ยูเอ็นเตือน ไฟสำรองของ รพ. ในฉนวนกาซาเหลือแค่ 24 ชม.

ที่มาของภาพ, Reuters
องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เตือนว่า ปริมาณเชื้อเพลิงสำรองของโรงพยาบาลในฉนวนกาซาเหลือใช้ได้ประมาณ 24 ชั่วโมง ขณะที่ชาวปาเลสไตน์หลายพันคนยังคงหลบหนีออกจากฉนวนกาซาทางตอนเหนือ ก่อนที่อิสราเอลจะเปิดฉากโจมตีภาคพื้นดิน
เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ (15 ต.ค.) ว่า “จะทำลายล้างกลุ่มฮามาส”
เนทันยาฮูเรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ฉุกเฉินของอิสราเอลเพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกัน พร้อมกล่าวว่า “กลุ่มฮามาสคิดว่าเราจะเป็นผู้ถูกทำลาย แต่เป็นเราที่จะทำลายกลุ่มฮามาส”
หนึ่งวันก่อนหน้า เนทันยาฮูเดินทางไปเยือนฐานทัพอิสราเอลใกล้ฉนวนกาซา และกล่าวกับทหารที่อยู่แนวหน้าว่า “พวกคุณพร้อมสำหรับขั้นต่อไปหรือยัง ปฏิบัติการขั้นต่อไปกำลังจะเกิดขึ้น”
การระดมกำลังพลและรถถังของกองทัพอิสราเอลเข้าประชิดชายแดนฉนวนกาซายังคงดำเนินต่อเนื่อง ก่อนเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดิน
เช่นเดียวกับการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายมากกว่า 100 แห่งในฉนวนกาซาเมื่อวันอาทิตย์

ที่มาของภาพ, X/Netanyahu
อิสราเอลปรับตัวเลขตัวประกันที่ถูกฮามาสจับเป็น 199 คน
กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า ตัวประกันที่ถูกกลุ่มติดอาวุธฮามาสจับตัวไว้เพิ่มเป็น 199 คน เพิ่มจากข้อมูลเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 44 คน ในจำนวนนี้ผู้ที่ตกเป็นตัวประกันเป็นเด็ก 13 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหประชาชาติ เปิดเผยว่าชาวปาเลสไตน์ประมาณ 1 ล้านคนอพยพจากทางตอนเหนือของฉนวนกาซาลงมาทางตอนใต้แล้ว ภายหลังอิสราเอลประกาศเปิดการโจมตีทางภาคพื้นดิน
นี่คือสถานการณ์ล่าสุด ณ เวลา 17.00 น. วันที่ 16 ต.ค. 2566 ซึ่งเป็นวันที่ 10 ของการสู้รบ โดยการเปิดเผยของอิสราเอลไม่ได้ระบุถึงรายละเอียดสัญชาติของตัวประกันที่ถูกจับไปควบคุมตัวในพื้นที่ฉนวนกาซา
อย่างไรก็ดี ทางการไทยเปิดเผยว่ามีคนไทย 17 คนตกเป็นตัวประกัน
ด้านนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และกลุ่มฮามาส ปฏิเสธรายงานข่าวก่อนหน้านี้ว่ามีการบรรลุการเจรจาสงบศึกเพื่อเปิดทางให้ความช่วยเหลือเข้าไปในกาซา ผ่านทางจุดผ่านแดนราฟาห์ฝั่งที่ติดกับประเทศอียิปต์
ด้านสถานการณ์ที่จุดผ่านแดนราฟาห์ยังคงปิดอยู่ แม้ว่าจะมีผู้คนหลายพันคนมารวมตัวกันอย่างหนาแน่นที่หน้าด่านประตู นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้มีการอนุญาตส่งอาหาร อุปกรณ์การแพทย์ และเชื้อเพลิง เข้าไปในฉนวนกาซา

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
ขีดเส้นตายอพยพชาวปาเลสไตน์ 1.1 ล้านคน
กองกำลังป้องกันอิสราเอล หรือไอดีเอฟ (IDF) ออกแถลงการณ์เมื่อช่วงค่ำของวันเสาร์ (14 ต.ค.) ว่า พวกเขากำลังเตรียมการเข้าสู่ขั้นต่อไปของสงครามการสู้รบกับกลุ่มฮามาส ซึ่งจะเป็นการรุกที่ครอบคลุมทั้งการโจมตีทางอากาศ ทางทะเล และทางบก
