สเปิร์มของผู้บริจาคที่มียีนก่อมะเร็ง ให้กำเนิดทารกหลอดแก้วเกือบ 200 คน ในยุโรป

Color light micrograph of a micro-needle (left) about to inject human sperm into a human egg cell (centre) being held in place by a pipette (right). IVF treatment.

ที่มาของภาพ, Shutterstock

คำบรรยายภาพ, สเปิร์มของผู้บริจาคที่มีปัญหาด้านพันธุกรรม ถูกนำไปให้กำเนิดทารกหลอดแก้วเกือบ 200 คน ทั่วยุโรป ด้วยกระบวนการปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF)
    • Author, เจมส์ กัลลาเกอร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวสุขภาพและวิทยาศาสตร์

ชายผู้บริจาคสเปิร์มคนหนึ่ง ซึ่งมีหน่วยพันธุกรรมหรือยีนกลายพันธุ์ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งขึ้นหลายเท่า ได้กลายเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดทารกหลอดแก้วอย่างน้อย 197 คน ในหลายประเทศทั่วภูมิภาคยุโรป

ปัจจุบันเด็กบางคนที่เกิดมาด้วยสเปิร์มของชายคนดังกล่าว ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งแล้ว ซึ่งแพทย์บอกว่าจะมีลูกของเขาเพียงไม่กี่คน ที่สามารถรอดพ้นจากการล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งได้ตลอดชีวิต

สเปิร์มของชายผู้นี้ ไม่ได้ถูกขายให้กับคลินิกด้านการเจริญพันธุ์ในสหราชอาณาจักร แต่การตรวจสอบของบีบีซียืนยันว่า มีครอบครัวชาวอังกฤษ "จำนวนน้อยมาก" ที่ได้รับแจ้งจากคลินิกรักษาผู้มีบุตรยากในเดนมาร์กซึ่งพวกเขาเคยไปใช้บริการว่า สเปิร์มที่ให้กำเนิดลูกของพวกเขานั้น มาจากชายที่มีปัญหาทางพันธุกรรม

ธนาคารสเปิร์มแห่งยุโรป (ESB) ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงโคเปนเฮเกนของประเทศเดนมาร์ก และเป็นผู้จำหน่ายสเปิร์มของชายคนดังกล่าวให้กับคลินิกต่าง ๆ ในหลายประเทศ ได้แสดงความเสียใจโดยบอกว่า "รู้สึกเห็นใจครอบครัวที่ได้รับผลกระทบอย่างลึกซึ้ง" ทางธนาคารยังยอมรับว่า สเปิร์มของชายผู้นี้ถูกนำไปทำเด็กหลอดแก้วบ่อยหลายครั้งเกินไปในบางประเทศ

Embryologist looking through a microscope and adding sperm to egg in laboratory of reproductive clinic

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, 20% ของเซลล์สืบพันธุ์หรือสเปิร์มของชายผู้นี้ มีการกลายพันธุ์ของยีนที่เป็นอันตราย ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้

เรื่องนี้ถูกเปิดเผยขึ้น เนื่องจากมีการทำข่าวสืบสวนสอบสวนร่วมกันระหว่างสื่อสาธารณะ 14 สำนัก รวมทั้งบีบีซี ซึ่งทั้งหมดเป็นสมาชิกของเครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวน ในสังกัดสหภาพกิจการแพร่ภาพกระจายเสียงแห่งยุโรป (EBU)

สเปิร์มที่มีปัญหามาจากชายนิรนามผู้หนึ่ง ซึ่งยินยอมบริจาคสเปิร์มโดยได้รับค่าตอบแทน ในตอนที่เขายังคงเป็นนักศึกษาอยู่ และนับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา เชื้ออสุจิของเขาก็ถูกนำไปปฏิสนธิกับไข่ของผู้หญิงหลายคน ตลอดช่วงเวลายาวนานหลังจากนั้นถึง 17 ปีด้วยกัน

