ตัวอย่างจาก "ดาวเคราะห์น้อยที่อันตรายที่สุดในระบบสุริยะ" เดินทางถึงโลกแล้ว

ที่มาของภาพ, NASA/Reuters
แคปซูลจากยานอวกาศ “โอไซริส-เร็กซ์” ของนาซา เดินทางกลับมาถึงโลกแล้วในวันอาทิตย์ที่ 24 ก.ย. ด้วยความเร็วมากกว่ากระสุนปืนไรเฟิล 15 เท่า ทะลุผ่านชั้นบรรยากาศโลก
แคปซูลนี้ กลายเป็นลูกไฟตัดผ่านท้องฟ้า แต่ด้วยเกราะกันความร้อนและร่มชูชีพที่ช่วยชะลอการตก จะช่วยให้มันค่อย ๆ ร่อนแตะผืนทรายของทะเลทรายเวสต์ ในรัฐยูทาห์ของสหรัฐฯ อย่างปลอดภัย เมื่อเวลา 21.52 น. วันที่ 24 ก.ย. ตามเวลาในประเทศไทย
แล้วแคปซูลนี้มีความสำคัญอย่างไร ทำไมโลกต้องสนใจ นั่นเพราะมันบรรทุกวัตถุล้ำค่ามหาศาลทางดาราศาสตร์ คือตัวอย่างฝุ่นผงที่ยานอวกาศโอไซริส-เร็กซ์ ได้เก็บมาจากดาวเคราะห์น้อย “เบนนู” ซึ่งเป็นก้อนหินในอวกาศขนาดเท่าภูเขา ที่เชื่อว่าจะสามารถมอบคำตอบต่อคำถามสำคัญว่า “มนุษย์เรามาจากไหน”
“เมื่อเราได้ตัวอย่างขนาด 250 กรัม จากดาวเคราะห์น้อยเบนนู กลับมายังโลก เราจะได้เห็นวัตถุที่กำเนิดขึ้นก่อนที่จะมีโลกของเรา หรืออาจดำรงอยู่ก่อนการกำเนิดของระบบสุริยะเสียอีก” ศาสตราจารย์ ดันเต ลอเร็ตตา หัวหน้าทีมวิจัยของภารกิจนี้ กล่าว
“เราพยายามปะติดปะต่อจุดเริ่มต้นของเรา โลกกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำไมโลกจึงเหมาะสมต่อการมีสิ่งมีชีวิต น้ำในมหาสมุทรมาจากไหน อากาศในชั้นบรรยากาศของเราเกิดขึ้นได้อย่างไร และที่สำคัญ แหล่งที่มาของโมเลกุลธรรมชาติที่รังสรรค์ชีวิตขึ้นมาบนโลก คืออะไร”
องค์การนาซามีกำหนดแถลงข่าวใหญ่ วันที่ 11 ต.ค. เพื่อเปิดเผยรายละเอียดการตรวจสอบตัวอย่างจากดาวเคราะห์น้อยเบนนูครั้งแรกต่อสาธารณชน

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า องค์ประกอบสำคัญหลายประการบนโลก ถูกนำมายังโลกของเราในช่วงแรกเริ่มของประวัติศาสตร์ผ่านฝนดาวเคราะห์น้อยที่ตกลงมายังโลก พวกเขามีความเชื่อว่า ดาวเคราะห์น้อยเบนนู จะมีคุณลักษณะเหมือนกับดาวเคราะห์น้อยที่ตกมายังโลกดังกล่าว
ภารกิจเก็บตัวอย่างชิ้นส่วนจากดาวเคราะห์น้อยเบนนู เริ่มต้นในปี 2016 เมื่อองค์การนาซาส่งยานอวกาศโอไซริส-เร็กซ์ ไปสำรวจวัตถุในอวกาศที่มีขนาดกว้าง 500 เมตรชิ้นนี้
ยานอวกาศใช้เวลา 2 ปีเพื่อเดินทางไปถึงดาวเคราะห์น้อยเบนนู และใช้เวลาอีก 2 ปีเพื่อจัดทำแผนผังของดาวเคราะห์น้อย ก่อนที่ทีมงานจะสามารถระบุพิกัดได้อย่างมั่นใจว่า จุดไหนบนพื้นผิวของก้อนหินยักษ์ในอวกาศนี้ที่สามารถเก็บตัวอย่าง “ดิน” มาได้