กองกำลังสำรองหลายแสนนายที่ถูกเกณฑ์มาก่อนหน้านี้ จะเข้าร่วมในปฏิบัติการด้วย
แถลงการณ์ไอดีเอฟระบุว่า ยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นถูกส่งไปยังหน่วยที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยกองพันและทหารไอดีเอฟได้จัดวางกำลังเชิงยุทธศาสตร์ทั่วประเทศแล้ว
“กองกำลังไอดีเอฟถูกส่งไปประจำการทั่วประเทศ และกำลังเพิ่มการเตรียมพร้อมสำหรับขั้นต่อไปของสงคราม โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อปฏิบัติการภาคพื้นดินที่มีนัยสำคัญ” แถลงการณ์ระบุ
แถลงการณ์ฉบับดังกล่าวออกมาในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หลังพ้นเส้นตายที่อิสราเอลแจ้งเตือนให้ชาวปาเลสไตน์ราว 1.1 ล้านคน เร่งอพยพจากพื้นที่ทางตอนเหนือของฉนวนกาซาแล้วมุ่งลงใต้ ในเวลา 16.00 น. ของวันที่ 14 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับเวลาไทย 20.00 น. ของวันที่ 14 ต.ค.)
อย่างไรก็ตาม อิสราเอลไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่แน่ชัดว่าของปฏิบัติการครั้งนี้
ทว่าวันต่อมา (15 ต.ค.) โฆษกของไอดีเอฟกล่าวว่า พลเรือนที่ยังคงอยู่ในฉนวนกาซาตอนเหนือจะต้องมุ่งหน้าไปทางใต้ระหว่างเวลา 10.00-13.00 น. ของวันที่ 15 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับเวลาไทย 14.00-17.00 น.) พร้อมแนะนำให้ใช้เส้นทางเดียวโดยวิ่งจากเมืองเบอิต ฮานูน (Beit Hanoun) ไปยังเมืองข่าน ยูนิส (Khan Yunis) ทางตอนใต้ของกาซา

ที่มาของภาพ, Martin Divisek/EPA-EFE/REX/Shutterstock
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ไอดีเอฟเลื่อนกรอบเวลาในการอพยพประชาชนทางตอนเหนือของฉนวนกาซาหลายครั้ง
แรกเริ่มเดิมที อิสราเอลประกาศเมื่อวันศุกร์ (13 ต.ค.) กำหนดเส้นตายให้ประชาชนอพยพภายในเวลา 24 ชม. แต่ผ่านไปบ่ายวันเสาร์ (14 ต.ค.) อิสราเอลได้กำหนดเส้นทางไว้ 2 เส้นทาง โดยหนึ่งในนั้นเป็นเส้นทางเดียวกับที่ไอดีเอฟประกาศล่าสุด
ไอดีเอฟเผย 5 แสนคนลงสู่ใต้ฉนวนกาซาแล้ว
ล่าสุดโฆษกไอดีเอฟเปิดเผยเมื่อ 16 ต.ค. ว่า ประมาณการว่ามีผู้คนประมาณ 500,000 คนออกจากฉนวนกาซาตอนเหนือแล้ว พร้อมกล่าวหากลุ่มฮามาสว่าทำให้การเคลื่อนย้ายลงพื้นที่ตอนใต้ของผู้คนเป็นเรื่องยาก
โฆษกไอดีเอฟกล่าวว่า ในขณะที่ปฏิบัติการทางทหารก้าวไปสู่ระยะ "ปรับปรุง" พลเรือนจะไม่ปลอดภัยหากอยู่ในกาซา ซิตี
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับเหตุระเบิดเมื่อวันศุกร์ (13 ต.ค.) ซึ่งทำให้มีรายงานผู้เสียชีวิต 70 รายบนถนนที่กองทัพอิสราเอลระบุว่าปลอดภัย โฆษกไอดีเอฟกล่าวเพียงว่า ไอดีเอฟไม่ได้มุ่งเป้าไปที่พลเรือนอย่างจริงจัง
บีบีซีเวรีฟายตรวจสอบภาพการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลแล้วยืนยันได้ว่า มีผู้หญิงและเด็กถูกสังหารคารถในขณะที่พวกเขากำลังอพยพออกจากพื้นที่ตอนเหนือของฉนวนกาซาตามคำแจ้งเตือนของอิสราเอลเมื่อวันศุกร์
ขบวนรถบรรทุกผู้อพยพไม่เพียงถูกยิง แต่หลายคันถูกเผาด้วย โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นห่างจากทางใต้ของชานเมืองกาซา ซิตี ไม่กี่กิโลเมตร