แม้ว่าชายผู้นี้จะมีสุขภาพดี ทั้งยังผ่านการตรวจสอบคัดกรองมาตรฐานสำหรับผู้บริจาคสเปิร์มมาแล้ว ทว่าสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอในเซลล์สืบพันธุ์บางส่วน กลับมีการกลายพันธุ์ในตอนก่อนที่เขาจะเกิดเสียอีก ทำให้ยีน TP53 ถูกทำลาย จนไม่อาจทำหน้าที่สำคัญของมัน ในการป้องกันไม่ให้เซลล์ร่างกายที่ปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็งไป

เซลล์ร่างกายส่วนใหญ่ของชายคนดังกล่าว ไม่มียีน TP53 ที่กลายพันธุ์อยู่เลย แต่เซลล์สืบพันธุ์หรือสเปิร์มของชายผู้นี้ถึง 20% มีการกลายพันธุ์ของยีนที่เป็นอันตราย ซึ่งจะส่งผลให้ลูกทุกคนของเขา มียีนกลายพันธุ์อยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย

แผนภาพอธิบายกระบวนการที่ยีนกลายพันธุ์ ทำให้ลูกของผู้บริจาคสเปิร์มเสี่ยงเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น (ซ้ายบน) ยีน TP53 ช่วยป้องกันมะเร็งให้ร่างกาย แต่การกลายพันธุ์กลับหยุดยั้งการทำงานของยีนตัวนี้ (ขวาบน) การกลายพันธุ์ไม่ทำอันตรายต่อตัวผู้บริจาคสเปิร์มเอง แต่ 1/5 ของเซลล์สืบพันธุ์ จะมียีนกลายพันธุ์นี้อยู่ด้วย (ล่างซ้าย) หากนำสเปิร์มที่มียีนกลายพันธุ์ของชายผู้นี้ไปทำเด็กหลอดแก้ว ยีนกลายพันธุ์จะเข้าไปอยู่ในเซลล์ร่างกายทุกเซลล์ของทารก (ล่างขวา) เด็กที่เกิดมามีความเสี่ยงสูงถึง 90% ที่จะเป็นโรคมะเร็งในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ความเสี่ยงนี้รวมถึงมะเร็งเต้านม, มะเร็งกระดูก, มะเร็งสมอง, และมะเร็งที่พบบ่อยในเด็กอย่างลูคีเมีย
คำบรรยายภาพ, แผนภาพอธิบายกระบวนการที่ยีนกลายพันธุ์ ทำให้ลูกของผู้บริจาคสเปิร์มเสี่ยงเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น (ซ้ายบน) ยีน TP53 ช่วยป้องกันมะเร็งให้ร่างกาย แต่การกลายพันธุ์กลับหยุดยั้งการทำงานของยีนตัวนี้ (ขวาบน) การกลายพันธุ์ไม่ทำอันตรายต่อตัวผู้บริจาคสเปิร์มเอง แต่ 1/5 ของเซลล์สืบพันธุ์ จะมียีนกลายพันธุ์นี้อยู่ด้วย (ล่างซ้าย) หากนำสเปิร์มที่มียีนกลายพันธุ์ของชายผู้นี้ไปทำเด็กหลอดแก้ว ยีนกลายพันธุ์จะเข้าไปอยู่ในเซลล์ร่างกายทุกเซลล์ของทารก (ล่างขวา) เด็กที่เกิดมามีความเสี่ยงสูงถึง 90% ที่จะเป็นโรคมะเร็งในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ความเสี่ยงนี้รวมถึงมะเร็งเต้านม, มะเร็งกระดูก, มะเร็งสมอง, และมะเร็งที่พบบ่อยในเด็กอย่างลูคีเมีย

ภาวะนี้เรียกว่า "กลุ่มอาการลี-ฟราวเมนี" (Li-Fraumeni Syndrome) ซึ่งผู้ป่วยมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งสูงถึง 90% โดยมักจะล้มป่วยตั้งแต่เด็กด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลูคีเมีย และมีแนวโน้มจะป่วยเป็นมะเร็งชนิดอื่น ๆ ซ้ำได้ เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ อย่างเช่นโรคมะเร็งเต้านม

