น้ำท่วม : ปริมาณฝนในปีนี้จะทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 54 หรือเปล่า

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554

ปริมาณฝนที่มากในปีนี้ ทำให้ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ. ศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ออกมาเตือนว่า พายุและฝนในเดือน ก.ย.- ต.ค. ในพื้นที่ภาคกลางเสี่ยงจะเกิดน้ำท่วมใหญ่มากกว่าปีที่แล้ว ส่วนกรุงเทพมหานคร ก็มีปัจจัยเสี่ยงจากปริมาณฝนในพื้นที่ที่ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันเช่นเดียวกับเมืองใหญ่อย่างกรุงโซล ของเกาหลีใต้

เฉพาะในเดือน ส.ค. 2565 ประเทศไทย เผชิญกับอิทธิพลจากพายุ 2 ลูกด้วยกัน ได้แก่ พายุดีเปรสชั่นมู่หลานที่เกิดขึ้นในจีนตอนใต้ เมียนมา และลาว ระหว่าง 11-13 ส.ค. และพายุดีเปรสชั่น "หมาอ๊อน" ที่เข้าประเทศลาวตอนบน เมื่อ 24-26 ส.ค. ซึ่งกรมชลประทานรายงานว่า ส่งผลกระทบให้เกิดอุทุกภัยใน 34 จังหวัด

คำถามสำคัญที่หลาย ๆ คนอยากรู้คือ โอกาสน้ำท่วมใหญ่ในปี 2565 จะเกิดขึ้นหรือไม่ ทั้งในภาพรวมของทั้งประเทศ และในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ข้อมูลล่าสุดที่เปิดเผยโดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า ที่นำภาพเปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมของประเทศไทย ช่วงเดือน ส.ค. ปี 2554 กับ ส.ค. 2565 พบว่าต่างกัน 3 เท่าตัว

ขณะที่ รศ.ดร.เสรี ระบุกับบีบีซีไทยว่า ในปีนี้ มีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่เทียบเคียงกับปี 2554 เพราะมีปัจจัยบ่งชี้จากปริมาณน้ำฝนสะสมตั้งแต่ต้นปีที่มากกว่าปกติและมากกว่าปีที่แล้ว ขณะที่ในภาคกลางขณะนี้ ฝนเทียบเคียงได้กับปี 2554 แล้ว

อย่างไรก็ตาม น้ำท่วมจะเป็นลักษณะที่แตกต่างจากปี 2554 อยู่บางประการ โดยปี 2554 จะเป็นน้ำที่หลากลงมาจากภาคเหนือ แต่ในปีนี้ภาคเหนือมีปริมาณน้ำฝนต่ำกว่า อ่างเก็บน้ำและเขื่อนมีปริมาตรเหลือที่จะรับได้ ประกอบกับพายุและฝนในเดือน ก.ย.- ต.ค. จะกระทบพื้นที่ภาคกลาง เป็นฝนที่ตกใต้เขื่อน เพราะฉะนั้น ความเสี่ยงน้ำท่วมใหญ่จะเกิดขึ้นในลักษณะเป็นน้ำท่วมทุ่งในพื้นที่ภาคกลาง

"ความเสี่ยงเรื่องฝนตกหนักทำให้เรากังวล ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ ภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก เราไม่สามารถเจาะจงได้ว่าตรงไหน จังหวัดไหน แต่เรารู้ว่าฝนตกหนักแน่" รศ. ดร. เสรี ระบุ

คาดการณ์เกิดน้ำท่วมใหญ่กว่าปีที่แล้ว แต่ลุ้นว่าเท่าปี 54 หรือไม่

รศ.ดร.เสรี กล่าวว่า สถานการณ์ฝนคาดการณ์ 6 เดือน ตั้งแต่ พ.ค. -ต.ค. ของประเทศไทย ซึ่งประมวลวิเคราะห์จากข้อมูลคาดการณ์ทุกภูมิภาคทั่วโลกอีก 100 ปีข้างหน้า ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) พบแนวโน้มค่าเฉลี่ยพบว่าจะมีปริมาณมากกว่า 1,200 มม. นั่นหมายความว่า อนาคตในกรุงเทพมหานครและลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งหมด หนีไม่พ้นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เมื่อเทียบเคียงกับเหตุการณ์น้ำที่ท่วมหลากในปี 2538 และ 2554 เกณฑ์ที่จะท่วมหนัก คือ ปริมาณฝนที่เกิน 1,200 มม.

