จีนต้องการอะไรจากสงครามอิสราเอล-ฮามาส

แอนโทนี บลิงเคน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ให้การต้อนรับ หวัง อี้ รมว.ต่างประเทศจีน ที่กรุงวอชิงตัน ในโอกาสเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ เมื่อ 26 ต.ค.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, แอนโทนี บลิงเคน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ให้การต้อนรับ หวัง อี้ รมว.ต่างประเทศจีน ที่กรุงวอชิงตัน ในโอกาสเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ เมื่อ 26 ต.ค.
    • Author, เทสซา หว่อง
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีนิวส์

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮามาสที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้เกิดพัฒนาการที่ไม่น่าเป็นไปได้ขึ้นมา เมื่อจีนเล่นบท “ตัวกลางสร้างสันติภาพ” ทว่ามีข้อจำกัดบางประการในการบรรลุเป้าหมาย

หวัง อี้ รมว.ต่างประเทศจีน หารือเรื่องความขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส กับ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน ท่ามกลางความกังวลว่าจะเกิดสงครามใหญ่ระดับภูมิภาค โดยสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะทำงานร่วมกับจีนเพื่อหาทางคลี่คลายปัญหาดังกล่าว

นายหวังยังได้พูดคุยกับอิสราเอลและปาเลสไตน์ หลังจาก ไจ๋ จุน ผู้แทนพิเศษของจีนประจำภูมิภาคตะวันออกกลาง บินไปพบกับผู้นำชาติอาหรับ

นอกจากนี้ จีนยังเป็นหนึ่งในชาติที่เสียงดังที่สุดที่สนับสนุนให้อิสราเอลและฮามาสหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรม ในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐฯ

หลายฝ่ายตั้งความหวังว่าจีน ในฐานะที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่านซึ่งให้การสนับสนุนกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาและฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน จะช่วยยับยั้งความรุนแรงของสถานการณ์ได้

จีนเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน และเมื่อต้นปีนี้ จีนยังเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับซาอุดิอาระเบียด้วย โดยรัฐบาลอิหร่านกล่าวว่า “พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารกับจีน” เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ในฉนวนกาซา

รองศาสตราจารย์ ดอว์น เมอร์ฟี แห่งวิทยาลัยการสงครามแห่งชาติของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ผู้ศึกษานโยบายต่างประเทศของจีน กล่าวว่า รัฐบาลจีนมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างสมดุลกับทุกตัวแสดงในความขัดแย้งครั้งนี้ ทำให้ถูกมองว่าเป็น “ตัวกลางที่ซื่อสัตย์” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีนมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับชาวปาเลสไตน์ อาหรับ ตุรกี และอิหร่าน

“หากร่วมมือกับสหรัฐฯ ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับอิสราเอล พวกเขาสามารถนำผู้เล่นทั้งหมดมาร่วมโต๊ะเจรจาได้” เธอกล่าว

ขณะที่ผู้สังเกตการณ์คนอื่น ๆ มองว่า จีนยังคงเป็นผู้เล่นเบอร์รองในการเมืองตะวันออกกลาง

“จีนไม่ใช่ตัวแสดงหลักในประเด็นนี้ เมื่อพูดคุยกับคนทั่วภูมิภาคแล้ว ไม่มีใครคาดหวังว่าจีนจะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้” โจนาธาน ฟุลตัน นักวิชาการอาวุโสชั่วคราวของสภาแอตแลนติก (Atlantic Council) ซึ่งเชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับตะวันออกกลาง กล่าว

ในอดีต จีนแสดงจุดยืนเคียงข้างชาวปาเลสไตน์

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ในอดีต จีนแสดงจุดยืนเคียงข้างชาวปาเลสไตน์

แถลงการณ์ฉบับแรกของจีนเกี่ยวกับความขัดแย้งนี้ สร้างความไม่พอใจแก่อิสราเอลอย่างมาก โดยอิสราเอลระบุว่า “ผิดหวังอย่างมาก” ที่จีนไม่ได้ประณามกลุ่มฮามาส หรือกล่าวถึงสิทธิในการป้องกันตนเองของอิสราเอล