เซอร์ ไบรอัน เมย์
บุคคลสำคัญของภารกิจนี้ คือตำนานเพลงร็อคอังกฤษ และนักชีวดาราศาสตร์ ดร.เซอร์ ไบรอัน เมย์ โดยมือกีตาร์วงควีนคนนี้ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างภาพสามมิติ
เมย์ มีทักษะที่สามารถจัดเรียงภาพถ่ายของวัตถุที่บันทึกภาพในมุมที่ต่างกันเล็กน้อย ให้กลายเป็นมุมมองใหม่ และจำลองออกมาเป็นภาพสามมิติได้

ที่มาของภาพ, BBC/KEVIN CHURCH
เขาและทีมงานอีกคน คือ คลอเดีย มันโซนี ได้สร้างแบบจำลองสามมิติ จากตัวอย่างภาพถ่ายดาวเคราะห์น้อยเบนนูที่คัดสรรมาแล้ว เพื่อหาแนวทางที่ปลอดภัยที่สุดเพื่อเก็บตัวอย่างดินบนดาวเคราะห์น้อยเบนนูกลับมายังโลก
“ผมพูดเสมอว่า คุณต้องใช้ศิลปะมากเท่ากับวิทยาศาสตร์” เซอร์ ไบรอัน บอกกับบีบีซี “คุณต้องพอเห็นภาพของพื้นผิวก่อนเพื่อให้รู้ว่ายานอวกาศจะลงจอดแล้วพลิกคว่ำหรือไม่ หรือมันจะพุ่งชน 'ก้อนหินแห่งหายนะ' ซึ่งอยู่ตรงขอบของพื้นที่ซึ่งเหมาะสมที่สุดสำหรับการลงจอดที่เราเลือก ซึ่งเรียกว่า ไนติงเกล ถ้าหากสิ่งนั้นเกิดขึ้นก็คงจะเป็นหายนะ”


วินาทีที่ยานอวกาศลงจอดเพื่อเก็บตัวอย่าง เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2020 เป็นภาพที่น่าประทับใจอย่างมาก
ยานอวกาศโอไซริส-เร็กซ์ ค่อย ๆ ร่อนลงจอดบนดาวเคราะห์น้อย โดยมีขาสำหรับยึดเกาะซึ่งติดอยู่ที่ปลายแท่งโลหะที่ยื่นออกไปยาว 3 เมตร
แนวทางในการเก็บตัวอย่างจากพื้นผิวดังกล่าวคือ จะทำการตบลงบนพื้นผิว และในขณะเดียวกันก็ยิงแก๊สไนโตรเจนแรงดันสูงลงไป เพื่อเป่าก้อนกรวดและฝุ่นผงให้ลอยขึ้นมา
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ เมื่ออุปกรณ์ยึดเกาะที่ยื่นออกไปสัมผัสพื้น พื้นผิวบริเวณนั้นก็แหวกออกไม่ต่างจากของเหลว และเมื่อมีการยิงแก๊สไนโตรเจนลงไป ตอนนั้นปลายขาที่ใช้ยึดเกาะอยู่ใต้พื้นผิวลึก 10 เซนติเมตร แรงดันจากแก๊สไนโตรเจนทำให้เกิดหลุมกว้างเส้นผ่านศุนย์กลางขนาด 8 เมตร และแม้ว่าก้อนกรวดและฝุ่นผงจะลอยออกมาอย่างไร้ทิศทาง แต่ก็มีบางส่วนที่ลอยเข้ามาในถังเก็บตัวอย่างด้วย
ตอนนี้ เหลือเวลาอีกไม่นานเท่านั้น ที่ตัวอย่างจากดาวเคราะห์น้อยเบนนู จะเดินทางมาถึงโลก และถือเป็นการสิ้นสุดภารกิจยาวนาน 7 ปี และการเดินทาง ไป-กลับ รวมระยะทางกว่า 7,000 ล้านกิโลเมตร
เมื่อแคปซูลแตะพื้นโลก มันจะถูกนำมาที่ศูนย์อวกาศจอห์นสัน ในรัฐเทกซัส เพื่อนำมาวิเคราะห์ต่อไป
ดร.แอชลีย์ คิง จากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในกรุงลอนดอน จะเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์คนแรก ๆ ที่ได้สวมถุงมือข้าไปสัมผัสกับวัตถุนี้ในห้องที่สร้างขึ้นมาเฉพาะ เพื่อทำการวิเคราะห์ขั้นต้น
“การนำตัวอย่างกลับมาจากดาวเคราะห์น้อย เป็นสิ่งที่เราคงไม่ได้พูดถึงกันบ่อย ๆ คุณจึงต้องเข้าตรวจสอบมันอย่างพิถีพิถัน” เขากล่าว “มันน่าตื่นเต้นมาก”