ศาสตราจารย์แคลร์ เทิร์นบูล ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์ของโรคมะเร็ง จากสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งกรุงลอนดอน ได้บอกกับบีบีซีว่า "นี่เป็นการวินิจฉัยโรคที่น่ากลัวมาก มันเป็นอุปสรรคท้าทายอันใหญ่หลวงสำหรับครอบครัวผู้ป่วย เพราะต้องแบกรับความเสี่ยงดังกล่าวไปตลอดชีวิต ซึ่งถือเป็นภาระที่หนักมาก"

ผู้ป่วยกลุ่มอาการลี-ฟราวเมนี ต้องเข้ารับการสแกนร่างกายและสมองด้วยเครื่องเอ็มอาร์ไอ (MRI) ทุกปี เพื่อตรวจหาร่องรอยของก้อนเนื้อร้ายที่อาจจะกำลังก่อตัวขึ้น ด้วยเหตุนี้ผู้ป่วยหญิงบางราย จึงเลือกผ่าตัดเอาเต้านมออกทิ้งไปเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านมในภายหลัง

ธนาคารสเปิร์มแห่งยุโรปแถลงว่า "ตัวผู้บริจาคสเปิร์มเองและครอบครัวของเขา ไม่ได้ป่วยเป็นโรคมะเร็งแต่อย่างใด ส่วนการกลายพันธุ์ของยีนที่เป็นอันตรายนั้น ไม่สามารถจะตรวจพบหรือป้องกันได้ล่วงหน้า ด้วยการตรวจคัดกรองทางพันธุกรรม" ทางธนาคารยังเน้นย้ำว่า ได้สั่งห้ามไม่ให้ใช้สเปิร์มของชายผู้นี้ทำเด็กหลอดแก้วอีก ในทันทีที่ได้รับทราบถึงปัญหาร้ายแรงที่เกิดขึ้น

เด็กหลอดแก้วบางคนเสียชีวิตแล้ว

แพทย์หลายคนซึ่งทำการรักษาผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคมะเร็ง ได้แสดงความกังวลต่อปัญหาข้างต้น ในที่ประชุมสมาคมพันธุศาสตร์มนุษย์แห่งยุโรปของปีนี้ เนื่องจากผู้ป่วยเด็กเหล่านั้น ล้วนเป็นเด็กหลอดแก้วซึ่งเกิดจากสเปิร์มที่ได้รับบริจาคมา

คณะแพทย์ดังกล่าวรายงานว่า ได้พบเด็กหลอดแก้วซึ่งมียีนกลายพันธุ์ที่ก่อมะเร็ง 23 คน จากจำนวนทั้งหมด 67 คน ที่สามารถสืบทราบได้ในตอนนั้นว่าเกิดจากสเปิร์มของพ่อคนเดียวกัน ในจำนวนนี้ 10 คน ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าป่วยเป็นมะเร็งแล้ว

เมื่อสื่อสาธารณะในสังกัดของ EBU ทำการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม โดยมีการยื่นขอให้ทางการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เปิดเผยข้อมูลบางอย่างตามสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเสรี รวมทั้งยังมีการสัมภาษณ์คณะแพทย์และผู้ปกครองอีกหลายคน จนในที่สุดสามารถยืนยันได้ว่า มีเด็กหลอดแก้วซึ่งเกิดมาจากสเปิร์มของชายคนดังกล่าวมากกว่าที่คิด โดยเด็กเหล่านี้มีอยู่อย่างน้อย 197 คน และอาจจะมีมากกว่านั้น เพราะยังไม่ได้รวบรวมข้อมูลอย่างครบถ้วนจากทุกประเทศ นอกจากนี้เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่า ปัจจุบันมีเด็กกี่คนที่ได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมดังกล่าว

Dr Kasper sits at her work desk, wearing a white coat
คำบรรยายภาพ, นพ.แคสเปอร์ ได้ให้ความช่วยเหลือต่อครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากสเปิร์มที่มีปัญหา

นพ.เอ็ดวิจ แคสเปอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์ของโรคมะเร็ง จากโรงพยาบาลแห่งมหาวิทยาลัยรูอองของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้รายงานข้อมูลเบื้องต้นในกรณีที่เป็นปัญหาต่อสาธารณชน ได้บอกกับทีมข่าวสืบสวนสอบสวนของ EBU ว่า "เรามีคนไข้เด็กจำนวนมากที่เริ่มเป็นมะเร็งแล้ว บางคนก็ป่วยเป็นโรคมะเร็งถึงสองชนิด บางคนก็ตายตั้งแต่อายุยังน้อยมาก"