นักรบฮามาสเปิดฉากโจมตีอิสราเอลอย่างไม่คาดคิดเมื่อ 7 ต.ค. คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 1,400 ราย และจับตัวประกันไปอย่างน้อย 239 ราย

นับแต่นั้นเป็นต้นมา อิสราเอลได้ตอบโต้กลับด้วยการโจมตีฉนวนกาซา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 8,000 ราย ตามการรายงานของกระทรวงสาธารณสุขที่ดำเนินการโดยกลุ่มฮามาส ขณะนี้อิสราเอลได้ส่งกำลังทหารและรถถังเคลื่อนเข้าไปในดินแดนกาซาแล้ว

หลังเกิดความขุ่นเคืองต่อแถลงการณ์ฉบับครั้งแรก นายหวังกล่าวกับอิสราเอลในเวลาต่อมาว่า “ทุกประเทศมีสิทธิในการป้องกันตัวเอง” ทว่าเขาได้กล่าวในต่างที่ต่างกรรมต่างวาระว่า การกระทำของอิสราเอล “เกินขอบเขตในการป้องกันตนเอง”

จีนเผชิญกับการรักษาสมดุลที่ยากลำบาก เนื่องจากที่ผ่านมาจีนได้แสดงความเห็นอกเห็นใจอย่างเปิดเผยต่อปัญหาของชาวปาเลสไตน์มาอย่างยาวนาน

ย้อนกลับไปในยุค เหมา เจ๋อตง อดีตผู้นำประเทศและผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ จีนได้ส่งอาวุธไปให้ชาวปาเลสไตน์เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวที่เรียกว่า "การปลดแอกแห่งชาติ" ทั่วโลก เหมายังเปรียบเทียบอิสราเอลกับไต้หวันซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ว่าเป็นฐานของจักรวรรดินิยมตะวันตก

ในหลายทศวรรษต่อมา จีนเปิดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิสราเอล ซึ่งปัจจุบันมีความสัมพันธ์ทางการค้ามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ต่อกัน แต่ถึงกระนั้น จีนก็ยังแสดงออกอย่างชัดเจนว่ายังคงสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ต่อไป

ในสงครามความขัดแย้งระลอกล่าสุด เจ้าหน้าที่จีน และแม้แต่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เอง ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีรัฐปาเลสไตน์ที่เป็นอิสระ

หนึ่งในผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นคือ กระแสต่อต้านชาวยิวในโลกออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบล็อกเกอร์ที่มีแนวคิดชาตินิยม สื่อสังคมออนไลน์จีนบางส่วนเปรียบเทียบการกระทำของอิสราเอลกับลัทธินาซี โดยกล่าวหาอิสราเอลว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ ทำให้สถานทูตเยอรมันในกรุงปักกิ่งต้องออกมาประณาม

นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุแทงสมาชิกในครอบครัวของเจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอลในกรุงปักกิ่งด้วย จึงยิ่งทำให้ความกระอักกระอ่วนระหว่างจีนและอิสราเอลเพิ่มขึ้นไปอีก

ทั้งหมดนี้อาจดูไม่ดีนักสำหรับจีนที่พยายามเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลอิสราเอล

ปธน.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ให้การต้อนรับประธานาธิบดี มาห์มูด อับบาส ของปาเลสไตน์ เมื่อปี 2017

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความไม่แน่นอนต่าง ๆ ทั้งหมดแล้ว ก็เกิดคำถามว่าทำไมจีนต้องเข้าไปพัวพันในสงครามครั้งล่าสุดนี้ด้วย?

เหตุผลข้อแรกคือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจได้รับผลกระทบหากความขัดแย้งขยายวงกว้างขึ้น

ขณะนี้ปักกิ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าประมาณครึ่งหนึ่งมาจากประเทศใกล้อ่าวเปอร์เซีย นอกจากนี้ ประเทศในตะวันออกกลางยังได้กลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในโครงการสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ของจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของนโยบายต่างประเทศและเศรษฐกิจของจีน

ส่วนเหตุผลอีกข้อคือ ความขัดแย้งนี้เป็นโอกาสทองของจีนที่จะพัฒนาชื่อเสียงให้แก่ตนเอง