ที่มาของภาพ, BBC/KEVIN CHURCH
นาซามองว่า ดาวเคราะห์น้อยเบนนู เป็นหินอวกาศที่อันตรายมากที่สุดในระบบสุริยะ เพราะเป็นดาวเคราะห์น้อยที่มีโอกาสมากที่สุดที่จะชนโลก แต่โอกาสนั้นก็น้อยมาก โอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นเทียบได้กับการโยนเหรียญหัวก้อย แล้วเหรียญออกหัว 11 ครั้งติดต่อกัน และหากดาวเคราะห์น้อยจะชนโลกจริง ๆ อย่างเร็วที่สุดที่อาจเป็นไปได้ก็ล่วงไปถึงปลายศตวรรษหน้า
นอกจากนี้ ยังเป็นไปได้ที่ดาวเคราะห์น้อยเบนนูจะมีน้ำอยู่ภายในด้วย ซึ่งอาจมากถึง 10% ของน้ำหนักทั้งหมด ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จะตรวจสอบด้วยว่า อัตราส่วนของอะตอมไฮโดรเจนประเภทต่าง ๆ ในน้ำจากดาวเคราะห์น้อยนี้ เหมือนกับน้ำในมหาสมุทรโลกหรือไม่
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า หากโลกในช่วงแรกกำเนิดนั้นมีอุณหภูมิสูงมากจนสูญเสียน้ำส่วนใหญ่ไป และถ้าน้ำในดาวเคราะห์น้อยเบนนูตรงกับน้ำบนโลก ก็จะยิ่งสนับสนุนทฤษฎีว่า ดาวเคราะห์น้อยที่พุ่งชนโลกในช่วงแรกเริ่ม ได้นำพาน้ำมาด้วย และช่วยเติมน้ำมหาศาลลงในมหาสมุทรของเรา
เบนนู ยังอาจมีคาร์บอน คิดเป็น 5-10% ของน้ำหนักด้วย ซึ่งจุดนี้ถือเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจ เพราะชีวิตบนโลกมนุษย์นั้น มีรากฐานมาจากเคมีอินทรีย์
เช่นเดียวกับประเด็นน้ำในมหาสมุทร เป็นไปได้หรือไม่ที่โมเลกุลอันสลับซับซ้อน ถูกนำมาสู่โลกจากอวกาศไกลโพ้น และเป็นตัวกระตุ้นชีววิทยาให้ถือกำเนิดขึ้นบนโลก
ศาสตราจารย์ ลอเร็ตตา เชื่อว่าการตรวจสอบตัวอย่างดาวเคราะห์น้อยเบนนู จะช่วยให้ “เราเข้าใจถึงทฤษฎีว่าดาวเคราะห์น้อยเหล่านี้ คือแหล่งที่มาของชีวิตบนโลกหรือไม่ ได้ดียิ่งขึ้น”