เซลีน (นามสมมติ) เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวชาวฝรั่งเศส ซึ่งตั้งครรภ์ด้วยสเปิร์มของผู้บริจาคตั้งแต่เมื่อ 14 ปีก่อน แต่โชคร้ายที่สเปิร์มนั้นมียีนกลายพันธุ์อยู่ด้วย ไม่นานมานี้คลินิกด้านการเจริญพันธุ์ที่เธอเคยไปใช้บริการที่เบลเยียม ได้โทรศัพท์มาหาพร้อมกับแจ้งข่าวร้ายว่า ให้เธอนำลูกสาวไปตรวจคัดกรองมะเร็งที่โรงพยาบาล

"ฉันไม่ได้รู้สึกแค้นเคืองชายผู้บริจาคคนนั้นหรอกนะ แต่ก็รับไม่ได้ที่มีการนำสเปิร์มซึ่งไม่สะอาด ไม่ปลอดภัย และมีความเสี่ยงสูง มาใช้กับตัวฉัน" เซลีนกล่าว เธอยังรู้ดีว่าความเสี่ยงที่จะล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง จะตามหลอกหลอนเธอและลูกสาวไปจนตลอดชีวิต

"เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ จะเป็นมะเร็งแบบไหน หรือจะต้องล้มป่วยกี่ครั้ง ฉันรู้เพียงว่ามันมีโอกาสสูงที่จะเกิดขึ้น แต่หากมันเกิดขึ้นแล้วเราก็จะสู้ และหากต้องป่วยซ้ำหลายครั้ง เราก็จะลุกขึ้นสู้อีกทุกครั้ง"

แผนที่ของภูมิภาคยุโรป ซึ่งเน้นให้เห็นประเทศที่มีการใช้สเปิร์มของผู้บริจาคที่มีปัญหา ในคลินิกด้านการเจริญพันธุ์ของตน ส่วนธนาคารสเปิร์มแห่งยุโรป (ESB) ซึ่งเป็นผู้แจกจ่ายสเปิร์มดังกล่าว ตั้งอยู่ที่กรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์ก
คำบรรยายภาพ, แผนที่ของภูมิภาคยุโรป ซึ่งเน้นให้เห็นประเทศที่มีการใช้สเปิร์มของผู้บริจาคที่มีปัญหา ในคลินิกด้านการเจริญพันธุ์ของตน ส่วนธนาคารสเปิร์มแห่งยุโรป (ESB) ซึ่งเป็นผู้แจกจ่ายสเปิร์มดังกล่าว ตั้งอยู่ที่กรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์ก

ผลการตรวจสอบพบว่า สเปิร์มที่มีปัญหาทางพันธุกรรมของชายคนดังกล่าว ถูกใช้เพื่อการปฏิสนธิเด็กหลอดแก้วในคลินิกด้านการเจริญพันธุ์ 67 แห่ง ใน 14 ประเทศ ได้แก่เดนมาร์ก, เบลเยียม, สเปน, ไอซ์แลนด์, เยอรมนี, กรีซ, ไซปรัส, นอร์ทมาซีโดเนีย, จอร์เจีย, ฮังการี, ไอร์แลนด์, โปแลนด์, แอลเบเนีย, และเซอร์เบีย แต่สเปิร์มนั้นไม่ได้ถูกขายให้กับคลินิกรักษาผู้มีบุตรยากในสหราชอาณาจักรเลย

อย่างไรก็ตาม ทางการของเดนมาร์กได้แจ้งต่อสำนักงานการเจริญพันธุ์ของมนุษย์และคัพภวิทยา (HFEA) ของสหราชอาณาจักร เมื่อวันจันทร์ที่ 8 ธ.ค. ว่ามีหญิงชาวอังกฤษหลายคนไปใช้บริการทำเด็กหลอดแก้วที่เดนมาร์ก และได้รับสเปิร์มจากชายผู้บริจาคที่มีปัญหาทางพันธุกรรม ซึ่งในขณะนี้ทางการของสหราชอาณาจักร ได้แจ้งเตือนไปยังหญิงกลุ่มดังกล่าวแล้ว

