'ฉันคิดว่าฉันต้องตายแน่ ๆ' ยีนบำบัดช่วยรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้อย่างไร ?

- Author, เจมส์ กัลลาเกอร์
- Role, ผู้สื่อข่าวสุขภาพและวิทยาศาสตร์
แพทย์หลายคนรายงานว่า การบำบัดรักษา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเพียงนิยายวิทยาศาสตร์ ได้ช่วยฟื้นฟูโรคมะเร็งเม็ดเลือดชนิดรุนแรงที่รักษาไม่หายในผู้ป่วยบางรายได้
การรักษานี้เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงดีเอ็นเอในเซลล์เม็ดเลือดขาวอย่างแม่นยำเพื่อเปลี่ยนให้มันเป็น "ยาที่มีชีวิต" ในการต่อสู้กับมะเร็ง
เด็กหญิงคนแรกที่ได้รับการรักษา ซึ่งเรื่องราวของเธอได้รับการรายงานในปี 2022 ยังคงปลอดจากโรคนี้ และตอนนี้เธอวางแผนที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านมะเร็ง
ตอนนี้เด็กอีกแปดคนและผู้ใหญ่สองคนที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟบลาสติกเฉียบพลันชนิดทีเซลล์ (T-cells) ได้รับการรักษาแล้ว โดยในจำนวนนี้กว่า 64% อยู่ในสภาวะ "มะเร็งสงบ"
ระบบภูมิคุ้มกันชนิดทีเซลล์ (T-cells) ควรจะเป็นผู้ปกป้องร่างกาย ทำหน้าที่ค้นหาและทำลายภัยคุกคามต่าง ๆ แต่ในรูปแบบของโรคลูคีเมียนี้ พวกมันเติบโตจนควบคุมไม่ได้
การรักษาด้วยเคมีบำบัดและการปลูกถ่ายไขกระดูกล้วนแต่ล้มเหลว นอกเหนือจากยาทดลองแล้ว ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่สำหรับผู้ที่อยู่ในการทดลองคือ การทำให้การตายของพวกเป็นเรื่องที่สบายขึ้น
“ฉันคิดว่าฉันจะต้องตายแน่ ๆ และฉันคงไม่สามารถเติบโตและทำทุกอย่างตามที่เด็กทุกคนควรจะได้ทำได้” อลิสซา ทาปลีย์ วัย 16 ปี จาก เมืองเลสเตอร์ สหราชอาณาจักร กล่าว
เธอเป็นคนแรกในโลกที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวที่โรงพยาบาลเกรทออร์มอนด์สตรีท และตอนนี้เธอกำลังมีความสุขในการใช้ชีวิต

การรักษาที่เปรียบเสมือนการปฏิวัติวงการนี้เมื่อสามปีที่แล้วเกี่ยวข้องกับการกำจัดระบบภูมิคุ้มกันเดิมของเธอและสร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้นมาใหม่
เธอใช้เวลาสี่เดือนในโรงพยาบาลและไม่สามารถพบพี่ชายของเธอได้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่มากับพี่ชายของเธอ
แม้ในตอนนี้ ในร่างกายเธอจะไม่สามารถตรวจพบเชื้อโรคมะเร็งแล้ว แต่เธอก็ต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี
ปัจจุบัน อลิสซากำลังทำการสอบ A-levels (ข้อสอบกลางที่ใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัย) ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการทุนรางวัล Duke of Edinburgh Award ซึ่งก่อตั้งโดยเจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระผู้ล่วงลับ และในตอนนี้เธอกำลังตั้งใจเรียนฝึกขับรถและวางแผนอนาคตของเธอ
“ฉันกำลังศึกษาเรื่องการฝึกงานด้านวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ และหวังว่าสักวันหนึ่งฉันจะได้ทำงานด้านการวิจัยโรคมะเร็งเม็ดเลือดด้วย” เธอกล่าว

ทีมจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (University College London - UCL) และโรงพยาบาลเกรทออร์มอนด์สตรีทใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า การตัดต่อเบส (Base editing)
เบสดังกล่าวคือโครงสร้างพื้นฐานในรหัสพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ แบ่งออกเป็น 4 ชนิด ได้แก่ อะดีนีน (A), ไซโตซีน (C), กวานีน (G) และไทมีน (T) ขณะเดียวกัน ตัวอักษรที่ใช้ก็มีเป็นคำที่มีความหมาย ซึ่งเบสนับพันล้านใน DNA ของเราเป็นเสมือนคู่มือการใช้งานสำหรับร่างกายของเรา
การตัดต่อเบสช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาลึกไปยังส่วนที่แม่นยำของรหัสพันธุกรรม แล้วปรับเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลของเบสเพียงแห่งเดียว ด้วยการแปลงจากประเภทหนึ่งให้เป็นอีกประเภทหนึ่ง และเขียนคู่มือการใช้งานใหม่
นักวิจัยต้องการใช้พลังธรรมชาติของทีเซลล์ที่มีสุขภาพดีเพื่อค้นหาและทำลายภัยคุกคาม และหันมาใช้พลังนั้นต่อต้านมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันชนิดทีเซลล์
นี่เป็นภารกิจที่ยาก พวกเขาต้องสร้างทีเซลล์ที่ดีเพื่อล่าทีเซลล์ตัวร้าย โดยที่การรักษาต้องไม่ทำลายตัวเอง

