นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ สร้างตัวอ่อนจากดีเอ็นเอผิวหนังมนุษย์สำเร็จครั้งแรกของโลกได้อย่างไร ?

A clear petri dish stands is illuminated from below through an aperture in a black platform. There are blobs of fluid in the petri dish and two needle-like implements are there to perform microscopic manipulation of embryos

ที่มาของภาพ, OHSU/Christine Torres Hicks

    • Author, เจมส์ กัลลาเกอร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวสุขภาพและวิทยาศาสตร์

นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในการสร้างตัวอ่อนระยะเริ่มต้นของมนุษย์ขึ้นมาจากการดัดแปลงดีเอ็นเอที่ได้จากเซลล์ผิวหนังของมนุษย์และทำให้มันปฏิสนธิกับอสุจิ

เทคนิคนี้สามารถเอาชนะภาวะมีบุตรยากจากภาวะแก่ชราหรือโรคภัยไข้เจ็บ โดยการใช้เซลล์เกือบทุกชนิดในร่างกายเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิต

ความสำเร็จครั้งนี้ยังทำให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถมีบุตรด้วยการสืบทอดทางพันธุกรรมได้ด้วย

วิธีนี้ยังต้องผ่านการปรับแต่งที่สำคัญบางอย่าง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาถึงสิบปีกว่าที่คลินิกอนามัยเจริญพันธุ์จะพิจารณาใช้วิธีการนี้ได้

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าความสำเร็จครั้งนี้เป็นการค้นพบที่น่าประทับใจ แต่ก็จำเป็นต้องมีการอภิปรายอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชนเกี่ยวกับสิ่งที่วิทยาศาสตร์ทำให้เรื่องนี้เป็นไปได้

การเจริญพันธุ์ด้วยกระบวนการปกติ คือ การที่อสุจิของผู้ชายเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ของผู้หญิง โดยอสุจิและไข่จะรวมเข้าด้วยกันเพื่อสร้างตัวอ่อน และหลังจากนั้น 9 เดือน เด็กทารกก็จะคลอดออกมา

ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังเปลี่ยนกฎเกณฑ์นี้ โดยการทดลองครั้งหลังสุดเริ่มจากผิวหนังของมนุษย์

เทคนิคของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสุขภาพและวิทยาศาสตร์ออริกอน (Oregon Health and Science University) คือ การใช้นิวเคลียสจากเซลล์ผิวหนัง ซึ่งนิวเคลียสเป็นที่เก็บสำเนารหัสพันธุกรรมทั้งหมดที่จำเป็นต่อการสร้างร่างกาย

จากนั้นจึงใส่นิวเคลียสที่ได้จากเซลล์ผิวหนังเข้าไปในไข่ของผู้บริจาคซึ่งถูกถอดข้อมูลทางพันธุกรรมออกแล้ว

เทคนิคนี้เหมือนกันกับเทคนิคที่ใช้ในการสร้าง "แกะดอลลี่" (Dolly the Sheep) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโคลนนิ่งตัวแรกของโลกที่เกิดในปี 1996

A largely black and white image showing a round object - it is dark in the middle with a thick band of white at the circumference. There is a bright white dot in the circle at the six o clock position.

ที่มาของภาพ, OHSU

คำบรรยายภาพ, วงกลมขนาดใหญ่นี้คือไข่ที่ถูกมองผ่านกล้องจุลทรรศน์ จุดสีขาวบริเวณด้านล่างคือสารพันธุกรรมที่ถูกย้ายจากเซลล์ผิวหนังมาใส่ไว้

อย่างไรก็ตาม ไข่ดังกล่าวจะยังไม่สามารถผสมกับอสุจิได้ทันที เพราะมันมีโครโมโซมครบชุดอยู่แล้ว

โดยปกติแล้วมนุษย์จะสืบทอดดีเอ็นเอจากพ่อและแม่มาคนละ 23 แท่ง จนรวมกันเป็น 46 แท่ง ซึ่งในไข่ใบนี้มีครบอยู่แล้ว

ดังนั้นขั้นตอนต่อไปคือการทำให้ไข่สละทิ้งโครโมโซมครึ่งหนึ่งของตัวเองออกไป ในขั้นตอนที่นักวิจัยเรียกว่า "ไมโทไมโอซิส" (คำที่ผสมระหว่าง 'ไมโทซิส' และ 'ไมโอซิส' ซึ่งเป็นสองวิธีในการแบ่งเซลล์)

Graphic explaining the different stages of fertilisation using skin cells. It shows the nucleus from skin cell being placed inside a donor egg that has had its genetic information removed. Then, underneath, it shows a purple nucleus having half of its 23 pairs of chromosomes removed to mimic a normal egg. Under that, a man's sperm is shown fertilising the egg and adding its chromosomes so that half come from each parent.
คำบรรยายภาพ, แผนภาพอธิบายว่าเทคนิคใหม่นี้ทำงานอย่างไร

รายงานการศึกษาฉบับนี้ซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ คอมมูนิเคชันส์ (Nature Communications) แสดงให้เห็นการสร้างไข่ที่มีศักยภาพในการผลิตตัวอ่อน 82 ใบ ซึ่งทั้งหมดถูกผสมด้วยอสุจิแล้ว และไข่บางใบก็พัฒนาไปถึงระยะแรกของการพัฒนาตัวอ่อน ทว่ายังไม่มีไข่ใบใดที่พัฒนามาเกินกว่าระยะเวลา 6 วัน

