"ฉันกำลังจะมีลูก 2 คนจากพ่อคนเดียวกัน แต่ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาหน้าตาเป็นอย่างไร"

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ยาสมิน รูโฟ
- Role, บีบีซีนิวส์
ลูซีวัย 41 ปี เล่าว่า "ตอนโตขึ้นมา ฉันไม่เคยคาดเลยว่าชีวิตจะออกมาแบบนี้" เนื่องจากเธอเคยจินตนาการว่าการได้เป็นแม่นั้นจะเกิดขึ้นตามลำดับขั้นตอนแบบดั้งเดิม คือ มีคู่ชีวิต แต่งงาน แล้วจึงมีลูก
ทว่าแทนที่จะเป็นเช่นนั้น เส้นทางสู่การเป็นแม่ของเธอกลับเริ่มต้นด้วยการทำเด็กหลอดแก้วหรือไอวีเอฟ (IVF) และใช้อสุจิจากผู้บริจาค ซึ่งเป็นทางเลือกที่เธอตัดสินใจในช่วงเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 หลังจากตระหนักว่าเธอคิดถึงหลานและลูกของเพื่อน ๆ มากแค่ไหน
เธอเคยพูดกับพ่อแม่แบบเล่น ๆ ว่าน่าจะมีลูกคนเดียวได้ และจำได้ว่า "ฉันคิดว่าพวกเขาจะหัวเราะใส่ แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาบอกว่าควรทำนะ แล้วฉันตื่นเต้นมาก"
"ฉันไม่คิดว่าจะได้ยินปฏิกิริยาแบบนั้น และมันทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันควรจะทำจริง ๆ" เธอกล่าวในรายการวูแมนส์อาวร์ (Woman's Hour) ของบีบีซีเรดิโอโฟร์
ในช่วงอายุ 20 ลูซีเคยหมั้นหมาย และเชื่อเสมอว่าเธอจะได้เป็นแม่ แต่เมื่อพบว่าตัวเองโสดก่อนวันเกิดอายุ 30 ปี ลูซีบอกว่าเธอได้ก้าวผ่านช่วงเวลาของ "ความโศกเศร้าจริงจังเกี่ยวกับความคิดที่ว่าถ้าฉันไม่มีลูก" มาแล้ว
ตอนนี้ลูกชายคนแรกของลูซีอายุเกือบ 3 ขวบ และเธอกำลังตั้งครรภ์ลูกอีกคนหนึ่ง โดยใช้อสุจิจากผู้บริจาครายเดิม
เธอไม่รู้ว่าเขาเป็นใครหรือไม่รู้แม้กระทั่งว่าเขามีหน้าตาเป็นอย่างไร
"ฉันมองดูลูกชายอยู่ตลอดเวลา และคิดว่าเขาหน้าเหมือนผู้บริจาคไหม แต่มันก็ไม่มีทางรู้ได้ และมันก็ไม่สำคัญ เพราะเขาก็ดูเหมือนตัวของเขาเอง"
เธอตื่นเต้นที่จะได้ให้กำเนิดลูกคนที่ 2 และบอกว่า "มันน่าสนใจว่าทารกคนใหม่จะหน้าตาเป็นอย่างไร และพวกเขาจะคล้ายกันหรือมีลักษณะบางอย่างเหมือนกันหรือไม่"
จำนวนผู้หญิงที่ตัดสินใจมีลูกด้วยตัวเองกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลการปฏิสนธิและการสร้างตัวอ่อนของมนุษย์ หรือ เอชเอฟอีเอ (HFEA) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเจริญพันธุ์ของสหราชอาณาจักร ระบุว่า ในปี 2019 มีผู้หญิงโสดในสหราชอาณาจักรจำนวน 3,147 คนเข้ารับการรักษาภาวะมีบุตรยากโดยใช้อสุจิจากผู้บริจาค และตัวเลขปีล่าสุดในปี 2022 จำนวนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 5,084 คน คิดเป็นมากกว่า 60%
นีนา บาร์นสลีย์ ผู้อำนวยการองค์กรเครือข่ายการตั้งครรภ์โดยใช้ผู้บริจาค (Donor Conception Network) ของสหราชอาณาจักร กล่าวว่าเวลาคือปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงเลือกเส้นทางการมีลูกด้วยตัวเอง ทั้งในแง่ของภาวะเจริญพันธุ์และความต้องการมีลูกในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต
เปิดการสนทนา
นีนา บาร์นสลีย์ บอกว่าการเลือกเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวโดยตั้งใจ อาจมาพร้อมความท้าทายเพิ่มเติม ทั้งด้านอารมณ์ สังคม และการจัดการในชีวิตประจำวัน
ผู้หญิงหลายคนมักต้องตอบคำถามเกี่ยวกับว่าพ่อของเด็กคือใคร ซึ่งแม้คำถามเหล่านั้นจะ "มักมีเจตนาดี" แต่ก็อาจรู้สึกว่าถูกก้าวก่ายได้
ลูซีบอกว่าเธอเปิดเผยตั้งแต่แรกว่าลูกชายของเธอเกิดมาได้อย่างไร
เธอเริ่มอธิบายเรื่องการปฏิสนธิให้ลูกฟังแล้ว โดยใช้คำที่เธออธิบายว่าเป็น "ภาษาที่เรียบง่ายแต่จริงใจ"
