ข้อความเตือนภัยชาวเลบานอนจากอิสราเอล “ความหวังดี” หรือ “สงครามจิตวิทยา”

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, เอธาร์ ชาลาบี
- Role, บีบีซีแผนกภาษาอาหรับ
วันจันทร์ที่ 23 ก.ย. ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นวันนองเลือดที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดของเลบานอน นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามกลางเมืองในช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา โดยเหตุโจมตีทางอากาศของกองทัพอิสราเอล ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปถึงกว่า 550 คน ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงเด็ก 50 คนด้วย
สำหรับชาวเลบานอนจำนวนไม่น้อย สัญญาณเตือนแรกว่าจะเกิดการยกระดับความตึงเครียดขัดแย้งครั้งใหญ่ในวิกฤตความมั่นคงข้ามพรมแดน ก็คือการได้รับข้อความสั้นเอสเอ็มเอส (SMS) หรือไม่ก็สัญญาณโทรศัพท์ที่เป็นการโทรเข้าแบบอัตโนมัติ รวมทั้งข้อความที่ออกอากาศทางวิทยุหลังคลื่นสัญญาณถูกชิงไปควบคุมโดยอิสราเอล
ทางการอิสราเอลระบุว่า ตนเองคือผู้ส่งข้อความดังกล่าวผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อเตือนพลเรือนชาวเลบานอนให้รีบอพยพหลบหนีออกจากพื้นที่ซึ่งตกเป็นเป้าหมายการโจมตี ทว่าทางการเลบานอนกลับมองว่า การกระทำของอิสราเอลข้างต้นไม่ต่างจาก “สงครามจิตวิทยา” เลยแม้แต่น้อย
ข้อความจากทางการอิสราเอลที่เตือนให้อพยพหนีภัยหลายข้อความ ถูกส่งออกไปในช่วงเช้าตรู่ของวันจันทร์ที่ 23 ก.ย. โดยผู้คนในเลบานอนต่างได้รับข้อความเอสเอ็มเอสทางโทรศัพท์ ซึ่งบอกให้รีบเดินทางออกจากหมู่บ้านของตนและพื้นที่ใกล้เคียง เพราะต้องสงสัยว่าบริเวณดังกล่าวจะเป็นคลังแสงเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์
“เนมัต” หญิงชาวเลบานอนวัย 49 ปี จากเมืองเบตลีฟ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายแดนด้านที่ติดกับอิสราเอลเพียง 4 กิโลเมตร บอกกับบีบีซีแผนกภาษาอาหรับว่า พี่ชายของเธอได้รับข้อความเตือนภัยจากทางการอิสราเอลด้วย “เรารีบเก็บของแล้วพากันออกไปทันที” เนมัตเล่า เธอยังบอกว่าตนเองอาศัยอยู่กับพี่ชายและเคยผ่านภาวะสงครามมาก่อน “แต่ไม่มีครั้งไหนที่เหมือนกับคราวนี้เลย พวกเราต่างเศร้าเสียใจและเจ็บปวดมาก”
ตอนนี้เนมัตและครอบครัวต้องอาศัยอยู่ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งถูกดัดแปลงให้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวของคนพลัดถิ่น

ที่มาของภาพ, Getty Images
นอกจากข้อความเอสเอ็มเอสแล้ว อิมาด เครดิเยห์ ประธานบริษัทโทรคมนาคม “โอเกโร” ของเลบานอน ยังบอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า มีผู้พยายามโทรเข้าเครื่องรับโทรศัพท์ในเลบานอนถึง 80,000 ครั้ง ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นสายโทรเข้าจากกองทัพอิสราเอลที่ต้องการเตือนให้ผู้คนรีบอพยพ เครดิเยห์ยังบอกว่า “นี่คือสงครามจิตวิทยาที่มุ่งก่อหายนะและสร้างความปั่นป่วน”