ผู้เสียชีวิตพุ่งกว่า 3,800 ราย
เข้าสู่วันที่ 10 ของสงครามระหว่างกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาสกับอิสราเอล มีผู้เสียชีวิตอย่างการสู้รบกว่า 3,800 รายแล้ว
กองทัพอิสราเอลระบุว่า ทหารของตนอย่างน้อย 279 นายเสียชีวิตตั้งแต่ 7 ต.ค. จากการเปิดฉากโจมตีโดยไม่คาดคิดของกลุ่มฮามาส
- ผู้เสียชีวิตในอิสราเอลจากการโจมตีของฮามาส มากกว่า 1,400 ราย
- ผู้เสียชีวิตในปาเลสไตน์จากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล มากกว่า 2,450 ราย
นอกจากนี้ กลุ่มฮามาสได้จับประชาชนชาวอิสราเอลและชาวต่างชาติเป็นตัวประกันในฉนวนกาซา 150 ราย ตอนบุกจู่โจมดินแดนอิสราเอลเมื่อ 7 ต.ค. ก่อนที่โฆษกกองทัพอิสราเอลจะออกมาระบุเมื่อ 14 ต.ค. ว่า ได้รับการยืนยันตัวเลขของตัวประกันที่ 126 ราย
นักข่าวรอยเตอร์เสียชีวิต

ที่มาของภาพ, Reuters
นอกจากทหารและประชาชนต้องเสียชีวิตจากการสู้รบในครั้งนี้ อับดุลเลาะห์ ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ ได้ถูกสังหารเมื่อวันศุกร์ (13 ต.ค.) ในระหว่างรายงานข่าวในพื้นที่ทางใต้ของเลบานอน ซึ่งมีการยิงปืนใหญ่ตอบโต้กันระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่สนับสนุนกลุ่มฮามาสในเขตฉนวนกาซา
กองทัพอิสราเอลตอบโต้แถลงการณ์ของรอยเตอร์เกี่ยวกับการเสียชีวิตของผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ โดยระบุว่า ชายแดนอิสราเอล-เลบานอนถูกโจมตีโดยกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนในช่วงเวลาที่เขาเสียชีวิต ทั้งนี้ ฮิซบอลเลาะห์ได้ยิงขีปนาวุธโจมตีกำแพงกั้นแนวพรมแดนจนได้รับความเสียหาย
จากนั้นทหารอิสราเอลสงสัยว่ามี "การแทรกซึม" เข้าไปในดินแดนอิสราเอล จึงยิงปืนใหญ่เข้าไปในดินแดนของเลบานยิงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ได้รับแจ้งว่านักข่าวได้รับบาดเจ็บระหว่างเกิดเหตุ ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว
นอกจากอิสซัม ยังมีนักข่าวอีก 6 รายจากสำนักข่าวเอเอฟพี รอยเตอร์ และ อัล จาซีรา ได้รับบาดเจ็บ ขณะรายงานข่าวในจุดเดียวกันด้วย
WHO ประณามคำสั่งอพยพผู้ป่วย = “คำสั่งประหารชีวิต”
องค์การอนามัยโลก (WHO) ประณามคำสั่งของอิสราเอลอย่างรุนแรง กรณีให้อพยพผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล 22 แห่ง ที่ให้การรักษาผู้ป่วยมากกว่า 2,000 คน ทางตอนเหนือของฉนวนกาซา
WHO กล่าวว่า คำสั่งดังกล่าวทำให้ชีวิตของผู้ป่วยหนักที่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ช่วยชีวิต เด็กแรกเกิดที่อยู่ในตู้อบ และอีกหลายชีวิตต้องแขวนอยู่บนเส้นด้าย
“การบังคับให้ผู้ป่วยมากกว่า 2,000 คนย้ายไปอยู่ทางตอนใต้ของกาซา เปรียบได้กับคำสั่งประหารชีวิต” องค์การอนามัยโลกระบุ
WHO ระบุว่า บุคลากรด้านสาธารณสุขจำนวนมากเลือกที่จะยังอยู่ที่เดิม แทนการรับความเสี่ยงจากการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหนัก ซึ่งเป็นทางเลือกที่เรียกว่าเป็นไปไม่ได้เลย นอกจากนี้ยังเตือนด้วยว่ามีพลเรือนจำนวนมากใช้พื้นที่รอบโรงพยาบาลเป็นสถานที่หลบภัย และชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นก็ตกอยู่ในความเสี่ยงเมื่อสถานพยาบาลถูกทิ้งระเบิด
