ย้อนท่าทีสหรัฐฯ ในสงครามอิสราเอล-ฮามาส ก่อนประธานาธิบดี โจ ไบเดน เยือนอิสราเอล

ที่มาของภาพ, EPA
ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐอเมริกา จะเดินทางไปเยือนอิสราเอลวันพุธนี้ (18 ต.ค.) เพื่อพบหารือกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และ “ยืนยันความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสหรัฐฯ กับอิสราเอล"
กำหนดการเดินทางไปเยือนอิสราเอลของผู้นำสหรัฐฯ ได้รับการเปิดเผยผ่านแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ วันนี้ (17 ต.ค.)
ไบเดนจะรับฟังการบรรยายสรุปจากอิสราเอลเกี่ยวกับเป้าหมายของสงคราม แผนปฏิบัติการในลักษณะที่ “ลดการบาดเจ็บล้มตายของพลเรือน” รวมถึงหารือเกี่ยวกับการปล่อยตัวประกันที่ถูกกลุ่มฮามาสจับตัวไป
แผนการเดินทางของประธานาธิบดีไบเดนเกิดขึ้นหลังจาก แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ หารือร่วมกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ฉุกเฉินเพื่อรับมือกับสงครามของรัฐบาลเนทันยาฮู ที่อิสราเอล
บลิงเคนกล่าวว่า การมาเยือนของไบเดนเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับอิสราเอล ภูมิภาค และทั่วโลก
เขากล่าวว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะ "ยืนยันความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสหรัฐฯ กับอิสราเอล"
เขายังบอกด้วยว่า สหรัฐฯ ได้รับคำมั่นจากอิสราเอลเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าเมื่อใดและอย่างไร
ปัจจุบัน ฉนวนกาซาถูกอิสราเอล “ปิดล้อมอย่างเบ็ดเสร็จ” นอกจากนี้กองทัพอิสราเอลยังมีคำสั่งให้ประชาชนราว 1.1 ล้านคนที่อยู่ทางตอนเหนือของฉนวนกาซาอพยพลงตอนใต้เพื่อความปลอดภัย ก่อนเปิดปฏิบัติการภาคพื้นดิน

ที่มาของภาพ, EPA
ขณะที่ทำเนียบขาวของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการเดินทางเยือนอิสราเอล โจ ไบเดน มีกำหนดการเยือนกรุงอัมมาน เมืองหลวงของจอร์แดน เพื่อพบหารือกับสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลเลาะห์ที่ 2 แห่งจอร์แดน ประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซิซี ของอียิปต์ และประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาส ของปาเลสไตน์ เกี่ยวกับสถานการณ์ในฉนวนกาซา
ผ่านมา 11 วันของการสู้รบระหว่างอิสราเอล-ฮามาส มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,300 รายในฝั่งอิสราเอล และอีก 2,700 รายเสียชีวิตในฝั่งปาเลสไตน์
โฆษกกองกำลังป้องกัอนอิสราเอล (ไอดีเอฟ) ปรับยอดผู้ถูกจับเป็นตัวประกันเป็น 199 ราย และยังระบุด้วยว่ามีประชาชนราว 500,000 คนต้องไร้ที่อยู่นับจากฮามาสเปิดฉากโจมตีเมื่อ 7 ต.ค.

ที่มาของภาพ, EPA
สรุปความเคลื่อนไหวสำคัญของสหรัฐฯ นับจากสงครามปะทุ
นับจากกองกำลังติดอาวุธฮามาสเปิดฉากโจมตีอิสราเอลอย่างไม่คาดคิดเมื่อ 7ต.ค. สหรัฐฯ ได้แสดงจุดยืนเคียงข้างอิสราเอลตลอดมา สะท้อนผ่านการเดินทางไปเยือนอิสราเอล 2 ครั้งของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และการส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ และกองเรือติดตามเข้าประจำการในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
บีบีซีไทยสรุปความเคลื่อนไหวที่สำคัญไว้ ดังนี้
7 ต.ค.
ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประณามการโจมตีของกลุ่มฮามาสว่า "ไร้สามัญสำนึก" พร้อมยืนยันว่าสหรัฐฯ จะให้ความช่วยเหลือแก่อิสราเอลในการป้องกันตนเองตามที่อิสราเอลต้องการ
"สหรัฐฯ ยืนเคียงข้างประชาชนอิสราเอลในการเผชิญกับการโจมตีของผู้ก่อการร้าย และอิสราเอลมีสิทธิในการป้องกันตนเองและประชาชนของตน" ไบเดนแถลงที่ทำเนียบขาว โดยมี แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ร่วมด้วย
9 ต.ค.
ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้เคลื่อนเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด (USS Gerald R. Ford) พร้อมด้วยเรือลาดตระเวนติดขีปนาวุธ 1 ลำ และเรือพิฆาตติดขีปนาวุธ 4 ลำ มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพื่อสนับสนุนอิสราเอล
แมทธิว มิลเลอร์ โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่า มีพลเมืองอเมริกันในอิสราเอลเสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย

ที่มาของภาพ, U.S Navy/ Handout via REUTERS
10 ต.ค.
สหรัฐอเมริกา ร่วมกับฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และสหราชอาณาจักร ออกแถลงการณ์ว่า “การกระทำของผู้ก่อการร้ายกลุ่มฮามาสไม่มีเหตุผล ไม่มีความชอบธรรม และจะต้องถูกประณามในระดับสากล”
แถลงการณ์ฉบับนี้เกิดขึ้นภายหลังการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีไบเดนของสหรัฐฯ, ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส, นายกรัฐมนตรีซูนัคของสหราชอาณาจักร, นายกรัฐมนตรีโอลาฟ ชอลซ์ แห่งเยอรมนี และนายกรัฐมนตรีจอร์เจีย โมโลนี ของอิตาลี
แถลงการณ์ของผู้นำ 5 ชาติระบุด้วยว่า จะสนับสนุนอิสราเอลในความพยายามที่จะปกป้องตนเองและประชาชนของตนจากความโหดร้ายดังกล่าว
11 ต.ค.
ประธานาธิบดีไบเดนได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล โดยทำเนียบขาวเผยแพร่เนื้อหาในแถลงการณ์ว่า สหรัฐฯ จะให้การสนับสนุนอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง โดยจะมอบความช่วยเหลือด้านการทหารให้แก่อิสราเอลเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงเครื่องกระสุน ขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันการโจมตีทางอากาศ “ไอเอิร์นโดม” (Iron Dome) เรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยุทโธปกรณ์อื่น ๆ
ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือทางการทหารแก่อิสราเอลแล้ว 3,800 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.5 แสนล้านบาท
12 ต.ค.
แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เดินทางถึงกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล โดยกล่าวกับนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูว่า “เราจะคอยอยู่เคียงข้างคุณเสมอ”
บลิงเคนเปิดเผยด้วยว่า ชาวอเมริกันอย่างน้อย 25 รายเสียชีวิตจากการโจมตีของกลุ่มฮามาส และเขาจะใช้ความพยายามเพื่อให้กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกัน
13 ต.ค.
บลิงเคนเข้าพบประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาส ของปาเลสไตน์ ซึ่งปกครองเขตเวสต์แบงก์ เพื่อหารือแนวทางการคลี่คลายวิกฤตด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา ทั้งนี้ประธานาธิบดีปาเลสไตน์กล่าวกับบลิงเคนว่า เขาปฏิเสธ “การบังคับย้ายถิ่นฐาน” ที่กระทำต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา และเสนอให้มี “ระเบียงมนุษยธรรม” (humanitarian corridor) ในฉนวนกาซาทันทีเพื่อป้องกันหายนะด้านมนุษยธรรม
นอกจากอิสราเอล เขายังเดินทางไปเยือนและพบปะผู้นำของชาติพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ ในภูมิภาค ทั้งกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)
ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ย้ำว่า จะยืนหยัดเคียงข้างและพร้อมช่วยเหลืออิสราเอล แต่จะไม่แทรกแซงทางทหาร นอกจากนี้ประธานาธิบดีไบเดนยังโพสต์ข้อความผ่าน X (ทวิตเตอร์เดิม) ว่า “สหรัฐฯ ยืนหยัดเคียงข้างอิสราเอล ภายหลังจากการกระทำที่ชั่วร้ายของกลุ่มฮามาส”

14 ต.ค.
รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ต่อสายคุยกับ หวาง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ก่อนปรากฏข่าวในสื่อหลายสำนักตรงกันว่า บลิงเคนขอให้จีนซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่านช่วยผลักดันอิหร่านให้หยุดสนับสนุนกลุ่มฮามาส และขอให้จีนเข้ามามีบทบาทในการยุติการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับฮามาส ขณะที่ หวาง อี้ เรียกร้องให้สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทสร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบในการผลักดันให้ทั้้ง 2 ฝ่ายกลับสู่โต๊ะเจรจา และเรียกร้องให้มีการเปิดประชุมว่าด้วยสันติภาพโดยเร็วที่สุด เพื่อหาฉันทามติเรื่องการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์
รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยว่า จะส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอเอส ดไวท์ ดี ไอเซนฮาวเวอร์ (USS Dwight D. Eisenhower) และกองเรือติดตาม ไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพื่อสมทบกับเรือเจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด
16 ต.ค.
แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เดินทางเยือนอิสราเอลรอบที่ 2 เพื่อตอกย้ำแรงสนุนสนุนของสหรัฐฯ ต่ออิสราเอล ทั้งนี้ในระหว่างพบปะกับ ครม. ด้านความมั่นคงของอิสราเอล ได้มีเสียงสัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังขึ้น ทำให้บลิงเคนถูกพาตัวไปหลบในบังเกอร์แห่งหนึ่งเพื่อความปลอดภัยเป็นเวลา 5 นาที ตามการเปิดเผยของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
ไบเดนให้สัมภาษณ์ในรายการ 60 Minutes ทางสถานีโทรทัศน์ซีบีเอสนิวส์ว่า หากอิสราเอลบุกยึดฉนวนกาซาอีกครั้ง มันจะถือเป็นความผิดพลาดของอิสราเอล แต่ก็เห็นว่าการกำจัดกลุ่มหัวรุนแรงนั้นเป็น “เรื่องจำเป็นที่จะต้องทำ”
เมื่อถูกถามว่า คิดว่ากลุ่มฮามาสควรถูกกำจัดอย่างสิ้นซากหรือไม่ ผู้นำสหรัฐฯ ตอบว่า “ใช่ ผมคิดว่าเป็นอย่างนั้น” แต่ในขณะเดียวกัน ไบเดนมองว่า “มีความจำเป็นจะต้องมีการปกครองตนเองของชาวปาเลสไตน์ และจำเป็นต้องมีเส้นทางสู่การเป็นรัฐปาเลสไตน์”
อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีไบเดนกล่าวว่า สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องส่งทหารเข้าไป เพราะอิสราเอลมีกองทัพที่ดีที่สุดอยู่แล้ว แต่พร้อมจะให้การสนับสนุนทุกอย่างตามที่อิสราเอลต้องการ
17 ต.ค.
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ว่าประธานาธิบดีไบเดนมีกำหนดการเยือนอิสราเอลวันพุธ (18 ต.ค.) เพื่อ "ยืนยันความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสหรัฐฯ กับอิสราเอล"