ด้านกระทรวงข้อมูลข่าวสารของเลบานอนระบุว่า ได้รับโทรศัพท์ที่มีผู้กล่าวเตือนให้เจ้าหน้าที่ในสำนักงานใหญ่รีบอพยพออกจากตัวอาคาร แต่ซีอาด มาการี รัฐมนตรีข้อมูลข่าวสารของเลบานอน บอกกับบีบีซีแผนกภาษาอาหรับว่า พวกตนจะไม่ตอบสนองต่อคำสั่งอพยพดังกล่าว ทั้งยังบอกด้วยว่า “อิสราเอลพยายามทำสงครามจิตวิทยาในทุกรูปแบบ ระหว่างการเผชิญหน้ากับศัตรู”
ก่อนหน้านั้นในวันพฤหัสบดีที่ 19 ก.ย. บรรยากาศที่ตึงเครียดในเลบานอนเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากเกรงกันว่าอิสราเอลจะลงมือโจมตีทางอากาศครั้งใหม่ หลังมีเครื่องบินรบอิสราเอลบินเหนือน่านฟ้าของกรุงเบรุต พร้อมทั้งเร่งความเร็วเหนือเสียงจนเกิดปรากฏการณ์โซนิกบูมเสียงดังกึกก้อง เมื่อเครื่องบินลำดังกล่าวฝ่าทะลุกำแพงเสียงไป
การส่งข้อความเอสเอ็มเอสและสายโทรเข้าจำนวนมาก เกิดขึ้นโดยประจวบเหมาะกับที่กองทัพอิสราเอลออกคำเตือนว่า กำลังมีแผนจะทิ้งระเบิดโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ให้หนักหน่วงกว่าเดิม หลังจากที่ก่อนหน้านั้นได้ทำ “การโจมตีเป็นวงกว้างรอบใหม่” ทั่วเลบานอน รวมทั้งที่กรุงเบรุตซึ่งเป็นเมืองหลวงด้วย
อิสราเอลเชื่อว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่มีอิหร่านหนุนหลัง พยายามใช้เล่ห์กลด้วยการเก็บซ่อนขีปนาวุธและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ไว้ในสถานที่ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน โดยพันโทอาวีไค แอดราอี โฆษกของกองทัพอิสราเอล ได้ลงข้อความทางสื่อสังคมออนไลน์ “เอ็กซ์” (X) ขอให้ชาวเลบานอน “อพยพออกจากอาคารบ้านเรือนที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์เก็บอาวุธไว้” ทั้งยังบอกด้วยว่า “ฮิซบอลเลาะห์กำลังให้พวกคุณไปตายแทน”
แม้ทางการอิสราเอลจะเน้นย้ำว่า ได้ออกคำเตือนเพื่อให้พลเรือนสามารถหลบหนีไปยังพื้นที่ปลอดภัยได้ แต่ชาวบ้านบางคนก็บอกว่าพวกเขารู้สึกสับสนงุนงงกับข้อความดังกล่าว เพราะไม่รู้ว่าควรจะอพยพไปที่ไหน
“เซนับ” แม่ลูกสามชาวเลบานอน บังเอิญไปนอนค้างที่บ้านพี่สาวในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของเขตปกครองเนบาติเยห์ ซึ่งตั้งอยู่ตรงชายแดนด้านที่ติดกับอิสราเอลพอดี ทำให้ทั้งเธอและพี่สาวได้รับข้อความเตือนภัยทางโทรศัพท์ด้วย
แม้เซนับจะเชื่อมั่นว่าไม่มีคลังแสงของฮิซบอลเลาะห์อยู่ในละแวกนั้น แต่เธอและ “อายะ” ผู้เป็นพี่สาว ก็ตัดสินใจรีบอพยพออกมาเพื่อให้ปลอดภัยไว้ก่อน “พวกเรารีบเก็บของและอพยพไปยังบ้านของฉันทันที ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านของอายะมากนัก เราคิดว่าทำถูกต้องแล้ว เพราะบ้านของพี่สาวฉันอยู่ใกล้กับแนวพรมแดนมากกว่า”
“บอกลาคนที่คุณรักซะ”

