ชาวปาเลสไตน์อพยพจากกาซาตอนเหนือ หนีภัยสงครามอย่างไร้จุดหมาย

ที่มาของภาพ, EPA
- Author, เอทาร์ ชาลาบี
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีแผนกภาษาอาหรับ
ภรรยาของออว์น อาบู บาชาร์ ทนายความชาวปาเลสไตน์วัย 29 ปี กำลังตั้งครรภ์และท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที เขาบอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีทางโทรศัพท์ว่า “ฮานีน” มีกำหนดคลอดภายใน 5 วันข้างหน้านี้ “ผมต้องหาโรงพยาบาลในเขตที่ปลอดภัยให้เธอคลอดลูก”
สองสามีภรรยาได้รับทราบคำสั่งของทางการอิสราเอล ที่ให้ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาทางตอนเหนือ รีบอพยพลงไปทางใต้โดยเร็ว เมื่อช่วงกลางดึกของคืนวันพฤหัสบดีที่ 12 ต.ค.
ในตอนแรกพวกเขาไม่อยากทิ้งบ้านไป แต่ญาติได้เกลี้ยกล่อมจนพวกเขายอมอพยพไปพร้อมกัน ทั้งสองเข้าร่วมขบวนของผู้อพยพชาวปาเลสไตน์จำนวนมหาศาล ที่พากันเดินทางลงใต้ด้วยพาหนะหลากชนิด ทั้งรถยนต์และรถบรรทุกหรือบางคนก็ต้องเดินเท้า
พวกเขาใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงจัดของลงกระเป๋าใบเล็กเพียงใบเดียว โดยของจำเป็นส่วนใหญ่เป็นของใช้เด็กอ่อน “เรารีบออกจากบ้าน แต่ก็ไม่รู้จะมุ่งหน้าไปไหน เราไม่ได้เตรียมการอะไรไว้เลย และไม่มีที่ไหนปลอดภัยเลยสักแห่งเดียว” บาชาร์กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้สองสามีภรรยาตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังเมืองราฟาห์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา พวกเขาคิดว่าจะไปอาศัยอยู่กับครอบครัวหนึ่งที่รับดูแลผู้อพยพชาวปาเลสไตน์อยู่ก่อนแล้ว และที่เลือกเมืองนี้ก็เพราะว่ามีโรงพยาบาลสำหรับแม่และเด็กที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งด้วย
พื้นที่กาซาตอนเหนือ ซึ่งอิสราเอลมีคำสั่งให้พลเมืองของเขตดังกล่าวอพยพหนีภัยสงครามไปโดยด่วนนั้น จัดเป็นบริเวณที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นมากที่สุดของฉนวนกาซา โดยมีความกว้างคิดเป็นหนึ่งในสามของพื้นที่ทั้งหมด และตั้งอยู่เหนือธารน้ำ “วาดีกาซา” ซึ่งเป็นทางน้ำไหลที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล โดยธารน้ำดังกล่าวจะไหลผ่ากลางฉนวนกาซา และแบ่งดินแดนที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่การเกษตรออกเป็นตอนเหนือและตอนใต้

คำสั่งอพยพนี้มีขึ้นหลังจากมีผู้เสียชีวิตในอิสราเอลมากกว่า 1,400 ราย จากการโจมตีของกลุ่มฮามาส
ผู้อพยพส่วนใหญ่หวังจะไปอาศัยญาติมิตรหรือแม้แต่คนแปลกหน้าในเมืองทางใต้ เพื่อหาที่พักพิงอยู่กันชั่วคราว อย่างเช่นโวรูด อัล-ดาดูห์ นักศึกษาหญิงวัย 24 ปี ออกจากเมืองกาซาซิตีมาพร้อมกับครอบครัวที่มีสมาชิก 7 คน ตอนนี้พวกเขาเดินทางมาถึงเมืองเดอีร์ อัล-บาลาห์ ทางตอนใต้ และต้องพักค้างแรมในบ้านแคบ ๆ หลังหนึ่ง ที่มีผู้อพยพครอบครัวอื่นพักอยู่ด้วยกว่า 20 คน เธอบอกว่า “ไม่มีเก้าอี้ว่างสักตัวให้พวกเราได้นั่งเลย”
โวรูดบอกว่าเธอร้องไห้มาตลอดทาง จนแทบจะไม่ได้สังเกตเห็นการจราจรบนท้องถนน ซึ่งแน่นขนัดไปด้วยรถราและผู้คนจำนวนมหาศาล “ฉันไม่อาจบรรยายถึงความรู้สึกที่ต้องจากบ้านมาเป็นคำพูดได้...พวกเราเร่งรีบเสียจนไม่ได้หยิบอะไรติดตัวมา นอกจากหนังสือเดินทางกับของที่ระลึกชิ้นเดียว มันคือภาพถ่ายของครอบครัวเราที่แขวนอยู่ในห้องของฉัน” โวรูดเล่าทั้งน้ำตา
นากาห์ แม่ของโวรูดกล่าวเสริมว่า “ฉันไม่รู้จะพูดยังไงดี เราถูกสั่งให้อพยพโดยไม่มีทางเลือกอื่น เราไม่รู้จักกับเจ้าของบ้านที่มาอาศัยอยู่ด้วยซ้ำ แต่ขอพระเจ้าประทานพรให้พวกเขาที่เปิดบ้านต้อนรับพวกเรา”

