นีแอนเดอร์ทัลบางส่วนมียีนกลายพันธุ์ ทำให้จมูกด้านชากลิ่นกายของตัวเอง

ที่มาของภาพ, NEANDERTHAL MUSEUM
ความสามารถในการดมกลิ่นของคนเรานั้น นับว่ายังด้อยกว่าสัตว์อีกหลายชนิดอย่างเช่นสุนัขหรือช้าง แต่การเปรียบเทียบข้ามชนิดพันธุ์หรือสปีชีส์แบบนี้ มักนำไปสู่ทัศนคติที่ว่ามนุษย์มีวิวัฒนาการของประสาทรับกลิ่นมาน้อยเกินไป ซึ่งนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่จำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้
ทีมนักมานุษยวิทยาจากสหรัฐฯ และฝรั่งเศส ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาล่าสุดเรื่องวิวัฒนาการของประสาทรับกลิ่นในมนุษย์สายพันธุ์ต่าง ๆ ลงในวารวาร iScience ฉบับเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมีการจำลอง “จมูก” ของมนุษย์โบราณนีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal) และเดนิโซวาน (Denisovan) ขึ้นมาใหม่ เพื่อทดสอบใช้งานดมกลิ่นโดยเปรียบเทียบกับความสามารถของจมูกมนุษย์ยุคใหม่ด้วย
มีการสังเคราะห์และดัดแปลงพันธุกรรมเซลล์ในห้องปฏิบัติการ จนสามารถสร้างตัวรับ (receptor) ของเซลล์ประสาทรับกลิ่น จากข้อมูลพันธุกรรมทั้งหมดหรือจีโนม (genome) ของมนุษย์โบราณแต่ละสายพันธุ์ได้
ทีมผู้วิจัยพบว่ามนุษย์โบราณที่สูญพันธุ์ไปแล้วกับมนุษย์ยุคใหม่หรือโฮโมเซเปียนส์นั้น มียีนเกี่ยวกับการดมกลิ่นโดยทั่วไปคล้ายคลึงกัน แต่มีข้อมูลพันธุกรรมของประสาทรับกลิ่น 11 ตัวในกลุ่มของนีแอนเดอร์ทัลและเดนิโซวาน ที่เกิดการแปรผันของดีเอ็นเอในลักษณะที่แตกต่างไปจากมนุษย์ยุคใหม่

ที่มาของภาพ, MAAYAN HAREL
เมื่อทดลองปล่อยกลิ่นต่าง ๆ หลายร้อยชนิด ให้ทำปฏิกิริยากับเซลล์รับกลิ่นหรือจมูกจำลองที่สร้างขึ้นมาดังกล่าว พบว่ามนุษย์ทั้ง 3 สายพันธุ์สามารถดมกลิ่นต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลายทัดเทียมกัน เว้นแต่มนุษย์เดนิโซวานจะมีจมูกไวกว่าเพื่อน โดยสามารถรับกลิ่นเครื่องเทศ สมุนไพร และกลิ่นที่ “หวาน” อย่างเช่นกลิ่นน้ำผึ้งหรือกลิ่นวานิลลาได้ไวเป็นพิเศษ
ส่วนนีแอนเดอร์ทัลนั้นพบการกลายพันธุ์ของประสาทรับกลิ่นในกลุ่มตัวอย่าง 1 ราย ซึ่งการกลายพันธุ์นี้ทำให้จมูกด้านชาจนไม่ได้กลิ่นฉุนของสารเคมีที่เรียกว่า androstadienone ซึ่งมีอยู่ในเหงื่อและปัสสาวะ
สมาชิกผู้หนึ่งของทีมวิจัยกล่าวว่า “มันตลกดีนะ เหตุผลของวิวัฒนาการแบบแปลกประหลาดนี้ อาจมาจากความเป็นอยู่ของนีแอนเดอร์ทัลบางกลุ่ม ที่ต้องอาศัยอยู่ร่วมกันในถ้ำอย่างแออัดเบียดเสียดมาก ๆ ก็เป็นได้”
“ผลการศึกษาของเราชี้ว่า มนุษย์ทุกสายพันธุ์ไม่ได้อ่อนด้อยในเรื่องวิวัฒนาการของประสาทรับกลิ่นเลย หากเราพิจารณาว่าการปรับตัวทางพันธุกรรมนั้นเกิดขึ้นโดยสอดคล้องกับความเป็นอยู่ รวมทั้งสภาพแวดล้อมของสิ่งมีชีวิตแต่ละเผ่าพันธุ์ในช่วงเวลาที่ต่างกัน” ทีมผู้วิจัยกล่าวสรุป