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผู้คนที่อยู่อาศัยทางตอนเหนือของอิสราเอล ได้รับข้อความเตือนภัยผ่านเอสเอ็มเอสเช่นกัน โดยในวันที่ 19 ก.ย. หน่วยงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของอิสราเอลระบุว่า มีคนในประเทศได้รับข้อความเอสเอ็มเอสถึง 5 ล้านข้อความด้วยกัน ซึ่งเชื่อว่าถูกส่งมาจากอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์
รัฐบาลอิสราเอลแถลงว่า “นี่คือความพยายามหยาบ ๆ ราคาถูก ซึ่งมุ่งสร้างความตื่นตระหนกในหมู่สาธารณชน ทั้งยังเป็นความพยายามของศัตรูที่จะเล่นตลกกับสภาพจิตใจของพลเรือนประเทศเรา”
ในบรรดาข้อความเตือนภัยที่มีอยู่หลายข้อความดังกล่าว บางข้อความเขียนด้วยภาษาฮีบรูที่ไม่ถูกต้องนักและมีน้ำเสียงข่มขู่ รวมทั้งแนบลิงก์เชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ที่ทางการอิสราเอลบอกว่าน่าสงสัยด้วย
หนังสือพิมพ์ฮาอาเร็ตซ์ (Haaretz) ของอิสราเอลรายงานว่า ข้อความเตือนภัยหนึ่งถึงกับข่มขู่ผู้รับว่า “บอกลาคนที่คุณรักซะ แต่ไม่ต้องกังวลไป คุณจะได้กอดพวกเขาในนรก ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้แล้ว”
ชื่อของผู้ส่งข้อความคือ SyHaNasrala ซึ่งคาดว่าเป็นชื่อย่อของผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซายยิด ฮัสซัน นัสรัลลาห์
ประกาศทางวิทยุ
กองทัพอิสราเอลยังได้เข้าแทรกแซงการควบคุมคลื่นวิทยุของเลบานอนในหลายสถานี โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง เพื่อออกอากาศข้อความที่บันทึกเสียงไว้ล่วงหน้า ซึ่งขอให้พลเรือนรีบอพยพออกจากพื้นที่ใกล้ฐานปฏิบัติการของฮิซบอลเลาะห์
เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้สถานการณ์ในวิกฤตผู้อพยพตามแนวพรมแดนอิสราเอล-เลบานอน เลวร้ายลงไปอีกหลายเท่าตัว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็มีผู้คนกว่า 150,000 คน จากทั้งสองประเทศ ต้องพลัดถิ่นฐานเนื่องมาจากความขัดแย้งข้ามพรมแดนอยู่แล้ว
ตอนนี้ถนนหลายสายในทางตอนใต้ของเลบานอนเกิดการจราจรติดขัด เพราะแน่นขนัดไปด้วยยวดยานและผู้คนที่มุ่งหน้าขึ้นเหนือ เพื่อไปให้ไกลจากชายแดนด้านที่ติดกับอิสราเอลมากที่สุด

หลังได้รับข้อความเตือนภัยว่าจะมีการโจมตีทางอากาศครั้งใหม่ พ่อแม่ชาวเลบานอนรีบไปรับลูกกลับจากโรงเรียนทันที ในขณะที่กระทรวงศึกษาธิการออกคำสั่งหยุดการเรียนการสอน โดยให้ปิดทำการโรงเรียนและมหาวิทยาลัยหลายแห่งชั่วคราว ด้วยเหตุผลด้าน “ความมั่นคงและสถานการณ์ทางทหาร” ซึ่งอาจทำให้เหล่านักเรียนนักศึกษาเสี่ยงอันตรายได้
ส่วนทางการอิสราเอลนั้น ได้ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากการโจมตีด้วยจรวดของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
กระทรวงสาธารณสุขของอิสราเอลแถลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมาว่า ได้สั่งการให้โรงพยาบาลในภาคเหนือของประเทศ ขนย้ายผู้ป่วยไปยังเขตที่มีการคุ้มกันแน่นหนา รวมทั้งสั่งปิดทำการโรงเรียน และจำกัดจำนวนคนซึ่งชุมนุมกันในที่โล่งแจ้งให้ไม่เกิน 10 คนเท่านั้น
รายงานเพิ่มเติมโดย แครีน ทอร์บีย์ในกรุงเบรุต ของเลบานอน และไมเคิล ซูวาล ในนครเยรูซาเลมในอิสราเอล











