เมื่อสหรัฐฯ วางแผน “หยุดโลก” ไม่ให้หมุนชั่วขณะ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในยุคสงครามเย็น (Cold War) เมื่อช่วงปลายทศวรรษ 1950 - 1980 มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่จะเกิดการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์เข้าใส่กัน ระหว่างสองชาติมหาอำนาจซึ่งได้แก่สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ซึ่งภัยคุกคามนี้ทำให้กองทัพอากาศสหรัฐฯ ต้องคิดแผนการ “หยุดโลก” ยับยั้งการหมุนรอบตัวเองของดาวเคราะห์ที่เราอาศัยอยู่ขึ้นมา
เรื่องของแผนการที่เหลือเชื่อดังกล่าว ได้รับการยืนยันว่าเป็นความจริงโดยนายแดเนียล เอลส์เบิร์ก นักวิเคราะห์แผนยุทธศาสตร์แห่งสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษา RAND Corporation ของสหรัฐฯ โดยตัวเขาเองเป็นผู้ประเมินวิเคราะห์แผนการหยุดโลกที่ว่านี้เมื่อหลายสิบปีก่อน หลังผู้เชี่ยวชาญของกองทัพอากาศได้ยื่นเสนอต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ในเวลานั้น
นายเอลส์เบิร์กเขียนเล่าถึงเหตุการณ์ข้างต้น ในหนังสือของเขาที่ตีพิมพ์และวางจำหน่ายเมื่อปี 2017 ชื่อ “เครื่องยนต์วันสิ้นโลก : คำสารภาพของนักวางแผนยุทธศาสตร์สงครามนิวเคลียร์” (The Doomsday Machine: Confessions of a Nuclear War Planner) ว่าเจ้าหน้าที่ทหารอากาศชาวอเมริกันผู้หนึ่ง ได้เสนอแนวทางแก้ไขสถานการณ์วิกฤตหากสหรัฐฯ ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป (ICBM) ของสหภาพโซเวียต
ข้อความในหนังสือของนายเอลส์เบิร์กระบุว่า “หากเรดาร์ของระบบเตือนภัยขีปนาวุธ (BMEWS) ส่งสัญญาณไปยังจอรับภาพของกองบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศอเมริกาเหนือ (NORAD) ว่ามีขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ กำลังพุ่งทะยานข้ามขั้วโลกเหนือมาจากฝั่งสหภาพโซเวียต ซึ่งอาจมุ่งเป้าทำลายฐานติดตั้งขีปนาวุธของเราในรัฐนอร์ทดาโกตา, เซาท์ดาโกตา, ไวโอมิง, มอนแทนา, และมิสซูรี”
“ในกรณีเช่นนี้ เราสามารถจุดระเบิดเครื่องยนต์ขับดันจรวดแอตลาส (Atlas engines) จำนวนหนึ่งโดยพร้อมเพรียงกัน เพื่อหยุดยั้งการหมุนรอบตัวเองของโลกลงชั่วขณะ”

ที่มาของภาพ, Getty Images
การทำเช่นนี้จะส่งผลให้ขีปนาวุธของสหภาพโซเวียต ซึ่งพุ่งทะยานมาด้วยแรงเฉื่อย (inertial path) ตามวิถีโค้งที่กำหนดไว้หลังเชื้อเพลิงที่ใช้ขับดันจรวดในช่วงแรกมอดดับลง มีอันต้องพลาดเป้าหรือพุ่งเลยไปจากจุดตกที่ตั้งใจจะลงมือโจมตีแต่แรก ทำให้ฐานทัพในสหรัฐฯ แคล้วคลาดจากหัวรบนิวเคลียร์ และสามารถโจมตีตอบโต้กลับไปยังฐานทัพของสหภาพโซเวียตที่เป็นผู้ยิงขีปนาวุธก่อนได้โดยปลอดภัย หลังโลกกลับมาหมุนในอัตราเร็วปกติ
อย่างไรก็ตาม การจุดระเบิดเครื่องยนต์ขับดันจรวดเพื่อออกแรงต้านการหมุนของโลกนั้น จะต้องใช้เชื้อเพลิงที่เป็นก๊าซในปริมาณสูงถึง 500 เท่าของมวลบรรยากาศโลก หรือคิดเป็นน้ำหนักเชื้อเพลิงได้เท่ากับ 2.6 X 10^21 กิโลกรัม เลยทีเดียว
นายเอลส์เบิร์กแสดงความเห็นไว้ดังนี้ “ลองจินตนาการดูว่า เราสามารถสร้างเครื่องยนต์ขับดันจรวดขนาดยักษ์ขึ้นได้จริง แต่การจุดระเบิดด้วยเชื้อเพลิงก๊าซปริมาณมหาศาลขนาดนั้น ย่อมทำให้เกิดเปลวเพลิงความร้อนสูงไหม้ลุกลามไปเป็นบริเวณกว้างทั่วโลก สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ รวมทั้งมนุษย์จะต้องล้มตายลงเป็นจำนวนมาก รวมทั้งชาวอเมริกันเองด้วย”