ดร.เมอร์ฟีย์ชี้ว่า จีนเชื่อว่า "การยืนหยัดเพื่อชาวปาเลสไตน์ ทำให้จุดยืนของจีนสอดคล้องกับจุดยืนของประเทศอาหรับ ประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม และผู้คนจำนวนมากในซีกโลกใต้"

สงครามอิสราเอล-ฮามาสปะทุขึ้นในห้วงเวลาที่จีนกำลังนำเสนอตัวเองว่าเป็นมหาอำนาจโลกได้ดีกว่าสหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นปีนี้ จีนแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับระเบียบโลกใหม่ภายใต้การนำของจีน ขณะเดียวกันก็วิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่มองว่าเป็นความล้มเหลวของ “ผู้ครองอำนาจนำ” ของโลกอย่างสหรัฐฯ

ทางการจีนงดเว้นจากวิจารณ์สหรัฐฯ ที่ให้การสนับสนุนอิสราเอล แต่ในเวลาเดียวกัน สื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนก็กำลัง "ปลุกกระแสตอบโต้แบบชาตินิยม... โดยพยายามเชื่อมโยงสิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางว่ามาจากการสนับสนุนของสหรัฐฯ ต่ออิสราเอล" ดร.เมอร์ฟีย์กล่าว

พีแอลเอ เดลี หนังสือพิมพ์ของกองทัพจีน กล่าวหาสหรัฐฯ ว่า "เติมเชื้อเพลิงลงไปในกองไฟ" ซึ่งเป็นวาทศิลป์แบบเดียวกับที่ปักกิ่งเคยวิพากษ์วิจารณ์วอชิงตันกรณีสนับสนุนเคียฟในสงครามยูเครน-รัสเซีย เดอะโกลบอลไทมส์ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของรัฐ เผยแพร่การ์ตูนล้อเรื่องลุงแซมมือเปื้อนเลือด

หนึ่งในมุมมองจากผู้สังเกตการณ์เห็นว่า ปักกิ่งกำลังเปรียบเทียบจุดยืนที่แตกต่างระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เพื่อลดทอนจุดยืนระดับสากลของคู่แข่งชาติตะวันตก แต่การไม่ประณามกลุ่มฮามาสอย่างชัดเจน ทำให้จีนเสี่ยงที่จะบ่อนทำลายจุดยืนของตนเองเช่นกัน

จีนยังต้องเผชิญกับความท้าทายในระยะยาว โดยหนึ่งในนั้นคือการทำให้จุดยืนทางการทูตสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ของตน

ในขณะที่จีนร่วมแสดงออกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับประเทศต่าง ๆ ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม และต่อต้านการยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ของอิสราเอล แต่รัฐบาลจีนยังคงถูกกล่าวหาว่ากระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน และฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมอุยกูร์ซึ่งเป็นชาติพันธุ์กลุ่มน้อยในภูมิภาคซินเจียงทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า นี่อาจจะไม่เป็นปัญหาสำหรับโลกอาหรับ เมื่อพิจารณาจากความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่จีนได้สร้างไว้กับพวกเขา ทว่าปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ ปักกิ่งเสี่ยงจะถูกมองว่าเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างผิวเผินในการสู้รบ หรือถ้าแย่กว่านั้นคือ เข้าไปใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ฮามาส เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

สมมติฐานของจีนคือ "หากบอกว่าคุณสนับสนุนปาเลสไตน์ คุณจะได้คะแนนกับประเทศอาหรับ และนั่นเป็นแนวทางแบบเดิม ๆ ที่ซ้ำซากจำเจ" ดร.ฟุลตันกล่าว พร้อมสังเกตว่า ในหมู่ประเทศอาหรับไม่มีเอกภาพต่อประเด็นที่มีความแตกแยกอย่างรุนแรงเช่นนี้

นายหวังอ้างว่า จีนมุ่งแสวงหาสันติภาพในตะวันออกกลางเท่านั้น และไม่มี “ผลประโยชน์แบบเห็นแก่ตัวบนปัญหาของชาวปาเลสไตน์”

ความท้าทายคือการโน้มน้าวให้โลกเห็นว่านี่เป็นเรื่องจริง