ปีเตอร์ ธอมป์สัน ประธานผู้บริหารของ HFEA บอกว่ามีหญิงชาวอังกฤษ "จำนวนน้อยมาก" ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว และพวกเธอได้รับการแจ้งเตือนจากคลินิกในเดนมาร์กที่เคยไปใช้บริการแล้ว อย่างไรก็ตาม ทีมผู้สื่อข่าวยังไม่ทราบชัดว่า เคยมีหญิงชาวอังกฤษที่ไปใช้บริการกับคลินิกเจริญพันธุ์ในประเทศอื่น ๆ และได้รับสเปิร์มของผู้บริจาคที่มีปัญหามาหรือไม่

บีบีซีตัดสินใจไม่เปิดเผยตัวตนหรือเลขบัตรประชาชนของชายคนดังกล่าว เพราะเขาได้บริจาคสเปิร์มด้วยเจตนาดี และไม่ทราบถึงข้อบกพร่องทางพันธุกรรมของตนมาก่อน

ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศ ที่กำหนดจำนวนครั้งในการใช้สเปิร์มของผู้บริจาคคนหนึ่ง ทว่าบางประเทศได้กำหนดจำนวนครั้งสูงสุดที่สามารถทำได้เอาไว้แล้ว ตัวอย่างเช่นสหราชอาณาจักร ได้กำหนดให้สเปิร์มของผู้บริจาครายหนึ่ง จะใช้ทำเด็กหลอดแก้วได้กับเพียง 10 ครอบครัวเท่านั้น

ธนาคารสเปิร์มแห่งยุโรปบอกว่า โชคร้ายที่ข้อกำหนดนี้ถูกละเมิดครั้งแล้วครั้งเล่าในบางประเทศ ทำให้พวกเขาต้องเร่งดำเนินการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทางการของเดนมาร์กและเบลเยียม

มีรายงานว่าแทนที่สเปิร์มของผู้บริจาคคนหนึ่ง จะใช้ทำเด็กหลอดแก้วได้กับเพียง 6 ครอบครัว ตามข้อกำหนดของเบลเยียม แต่ในความเป็นจริงมันถูกนำไปใช้กับผู้หญิง 38 คน จนพวกเธอให้กำเนิดทารกมากมายถึง 53 คน

"เราไม่อาจตรวจคัดกรองทุกอย่างได้"

ศาสตราจารย์อัลลัน เพซีย์ อดีตผู้บริหารของธนาคารสเปิร์มเชฟฟีลด์ และปัจจุบันเป็นรองประธานของคณะชีววิทยาการแพทย์และสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ บอกว่าหลายประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าสเปิร์ม จากธนาคารอสุจิระหว่างประเทศแห่งใหญ่ โดยครึ่งหนึ่งของสเปิร์มที่ใช้ในคลินิกการเจริญพันธุ์ของอังกฤษทุกวันนี้ ล้วนนำเข้ามาจากต่างประเทศ

ศ.เพซีย์ บอกกับบีบีซีว่า "เราต้องนำเข้าสเปิร์มจากธนาคารระหว่างประเทศ ซึ่งก็ได้ขายสเปิร์มให้กับประเทศอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน นั่นคือวิธีทำเงินของพวกเขาซึ่งเป็นต้นตอของปัญหา เนื่องจากไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดว่า จะใช้สเปิร์มจากผู้บริจาคคนเดียวได้สูงสุดกี่ครั้ง"

ศ.เพซีย์ยังบอกว่า นี่เป็นเรื่องที่ย่ำแย่สำหรับทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำให้การบริจาคสเปิร์ม มีความปลอดภัยไร้กังวลอย่างเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ "เราไม่อาจตรวจคัดกรองได้ทุกอย่างด้วยเทคโนโลยีและความพร้อมเท่าที่มีอยู่ ปัจจุบันเราเข้มงวดจนยอมรับผู้สมัครมาบริจาคสเปิร์มเพียง 1-2% ของทั้งหมดเท่านั้น หากเราวางกฎเกณฑ์ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ก็จะไม่สามารถหาใครมาบริจาคอีกได้เลย"