ในช่วงท้ายของแถลงการณ์ WHO เรียกร้องให้อิสราเอลยกเลิกคำสั่งอพยพไปยังโรงพยาบาลทางตอนเหนือของฉนวนกาซาทันที พร้อมขอให้มีการคุ้มครองสถานพยาบาล บุคลากรด้านสาธารณสุข ผู้ป่วย ไปจนถึงพลเรือน
ต่อมาวันที่ 15 ต.ค. WHO ระบุเพิ่มเติมว่า โรงพยาบาล 4 แห่งที่อยู่ทางตอนเหนือของฉนวนกาซาปิดให้บริการแล้ว

ที่มาของภาพ, Reuters
ยูเอ็นเตือน รพ. กาซาเหลือไฟสำรองแค่ 24 ชม.
ด้านองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เตือนว่า ปริมาณเชื้อเพลิงสำรองของโรงพยาบาลในฉนวนกาซาเหลือใช้ได้ประมาณ 24 ชั่วโมง
“การปิดเครื่องปั่นไฟฟ้าสำรองจะทำให้ชีวิตของผู้ป่วยหลายพันคนตกอยู่ในความเสี่ยง” สำนักงานด้านมนุษยธรรมของสหประชาชาติระบุบนเว็บไซต์เมื่อ 15 ต.ค.
คำเตือนของยูเอ็นเกิดขึ้นหลังจากหน่วยงานบรรเทาทุกข์หลายแห่งเรียกร้องให้เปิดทางช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ฉนวนกาซา ซึ่งรวมถึงการส่งเชื้อเพลิงและน้ำ
ก่อนหน้านี้ กัซซัน อาบู ซิตตา ศัลยแพทย์ชาวอังกฤษ-ปาเลสไตน์ ซึ่งทำงานอยู่ที่ชายแดนของฉนวนกาซา กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลของเขามีเครื่องมือไม่เพียงพอในการช่วยเหลือผู้คน
“ในแง่ของเวชภัณฑ์ แต่ละวันเราใช้เวชภัณฑ์เทียบเท่าที่ใช้ใน 1 เดือน หรือ 1 เดือนครึ่ง เพื่อรับมือกับกรณีฉุกเฉินนี้” เขากล่าวกับบีบีซี

ที่มาของภาพ, EPA/EFE
ถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า ประชาชนที่เคลื่อนตัวออกจากพื้นที่ทางตอนเหนือของฉนวนกาซาไปทางตอนใต้มีจำนวนเท่าใด แต่ตามรายงานของหน่วยงานบรรเทาทุกข์ของสหประชาชาติ ถือเป็น "การอพยพ"
สำนักงานบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือเพื่อผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ในตะวันออกกลาง (UNRWA) ระบุผ่านแถลงการณ์ว่า ขณะนี้ที่พักพิงของยูเอ็นทางตอนเหนือของฉนวนกาซาไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยอีกต่อไป นี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
UNRWA ระบุว่า แม้ทางการอิสราเอลจะออกคำสั่งให้ชาวปาเลสไตน์อพยพลงไปทางตอนใต้ แต่ผู้คนจำนวนมาก รวมถึงเด็ก สตรีมีครรภ์ คนชรา และผู้ทุพพลภาพไม่สามารถหลบหนีออกจากพื้นที่ได้
“สงครามย่อมมีกฎเกณฑ์ พลเรือน โรงพยาบาล โรงเรียน และคลินิก รวมถึงสถานที่ของยูเอ็น ต้องไม่เป็นเป้าหมายในการโจมตี” UNRWA ระบุ
ก่อนหน้านี้ จูเลียตต์ โทมา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของ UNRWA กล่าวกับบีบีซีว่า "นี่เป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดที่เราเคยเห็นมา นี่กำลังถึงจุดต่ำสุด ฉนวนกาซาถูกผลักลงสู่เหว มีโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นในขณะที่โลกกำลังจับตาดู นี่คือกาซา”
เธอยังอ้างถึงคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ UNRWA ในพื้นที่ว่า มีการอพยพ ผู้คนกำลังจะจากถิ่นที่อยู่ บางคนนั่งรถยนต์ไป บางคนเดิน บางคนกำลังแบกที่นอน