ที่มาของภาพ, Getty Images
แม้จะมีผู้รอดชีวิตจากไฟประลัยกัลป์ดังกล่าวมาได้ แต่ก็ใช่ว่าพวกเขาจะไม่ต้องประสบพบพานกับหายนะอื่น ๆ ที่ร้ายแรงถึงชีวิตอีก เพราะการเคลื่อนไหวที่สะดุดหยุดลงอย่างกะทันหันของโลก ขณะกำลังหมุนปั่นด้วยความเร็วสูงถึง 460 เมตรต่อวินาที หรือ 1,610 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะทำให้ทุกสรรพสิ่งบนพื้นผิวโลกถูกเหวี่ยงกระเด็นไปทางตะวันออกด้วยความเร็วเท่ากัน รวมทั้งเหวี่ยงหน้าดินและชั้นหินออกสู่ห้วงอวกาศเป็นจำนวนไม่น้อย
เจมส์ ซิมเบลแมน นักธรณีวิทยากิตติคุณอาวุโส ประจำพิพิธภัณฑ์บรรยากาศและอวกาศแห่งชาติของสถาบันสมิธโซเนียนในสหรัฐฯ บอกว่าเศษชิ้นส่วนดินหินที่ถูกเหวี่ยงออกสู่อวกาศ จะถูกแรงโน้มถ่วงดึงดูดกลับมาภายในเวลาไม่กี่วินาที ทำให้พื้นโลกถูกกระหน่ำโจมตีด้วยอุกกาบาตจำนวนมหาศาลที่พุ่งเข้าชน จนเปลือกโลกหลอมละลายกลายเป็นทะเลของหินร้อนเหลวหรือลาวาไปในที่สุด
เมื่อประเมินดูอย่างรอบคอบแล้ว การทำให้โลกหยุดหมุนเพื่อหลบเลี่ยงภัยนิวเคลียร์ ไม่น่าจะเป็นทางออกที่ดีนักสำหรับมนุษยชาติ แต่หากนักวิทยาศาสตร์เกิดทำให้โลกหยุดนิ่งอย่างถาวรขึ้นมาได้จริง ๆ น่าสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นในระยะยาว

ที่มาของภาพ, Getty Images
หากโลกของเราหยุดหมุน ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เราเห็นกันเป็นประจำอย่างเช่นดวงอาทิตย์ที่ขึ้นและตกในทุกวัน จะพลอยหายไปจากสายตาด้วย เนื่องจากปรากฏการณ์นี้มาจากการหมุนของโลก ซึ่งทำให้ 1 วันยาวนานราว 24 ชั่วโมง แต่หากโลกหยุดนิ่งไม่หมุนรอบตัวเองอีกต่อไป เวลา 1 วัน จะยาวนานขึ้นจนเท่ากับครึ่งปีเลยทีเดียว
คาบการหมุนรอบตัวเองของโลกที่เคยกินเวลา 24 ชั่วโมง ยังเป็นสิ่งที่กำหนดรอบการเดินของนาฬิกาชีวภาพในร่างกายของสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ซึ่งหากยังคงมีประชากรมนุษย์ สัตว์ หรือพืช หลงเหลืออยู่บ้างหลังจากที่โลกหยุดหมุน พฤติกรรมในการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ซึ่งไม่แน่ว่าพวกเขาจะสามารถปรับตัวให้อยู่รอดได้
ภูมิอากาศโลกที่เคยกำหนดด้วยกระแสลมและน้ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการหมุนอย่างสม่ำเสมอของโลก จะต้องล่มสลายลงในฉับพลัน ทำให้พื้นที่ซึ่งเคยมีอากาศร้อนและชุ่มชื้น เปลี่ยนเป็นดินแดนที่หนาวเย็นและแห้งแล้งได้ในพริบตา
ข้อดีเพียงอย่างเดียวของการที่โลกหยุดหมุนนั้นก็คือ บรรดาสภาพอากาศรุนแรงที่เป็นภัยธรรมชาติ อย่างเช่นพายุไต้ฝุ่นหรือพายุเฮอริเคนก็จะพลอยหมดสิ้นไปด้วย
ทว่าข้อดีดังกล่าวนั้นดูจะไม่คุ้มกับข้อเสียใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นตามมา เนื่องจากการที่โลกหยุดนิ่งทำให้เราสูญเสียสนามแม่เหล็กโลก เกราะป้องกันภัยขนาดยักษ์ที่ปกป้องสรรพชีวิตบนโลกจากรังสีอันตรายในห้วงอวกาศ ซึ่งจะหายวับไปกับตาเมื่อโลกทั้งใบ รวมทั้งแก่นโลกที่เป็นต้นกำเนิดของสนามแม่เหล็กหยุดนิ่งกับที่ไปตลอดกาล