ปัญหาการตรวจคัดกรองทางพันธุกรรมในครั้งนี้ และปัญหาการใช้สเปิร์มจากผู้บริจาครายเดียวมากเกินไป จนเคยมีเด็กหลอดแก้วที่ถือกำเนิดจากพ่อคนเดียวกันถึง 550 คนมาแล้ว ได้ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า ควรจำกัดจำนวนครั้งในการใช้สเปิร์มให้น้อยลงดีหรือไม่ ในขณะที่สมาคมการเจริญพันธุ์ของมนุษย์และคัพภวิทยาแห่งยุโรป ได้วางขีดจำกัดไว้ที่ไม่เกิน 50 ครอบครัว ต่อผู้บริจาคหนึ่งราย

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญบอกว่า การจำกัดจำนวนครั้งของการใช้สเปิร์มทำเด็กหลอดแก้ว ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงในการถ่ายทอดพันธุกรรมที่ก่อให้เกิดโรคร้าย แต่เป็นมาตรการเพื่อสวัสดิภาพของเด็กที่จะเกิดมา ซึ่งวันใดวันหนึ่งอาจค้นพบว่า ตนเองมีพี่น้องร่วมบิดาถึงหลายร้อยคน

ซาราห์ นอร์ครอส ผู้อำนวยการ Progress Educational Trust องค์กรการกุศลอิสระเพื่อผู้มีบุตรยากและผู้ที่เป็นโรคทางพันธุกรรม แสดงความเห็นว่า "เราต้องมีมาตรการเพิ่มเติม เพื่อลดจำนวนของครอบครัวที่ลูกเกิดจากผู้บริจาคสเปิร์มคนเดียวกัน ทุกวันนี้เรายังไม่เข้าใจอย่างเต็มที่ถึงผลกระทบทางจิตใจและสังคม ที่อาจเกิดกับคนผู้มีพี่น้องร่วมบิดานับร้อย มันอาจสร้างบาดแผลทางใจที่ร้ายแรงได้"

ในประเด็นนี้ธนาคารสเปิร์มแห่งยุโรปแถลงว่า "เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องระลึกไว้เสมอว่า ยังมีผู้หญิงและคู่สมรสหลายพันคน ที่ไร้โอกาสจะมีบุตรได้ด้วยตนเอง หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้บริจาคสเปิร์ม โดยทั่วไปแล้วมันปลอดภัยกว่า หากทำเด็กหลอดแก้วโดยผู้บริจาคสเปิร์มผ่านการตรวจคัดกรองตามเกณฑ์ทางการแพทย์"

ควรทำอย่างไรหากคิดจะใช้สเปิร์มของผู้บริจาค

นาร์ครอสบอกว่ากรณีที่เป็นปัญหาเหล่านี้ หาพบได้ยากและลดน้อยลงอย่างมาก หากได้ตรวจสอบจำนวนของเด็กที่เกิดมาจากผู้บริจาคสเปิร์มเสียก่อน เหล่าผู้เชี่ยวชาญที่บีบีซีได้พูดคุยด้วยทุกคนต่างแนะนำว่า ให้เลือกใช้บริการจากคลินิกด้านการเจริญพันธุ์ที่มีใบอนุญาตอย่างถูกต้อง เพราะจะมีการตรวจคัดกรองโรคกับผู้บริจาคสเปิร์มอย่างเข้มงวดกว่า เมื่อเทียบกับบรรดาว่าที่คุณพ่อโดยทั่วไป

ศ.เพซีย์บอกว่า คำถามที่เขาอยากจะถามมากที่สุดตอนนี้ คือผู้บริจาคสเปิร์มที่มียีนกลายพันธุ์คนดังกล่าว เป็นชาวอังกฤษหรือพลเมืองของสหราชอาณาจักรหรือไม่ "หากคนผู้นี้เป็นชาวต่างประเทศ ผมคิดว่าเรามีความชอบธรรมที่จะสอบถามไปว่า เชื้ออสุจิของเขาเคยถูกใช้ทำเด็กหลอดแก้วมาก่อนหรือไม่ หรือว่าเคยถูกใช้มาแล้วทั้งหมดกี่ครั้งกันแน่"