“ผู้คนต่างหวาดกลัว” เธอกล่าว
ความเคลื่อนไหวของนานาชาติ
นานาชาติมีปฏิกิริยาต่อการประกาศเตรียมพร้อมบุกโจมตีทางอากาศ ทางน้ำ และทางบกของอิสราเอลแตกต่างกันไป โดยหลายชาติอาหรับได้ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านการโจมตีภาคพื้นดินของอิสราเอล โดยชี้ให้เห็นความจำเป็นในการปกป้องพลเรือนในฉนวนกาซา
ด้านประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ในรายการ 60 Minutes ทางสถานีโทรทัศน์ซีบีเอสนิวส์ว่า หากอิสราเอลบุกยึดฉนวนกาซาอีกครั้ง มันจะถือเป็นความผิดพลาดของอิสราเอล แต่ก็เห็นว่าการกำจัดกลุ่มหัวรุนแรงนั้นเป็น “เรื่องจำเป็นที่จะต้องทำ”
เมื่อถูกถามว่า คิดว่ากลุ่มฮามาสควรถูกกำจัดอย่างสิ้นซากหรือไม่ ผู้นำสหรัฐฯ ตอบว่า “ใช่ ผมคิดว่าเป็นอย่างนั้น” แต่ในขณะเดียวกัน ไบเดนมองว่า “มีความจำเป็นจะต้องมีการปกครองตนเองของชาวปาเลสไตน์ และจำเป็นต้องมีเส้นทางสู่การเป็นรัฐปาเลสไตน์”
อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีไบเดนกล่าวว่า สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องส่งทหารเข้าไป เพราะอิสราเอลมีกองทัพที่ดีที่สุดอยู่แล้ว แต่พร้อมจะให้การสนับสนุนทุกอย่างตามที่อิสราเอลต้องการ ซึ่งก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำเข้าไปประจำการในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเพื่อแสดงการสนับสนุนอิสราเอลแล้ว

ที่มาของภาพ, Reuters
สำหรับความเคลื่อนไหวของชาติต่าง ๆ สรุปได้ ดังนี้
- สหภาพยุโรป (อียู): ผู้นำประเทศสมาชิกอียูออกแถลงการณ์ว่าพวกเขาสนับสนุนสิทธิของอิสราเอลในการปกป้องตนเองให้สอดคล้องกับหลักมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ
- อียิปต์: ประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซีซี แห่งอียิปต์ กล่าวว่า การตอบโต้ของอิสราเอลต่อการโจมตีของกลุ่มฮามาสในช่วงสุดสัปดาห์ “ไปไกลกว่าสิทธิในการป้องกันตนเอง และกลายเป็นการลงโทษแบบเหมารวมต่อประชาชน 2.3 ล้านคนในฉนวนกาซา”
- อิหร่าน: ฮุสเซน อะมีร-อับดุลลาเฮียน รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน เตือนว่าการโจมตีภาคพื้นดินของอิสราเอลในฉนวนกาซาอาจเพิ่มความขัดแย้งทั่วตะวันออกกลาง โดยระบุว่า หากการรุกรานยังไม่หยุด “อิหร่านไม่สามารถนั่งดูและทำตัวเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ได้”
- กาตาร์และซาอุดีอาระเบีย: รัฐมนตรีต่างประเทศของ 2 ชาติกล่าวว่าพวกเขา “ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด” กับการบังคับอพยพของอิสราเอลที่เรียกร้องให้ชาวกาซาออกจากพื้นที่ทางตอนเหนือแล้วมุ่งสู่งใต้
- สหรัฐฯ: แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ จัดการเจรจากับหลายประเทศในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาวเตือนว่าสงครามที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างอิสราเอลและฮามาส อาจส่งผลให้อิหร่านเข้าไปพัวพันโดยตรงกับความขัดแย้งนี้