"เราทำบางอย่างที่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้สำเร็จแล้ว" ศ.ชูครัต มิตาลิปอฟ ผู้อำนวยการศูนย์เซลล์ตัวอ่อนและยีนบำบัด แห่งมหาวิทยาลัยสุขภาพและวิทยาศาสตร์ออริกอน ระบุ

แต่เทคนิคนี้ยังไม่สมบูรณ์มากนัก เพราะไข่ยังเลือกทิ้งโครโมโซมแบบสุ่ม ซึ่งจำเป็นจะต้องเหลือโครโมโซมทั้ง 23 ชนิดไว้อย่างละหนึ่งเพื่อป้องกันโรค แต่สุดท้ายแล้วกลายเป็นว่ามักจะมีโครโมโซมบางชนิดซ้ำกันสองชุด ขณะที่บางชนิดก็สละทิ้งไปจนไม่เหลือเลย

นอกจากนี้อัตราการประสบความสำเร็จยังมีน้อยอยู่ที่ราว 9% และโครโมโซมต่าง ๆ ก็พลาดกระบวนการสำคัญที่เรียกว่าการไขว้เปลี่ยน (crossing over) ซึ่งคือการจัดเรียงดีเอ็นเอใหม่

ศ.มิตาลิปอฟ ผู้บุกเบิกในสาขานี้ที่มีชื่อเสียงระดับโลก บอกกับบีบีซีว่า "เราต้องทำมันให้สมบูรณ์แบบ"

"ท้ายที่สุดแล้วผมคิดว่ามันจะเป็นอนาคต เพราะผู้ที่ไม่สามารถมีบุตรได้มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ"

Man in olive-green scrubs in a laboratory with taps and scientific equipment in the background, smiling at the camera.

ที่มาของภาพ, OHSU/Christine Torres Hicks

คำบรรยายภาพ, ศ.ชูครัต มิตาลิปอฟ

เทคโนโลยีนี้เป็นส่วนหนึ่งของสาขาวิชาที่เรียกว่า "อิน วิโทร แกเมโทเจเนซิส" (in vitro gametogenesis - IVG) ที่กำลังเติบโตขึ้น ซึ่งสาขาวิชานี้มีเป้าประสงค์ในการสร้างอสุจิและไข่นอกร่างกาย

วิธีการเช่นนี้ยังอยู่ในระดับของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์มากกว่าจะเป็นการใช้ทางคลินิก แต่วิสัยทัศน์ของการพัฒนาเทคโนโลยีคือความต้องการจะช่วยคู่รักซึ่งไม่สามารถจะทำเด็กหลอดแก้ว (in vitro fertilisation – IVF) ได้ เพราะพวกเขาไม่มีอสุจิหรือไข่ให้ใช้

วิธีนี้ยังสามารถช่วยผู้หญิงสูงอายุที่ไม่มีไข่เหลืออยู่แล้ว รวมทั้งผู้ชายที่ไม่สามารถผลิตอสุจิได้เพียงพอ หรือคนที่ผ่านการรักษาโรคมะเร็งมาซึ่งทำให้พวกเขาอยู่ในภาวะมีบุตรยาก

วิธีการนี้ยังเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของการเป็นพ่อแม่ด้วย เพราะมันไม่จำเป็นจะต้องใช้เซลล์ผิวหนังของผู้หญิง มันจึงเป็นการเปิดช่องให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถมีลูกที่มีพันธุกรรมเชื่อมโยงกับทั้งคู่ได้ โดยอาจใช้เซลล์ผิวหนังของผู้ชายคนหนึ่งในการสร้างไข่ และใช้อสุจิของคู่รักในการผสมกับไข่นั้น

"นอกเหนือจากการให้ความหวังกับคนหลายล้านคนที่มีบุตรยากจากการขาดแคลนไข่หรืออสุจิแล้ว วิธีการนี้ยังสร้างความเป็นไปได้ให้กับคู่รักเพศเดียวกันในการมีบุตรที่มีพันธุกรรมเกี่ยวข้องกับพวกเขาทั้งคู่" ศ.พอลลา อมาโต จากมหาวิทยาลัยสุขภาพและวิทยาศาสตร์ออริกอนระบุ

สร้างความเชื่อมั่นจากสาธารณชน

โรเจอร์ สเตอร์มีย์ ศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์จากมหาวิทยาลัยฮัลล์ ระบุว่าวิทยาการนี้เป็นสิ่ง "สำคัญ" และ "น่าประทับใจยิ่ง"

เขากล่าวเสริมด้วยว่า "ในขณะเดียวกัน การศึกษาวิจัยเช่นนี้ได้ตอกย้ำความสำคัญของการเปิดให้สาธารณชนได้อภิปรายเกี่ยวกับความก้าวหน้าครั้งใหม่ในการศึกษาวิจัยด้านการเจริญพันธุ์"

"ความก้าวหน้าเช่นนี้ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการกำกับดูแลที่แข็งแกร่ง เพื่อสร้างผู้รับผิดชอบขึ้นมาและสร้างความเชื่อมั่นจากสาธารณชน"

ขณะที่ ศ.ริชาร์ด แอนเดอร์สัน ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทางการแพทย์ด้านสุขภาพการเจริญพันธุ์ แห่งมหาวิทยาลัยเอดินบะระ มองว่าความสามารถในการสร้างไข่ขึ้นมาใหม่ครั้งนี้ "จะเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ"

เขาระบุว่า "จะมีข้อกังวลด้านความปลอดภัยที่สำคัญตามมา แต่การศึกษานี้คือการก้าวสู่การช่วยเหลือผู้หญิงหลาย ๆ คนให้สามารถมีบุตรที่สืบทอดพันธุกรรมของตนเองได้"