ที่มาของภาพ, Reuters
อันที่จริงแล้ว กลุ่มฮามาสได้ประกาศไม่ให้ผู้คนอพยพออกไปตามคำสั่งของอิสราเอล ทำให้มีชาวปาเลสไตน์บางส่วนยังคงปักหลักอยู่ในทางตอนเหนือของฉนวนกาซาต่อไป
เมย์ซูน อัล-บาตช์ เจ้าของบ้านริมถนนสายหลักของเมืองกาซาซิตี ผู้ตัดสินใจจะไม่โยกย้ายไปไหน แม้บรรดาเพื่อนบ้านจะอพยพไปกันหมดแล้ว บอกว่า “ไม่มีที่ให้เราอยู่ในเมืองทางใต้หรอก ไม่มีที่ปลอดภัยเหลืออยู่อีกแล้ว แต่ที่นี่คือดินแดนของเรา เราจะไม่หนีไปไหน และจะยอมตายในบ้านของเราเอง”
ยูสเซฟ ฮัดดัด เดินทางลงใต้ไปยังเมืองข่านยูนิส พร้อมกับพ่อแม่ที่แก่ชราและพี่น้องอีกสามคน โดยพวกเขามีเพียงชุดชั้นในและที่ชาร์จโทรศัพท์ติดตัวมา ฮัดดัดบอกว่า “เราโชคดีที่มีเพื่อนสนิทของครอบครัวให้ที่พักอาศัย แต่ผมเจอผู้อพยพหลายร้อยคนบนท้องถนนซึ่งยังไม่มีที่ไป”

ที่มาของภาพ, EPA
ก่อนหน้านี้สหประชาชาติเตือนว่า การสั่งให้ผู้คนนับล้านอพยพย้ายถิ่นฐานในเวลาอันสั้น จะนำมาซึ่งสถานการณ์เลวร้ายที่เป็น “หายนะทางมนุษยธรรม” ทั้งยังเป็นไปไม่ได้ที่จะทำการอพยพนี้โดยราบรื่น
ถนนสายหลักที่เชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ตอนเหนือและตอนใต้ของฉนวนกาซามีอยู่เพียงเส้นทางเดียว นอกจากนี้ เชื้อเพลิงและน้ำดื่มน้ำใช้ก็กำลังใกล้จะหมด อาคารบ้านเรือนในบางพื้นที่เหลือเพียงซากหักพังจากการสู้รบ ทำให้หน่วยงานของสหประชาชาติที่ดูแลผู้อพยพชาวปาเลสไตน์หรือ UNRWA ต้องออกมาบอกว่า ขณะนี้ศูนย์พักพิงต่าง ๆ รวมทั้งที่พักชั่วคราวอย่างโรงเรียนนั้น เต็มแน่นไปด้วยผู้อพยพจนหมดแล้ว
ทาริก ยาราเซวิก โฆษกขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวตำหนิคำสั่งอพยพของอิสราเอลว่า “มีผู้ป่วยหนักมากมายรวมทั้งผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส โอกาสเดียวที่พวกเขาจะมีชีวิตรอดก็คือการใช้อุปกรณ์พยุงชีพเช่นเครื่องช่วยหายใจ ดังนั้นการเคลื่อนย้ายคนเหล่านี้จึงไม่ต่างกับสั่งลงโทษประหาร การบังคับให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำตามคำสั่งนี้ ถือเป็นเรื่องทารุณโหดร้ายอย่างยิ่ง”

ที่มาของภาพ, Reuters
ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากไม่สามารถหายานพาหนะเพื่อใช้เดินทางออกจากเขตสั่งอพยพได้ รวมถึงผู้ที่ต้องอาศัยพักพิงในโบสถ์นิกายโรมันคาทอลิกแห่งเดียวของฉนวนกาซาราว 500 คน ซึ่งบาทหลวงกาเบรียล โรมาเนลลี นักบวชผู้ดูแลสถานที่ดังกล่าวบอกกับบีบีซีว่า การตระเตรียมอพยพผู้คนนั้น เต็มไปด้วยอุปสรรคด้านการขนส่งและการบริหารจัดการอีกหลายอย่าง
“เรามีผู้อพยพเป็นร้อย ๆ คนในโบสถ์ รวมทั้งเด็กและคนแก่ด้วย คนพิการและคนป่วยก็มีไม่น้อย เราจะเคลื่อนย้ายพวกเขาไปด้วยวิธีไหน และจะต้องทำอย่างไรเมื่อไปถึงพื้นที่ทางใต้แล้ว”
ด้านแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ บอกว่าได้ขอให้อิสราเอลใช้ความระมัดระวังให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีพลเรือนเสียชีวิตจากการปราบปรามกลุ่มฮามาส นอกจากนี้ นายบลิงเคนยังได้เตือนให้ทางการอิสราเอลตระหนักว่า ขณะนี้ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาหลายครอบครัว ต้องทนทุกข์ทรมานเพราะความผิดที่พวกเขาไม่ได้ก่อขึ้น รวมทั้งเผยว่าสหรัฐฯ กำลังหารือกับอิสราเอลและองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง เพื่อจัดตั้ง “พื้นที่ปลอดภัย” ในฉนวนกาซา ซึ่งจะมีการเผยรายละเอียดของแผนการดังกล่าวในเร็ววันนี้