AFP/Getty Images

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ปีนี้ กทม. เผชิญกับน้ำท่วมจากฝนตกหนักหลายพื้นที่ ภาพนี้คือน้ำท่วมบริเวณซอยปรีดี พนมยงค์ หรือสุขุมวิท 71 เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ประเมินว่าจะเกิดขึ้นทุก ๆ 10 ปี ในอนาคตจะมีความถี่มีมากขึ้น ปริมาณก็หนักขึ้น

"เกิดน้ำท่วมใหญ่แน่ แต่จะใหญ่เท่าปี 54 หรือไม่เท่านั้นเอง แต่สูงกว่าปี 64 แน่นอน"

"การคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า เราเห็นภาพเลยว่างานหนักแน่... ปัญหาคือจะเกิดน้ำท่วม แต่เราไม่รู้ว่าการท่วมครั้งนี้จะเป็นอย่างไร แต่มั่นใจว่าท่วมแน่ แต่จะไม่หลาก น้ำเหนือไม่มาเพราะฝนตกในภาคเหนือน้อยกว่าปี 54 เป็นฝนตกใต้เขื่อน แล้วขังในพื้นที่ภาคกลางแล้วค่อย ๆ หลากมา”

รศ.ดร.เสรี ซึ่งลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวด้วยว่า ชาวบ้านบอกว่าปีนี้น้ำผิดปกติมากที่มาตั้งแต่กลางเดือน ส.ค. จึงทำให้เกิดความกังวล และเมื่อดูการคาดการณ์ว่าระหว่างเดือน ก.ย.-พ.ย. จึงเห็นว่าปีนี้หนักอย่างแน่นอน

"(ที่อยุธยา) ณ ปัจจุบัน น้ำต่ำกว่าปี 2554 แค่ 1 เมตร นี่แค่เดือน ส.ค." รศ.ดร.เสรี กล่าว

แบบจำลองชี้กรุงเทพฯ เจอฝนเพิ่มขึ้น 13-14% จำนวนวันที่ฝนตกก็เพิ่ม 50-80%

จากการวิเคราะห์คาดการณ์สภาพภูมิอากาศในกรุงเทพฯ ด้วยแบบจำลอง พบว่า ในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ปริมาณของฝนที่ตกรายวันจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นกว่า 14% ในอนาคต นั่นหมายความว่าฝนที่ตกอยู่ตรงนี้ 150 มม. เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จะเพิ่มขึ้นไปอีก 13-14% เพราะฉะนั้นอาจจะเจอปริมาณน้ำฝนมากถึง 200 มม. หรือ 250 มม. ซึ่งเป็นปริมาณฝนที่ตกมากสุดในรอบ 100 ปี ขณะเดียวกันจำนวนวันที่ฝนตกก็เพิ่มขึ้น 50-80%

รศ. ดร. เสรี กล่าวกับบีบีซีไทยว่า นี่เป็นความน่ากังวล เพราะว่าระบบระบายน้ำของ กทม. รับปริมาณฝนได้ 60 มิลลิเมตร (มม.) ต่อวัน ขณะที่เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ปริมาณฝนที่ตกสูงถึง 160-180 มม. ดังนั้น หากฝนตกหนักตามที่คาดการณ์ หากครั้งนี้จะตกมากถึง 200 มม. กรุงเทพฯ ต้องไปบริหารจัดการและเตรียมพร้อม

"เราไม่รู้หรอกว่าจะมาเมื่อไหร่ แต่โอกาสมีสูงมาก เพราะภาพที่คาดการณ์ออกไป 3 เดือน สีมันเข้มมาก"

จากการวิเคราะห์ของ รศ.ดร.เสรี นั้นชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยเสี่ยงของ กทม. คือ น้ำฝนที่จะตกในอีก 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นสถานการณ์เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในกรุงโซลของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นฝนที่ตกหนักในรอบ 80 ปี

"ในภาพรวม กทม. มีโอกาสน้ำท่วมรอการระบาย แต่ว่าน้ำหลากแบบปี 54 มีโอกาสน้อย เพราะจะเป็นน้ำท่วมทุ่งจากภาคกลาง จะหลากเข้าเมือง จะหลากเข้า กทม. หรือไม่ ขึ้นอยู่กับปริมาณฝน"

น้ำท่วมขังใน กทม. เมื่อ 21 ก.ค.2565

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, น้ำท่วมขังใน กทม. เมื่อ 21 ก.ค.2565

ทางรอด กทม.