พวกเขาเริ่มจากการรักษาด้วยทีเซลล์ที่ดีจากผู้บริจาคและเริ่มทำการดัดแปลงเซลล์เหล่านั้น
การตัดต่อเบสครั้งแรกจะทำให้กลไกการกำหนดเป้าหมายของทีเซลล์ปิดการทำงาน จึงไม่สามารถโจมตีร่างกายของผู้ป่วยได้
ขั้นตอนที่สองคือ การกำจัดเครื่องหมายเคมีที่เรียกว่า "CD7" ซึ่งอยู่บนทีเซลล์ทั้งหมด การกำจัดเครื่องหมายดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้การบำบัดนั้นกลับมาทำลายตัวเอง
การตัดต่อขั้นที่สามคือ "ผ้าคลุมล่องหน" ที่ป้องกันไม่ให้เซลล์ถูกทำลายด้วยยาเคมีบำบัด
ขั้นตอนสุดท้ายของการดัดแปลงพันธุกรรม คือการสั่งให้ทีเซลล์ออกล่าอะไรก็ตามที่มีเครื่องหมายเคมี CD7 ติดอยู่
ถึงตอนนี้ทีเซลล์ที่ถูกดัดแปลงจะสามารถทำลายทีเซลล์ทุกเซลล์ที่พบ ไม่ว่าจะเป็นเซลล์มะเร็งหรือเซลล์ที่มีสุขภาพดี แต่พวกมันจะไม่โจมตีกันเอง
การบำบัดนี้จะถูกฉีดเข้าไปในตัวผู้ป่วย และหากตรวจพบมะเร็งไม่เจอภายในสี่สัปดาห์ ผู้ป่วยจะได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกเพื่อสร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้นมาใหม่
"เมื่อไม่กี่ปีก่อน เรื่องนี้คงเป็นนิยายวิทยาศาสตร์" ศาสตราจารย์วาซีม กาซิม จากมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน และโรงพยาบาลเกรทออร์มอนด์สตรีทกล่าว
เขาเสริมว่า "โดยพื้นฐานแล้ว เราต้องรื้อระบบภูมิคุ้มกันทั้งหมด... มันเป็นการรักษาที่ล้ำลึกและเข้มข้น ต้องใช้ความพยายามอย่างมากสำหรับผู้ป่วย แต่เมื่อได้ผล มันก็ได้ผลดีมาก"
การศึกษานี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ โดยรายงานผลการรักษาของผู้ป่วย 11 รายแรกที่ได้รับการรักษาโรคมะเร็งที่โรงพยาบาลเกรทออร์มอนด์สตรีท และโรงพยาบาลคิงส์คอลเลจ และมันแสดงให้เห็นว่ามีเก้าคนที่อาการสงบลงอย่างมาก จึงสามารถเข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูกได้
อีกทั้ง มีเจ็ดคนที่เหลือที่ยังคงไม่มีโรคระหว่างสามเดือนถึงสามปีหลังการรักษา
หนึ่งในความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของการรักษาคือการติดเชื้อในขณะที่ระบบภูมิคุ้มกันถูกกำจัดออกไป
ในสองกรณี มะเร็งได้สูญเสียเครื่องหมายเคมี CD7 ของมัน ทำให้สามารถซ่อนตัวจากการรักษาและฟื้นตัวในร่างกายได้
"เมื่อพิจารณาถึงความรุนแรงของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดนี้ ผลลัพธ์ทางคลินิกเหล่านี้จึงน่าทึ่งอย่างมาก และแน่นอนว่าผมดีใจมากที่เราสามารถมอบความหวังให้กับผู้ป่วยที่สูญเสียความหวังไปแล้ว" ดร.โรเบิร์ต เคียซา จากแผนกปลูกถ่ายไขกระดูก โรงพยาบาลเกรทออร์มอนด์สตรีท กล่าว
ดร. เดโบราห์ ยัลลอป แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยาที่โรงพยาบาลคิงส์คอลเลจกล่าวว่า "เราพบผลลัพธ์ที่น่าประทับใจในการกำจัดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ดูเหมือนจะรักษาไม่หายขาด ซึ่งเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมาก"
ดร. ทาเนีย เด็กซ์เตอร์ เจ้าหน้าที่การแพทย์อาวุโสประจำองค์กรแอนโทนี โนแลน ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลเซลล์ต้นกำเนิดแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวถึงงานวิจัยนี้ว่า "เมื่อพิจารณาว่าผู้ป่วยเหล่านี้มีโอกาสรอดชีวิตต่ำก่อนการทดลองแล้ว กลับพบว่าผลลัพธ์เหล่านี้นำมาซึ่งความหวังว่าการรักษาแบบนี้จะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและสามารถเข้าถึงผู้ป่วยได้มากขึ้น"











