสราเอลและฮามาสยังคงเกิดขึ้นในพื้นที่รอบโรงพยาบาล ทำให้ผู้ป่วย บุคลากรของโรงพยาบาล รวมถึงผู้อพยพที่มาอาศัยโรงพยาบาลเป็นที่พักพิง ไม่สามารถเดินทางออกไปนอกเขตโรงพยาบาลได้
ในวันพุธที่ผ่านมา ดร.โมคัลลาลาติ บอกว่า ที่โรงพยาบาลไม่มีกระแสไฟฟ้า ออกซิเจน และน้ำดื่มแล้ว โดยก่อนหน้านั้นหนึ่งวันแพทย์ต้องทำการผ่าตัดฉุกเฉินโดยไม่ได้ให้ยาสลบอย่างเหมาะสม ทำให้ผู้ป่วยต้องกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ส่วนวันพุธไม่มีเคสที่ต้องผ่าตัด
มีอีกกรณีหนึ่งที่แพทย์ไม่สามารถยื้อชีวิตของผู้ป่วยรายหนึ่งที่ถูกไฟไหม้ได้ เพราะขาดแคลนอุปกรณ์จำเป็นอย่างเช่นเครื่องช่วยหายใจ
สถานการณ์ดูเลวร้ายลงไปอีก หลังจากหลายวันที่ผ่านมามีเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดต้องเสียชีวิตลง 6 ราย เนื่องจากขาดอุปกรณ์ช่วยชีวิตอย่างถังออกซิเจนและกระแสไฟฟ้า และเกรงว่าจะมีเด็กทารกต้องจบชีวิตเพิ่มมากกว่านี้
ฝ่ายอิสราเอล บอกว่า ทหารได้มอบเครื่องอบทารก อาหารทารก และเวชภัณฑ์ให้กับโรงพยาบาลไปแล้ว

ที่มาของภาพ, Reuters
ศัลยแพทย์รายนี้ยังตัดพ้อถึงความช่วยเหลือจากนานาชาติ เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และคณะกรรมการกาชาดสากล ว่าอยู่ที่ไหน
ส่วนประเด็นการย้ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล เขาอธิบายว่า เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย มิหนำซ้ำยังเสี่ยงและเป็นอันตราย โดยเฉพาะผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง ท่ามกลางการโจมตีของกองทัพอิสราเอล
ผู้ที่อยู่ในโรงพยาบาลเล่าถึงสภาพความเป็นอยู่ภายในโรงพยาบาลว่า อยู่ในขั้นที่เลวร้ายมาก ครอบครัวของผู้ป่วยต้องอยู่อย่างขาดแคลนอาหารและน้ำ และนั่งอยู่ตรงระเบียง ท่ามกลางกลิ่นเหม็นเน่าของศพที่ลอยทั่วในอากาศ
สหรัฐฯ ย้ำไม่ต้องการให้มีการสู้รบภายในโรงพยาบาล
ก่อนการบุกเข้าไปในโรงพยาบาลแห่งนี้ กองทัพอิสราเอลกล่าวว่า โรงพยาบาลไม่ใช่เป้าหมายของการโจมตีโดยตรง แต่ก็ยอมรับว่า มีการปะทะกันบ้างรอบ ๆ โรงพยาบาลและอาคารอื่น ๆ ในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้
ตามความเห็นของทำเนียบขาว ทางการสหรัฐฯ ระบุว่า พลเรือนและผู้ป่วยจะต้องได้รับการปกป้อง และไม่ต้องการเห็นการสู้รบกันภายในโรงพยาบาล ซึ่งผู้บริสุทธิ์ได้เดินทางมาเพื่อรับการรักษา
นายกริฟฟิธส์ กล่าวย้ำว่า "การปกป้องชีวิตทารกแรกคลอด ผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และพลเรือน ต้องสำคัญกว่าสิ่งใด"
ในคลิปวิดีโอสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ เขาเคยกล่าวว่า เขาเข้าใจอิสราเอลที่ต้องการค้นหาผู้นำกลุ่มฮามาส แต่ความกังวลหลักของสหประชาชาติคือเรื่องสวัสดิภาพของคนในโรงพยาบาลอัล-ชีฟา
"ฝ่ายฮามาสเองก็ต้องไม่หรือไม่ควรใช้สถานที่เช่นโรงพยาบาล เป็นโล่กำบังตัวเอง" เขาระบุ
คณะกรรมการกาชาดสากลระบุในแถลงการณ์ว่า มีความกังวลอย่างมากต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น (จากการสู้รบระหว่างอิสราเอลและฮามาส) ต่อผู้ป่วยและผู้ได้รับบาดเจ็บ บุคลากรทางการแพทย์และพลเรือน"