สิ่งสำคัญที่สุดคือ เธอต้องการให้เขา "เติบโตมาพร้อมกับความมั่นใจในการพูดถึงเรื่องนี้"
"ฉันไม่อยากให้เขาคิดว่าครอบครัวของเขาเป็นสิ่งไม่น่ายอมรับ หรือมีความแน่นแฟ้นน้อยกว่าครอบครัวที่มีพ่อแม่สองคน"
ลูซีไม่สนใจเสียงวิจารณ์ที่บอกว่าการตัดสินใจของเธอเป็นความเห็นแก่ตัว
"ความสุขของเด็กไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีพ่อแม่หนึ่งคนหรือสองคน แต่อยู่ที่ความรัก การดูแล และเวลา" เธอกล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
แม้ว่าลูซีจะรู้ดีว่าการเลือกเส้นทางนี้หมายถึงการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว แต่เธอไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะพ่อแม่ของเธอคือส่วนหนึ่งของแผนการนี้
ระหว่างที่ตั้งครรภ์ในปี 2023 แม่ของเธอล้มป่วยอย่างรุนแรง เหตุการณ์นี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแค่แผนการณ์ที่วางไว้ แต่มันยังเปลี่ยนโลกทั้งใบของเธอด้วย
เมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ลูกชายของเธออายุ 18 เดือน พ่อแม่ของลูซีเสียชีวิตห่างกันเพียง 6 สัปดาห์
"มีช่วงเวลาหลายช่วงที่ฉันคิดว่า ฉันจะทำสิ่งนี้ได้อย่างไร แต่สุดท้ายก็ต้องพยายามฝ่ามันไป เพราะไม่มีทางเลือกอื่น"
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่พ่อแม่ของเธอเจ็บป่วยและจากไป ลูกชายคือสิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจ
"เขาทำให้ทุกอย่างดีขึ้น เพราะเขาช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้อย่างมาก"

ที่มาของภาพ, Kim
คิม วัย 30 ปี เป็นลูกที่เติบโตขึ้นมาจากแม่ผู้เลือกจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเหมือนกับลูซี
เขาเกิดในพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษช่วงกลางทศวรรษ 1990 จากการปฏิสนธิโดยใช้อสุจิจากผู้บริจาค ในยุคที่การรักษาภาวะมีบุตรยากยังไม่ก้าวหน้าเท่าปัจจุบัน และผู้บริจาคอสุจิสามารถปิดบังตัวตนได้ ทำให้ไม่มีรูป ไม่มีประวัติส่วนตัว และไม่มีโอกาสติดต่อใด ๆ
เขาบอกว่าการไม่มีพ่อไม่เคยทำให้รู้สึกว่าชีวิตขาดอะไร และเขาไม่เคยโกรธเอมิลี ผู้เป็นแม่ของเขา รวมถึงไม่ได้ต้องการให้ครอบครัวของตนเองแตกต่างไปจากที่เป็น
สิ่งที่หล่อหลอมเขามากกว่า คือ วิธีที่เอมิลีซึ่งปัจจุบันเป็นนักสังคมสงเคราะห์เกษียณอายุแล้ว เลี้ยงดูเขา มากกว่าวิธีการที่เธอให้กำเนิด
"เมื่อได้เห็นว่าเธอทำทุกอย่างด้วยตัวเองมากแค่ไหน มันทำให้ผมรู้สึกไม่ยึดติดอย่างมาก" คิม กล่าว
คิมกล่าวเสริมว่า ไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้คนจึงคิดว่าการตัดสินใจเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวคือความเห็นแก่ตัว
"สิ่งที่เห็นแก่ตัวจริง ๆ คือการมีลูกทั้งที่คุณไม่มั่นใจเลยว่าตัวเองอยากมีลูกจริงหรือเปล่า"
เอมิลีบอกว่าหลังความสัมพันธ์ระยะยาวในช่วงที่เธอมีอายุประมาณ 20 ปี ค่อย ๆ ห่างเหินกันไป เธอไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่ดีหรือไม่ และเมื่อรู้ว่าสามารถมีลูกได้โดยไม่ต้องมีแฟน เธอก็รู้ทันทีว่า "นั่นคือหนทางที่ควรจะเป็น"
เธอบอกว่าสิ่งที่ดีที่สุดของการเป็นพ่อแม่เพียงลำพัง คือการไม่ต้องต่อรองหรือประนีประนอมกับใคร
"เมื่อฉันตัดสินใจแล้ว ต่อให้มันยากแค่ไหน ฉันก็ไม่ต้องประนีประนอม และฉันสามารถเลือกวิธีของฉันได้เสมอ"
เอมิลีในวัย 72 ปี บอกว่าไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และลูกชายของเธอก็กลายเป็น "คนที่ฉันเคยอธิษฐานขอพรไว้ เขาเป็นลูกชายที่สมบูรณ์แบบที่สุดของฉัน"
รายงานเพิ่มเติมโดย โจ มอร์ริส และ เอ็มมา เพียร์ซ