รศ.ดร. เสรี กล่าวถึงการเข้าพบกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับสถานการณ์ของ กทม.ว่า กรุงเทพฯ ต้องเตรียมพื้นที่รับน้ำ ทั้งการขยายหรือขุดคลอง การลอกท่อระบายน้ำที่ดำเนินการไปแล้ว ระบบการสูบน้ำ และพื้นที่หน่วงน้ำอื่น ๆ

"นอกจากคลองแล้ว ท่านหาได้ไหมให้มากกว่านี้ เช่น ตามบึงต่าง ๆ ที่มีน้ำเต็มก็ต้องพร่อง หรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่หาเพิ่มเติมจากภาคเอกชน ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่ง ในระยะสั้นคงทำได้แค่นี้"

ส่วนในระยะยาว รศ.ดร.เสรี กล่าวว่า จะต้องปรับปรุงระบบระบายน้ำที่จะรับกับฝนในอนาคต ส่วนเรื่องของน้ำทะเลหนุน ต้องหารือเป็นวาระแห่งชาติ เพราะว่าไม่ใช่เฉพาะ กทม. เท่านั้น แต่ยังมีสมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ด้วย

จิสด้าเปิดภาพดาวเทียม เดือน ส.ค. น้ำท่วมปีนี้ ยังน้อยกว่าปี 54 สามเท่า

เมื่อ 31 ส.ค. จิสด้าเปิดเผยข้อมูลภาพจากแผนที่แสดงสถานการณ์น้ำท่วมช่วงเดือน ส.ค. 2554 ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยประสบปัญหาน้ำท่วมขัง 5.59 ล้านไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำท่วมในเดือน ส.ค. ปีนี้ พบว่าประเทศไทยประสบปัญหาน้ำท่วมขังแล้ว 1.85 ล้านไร่ หรือต่างกันราว ๆ 3 เท่าตัว

จิสด้าบอกด้วยว่า เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลกลับไปในช่วงปี 2563 และปี 2564 ของเดือน ส.ค. จะพบว่าประเทศไทยมีปริมาณน้ำท่วมขังน้อยกว่าปี 2565 สาเหตุหลัก ๆ เป็นเพราะภัยแล้ง ขณะที่ปีนี้ ฝนมาเร็วซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ลานีญา

อย่างไรก็ตาม จิสด้าระบุว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าปีนี้ประเทศไทยยังไม่เจอกับพายุแบบทางตรง

"ที่ผ่านมาก็จะเป็นแค่ทางอ้อมเท่านั้นที่ทำให้ได้รับผลกระทบทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางของประเทศ"

getty

ที่มาของภาพ, Getty Images

ภาครัฐว่าอย่างไรกับ 4 เดือนที่เหลือของปีนี้

องค์การจิสด้าระบุว่า ปัจจัยในปีนี้มาจากปรากฏการณ์ลานีญาที่ทำให้ฝนมาเร็ว ส่งผลให้หลายพื้นที่ของประเทศมีปริมาณน้ำฝนสะสมสูงขึ้น แต่ไม่รุนแรงเท่าปี 2554 โดยในช่วง 1-2 เดือนนี้ อาจเกิดพายุขึ้น 2-3 ลูก ซึ่งบางลูกประเทศไทยอาจไม่ได้รับอิทธิพลโดยตรง

ด้าน น.ส. ชมภารี ชมภูรัตน์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยกับมติชนออนไลน์ว่า มีโอกาสสูงที่จะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่านบริเวณประเทศไทย ประมาณ 2 ลูก ทำให้ฝนตกหนักถึงหนักมาก ในหลายพื้นที่อาจเกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่ง

การคาดการณ์สภาพอากาศนี้ เป็นไปในทิศทางเดียวกับข้อมูลจาก รศ.ดร. เสรี แต่ยังแตกต่างกันในแง่ปริมาณฝนในภาพรวม

อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุด้วยว่า สำหรับปริมาณฝนรวมตั้งแต่ 1 ม.ค. 2565 จนถึงปัจจุบันสูงกว่าค่าปกติ 23% ส่วนปริมาณฝนรวมตั้งแต่เดือน พ.ค. ถึงปัจจุบัน สูงกว่าค่าปกติ 8% สาเหตุเนื่องมาจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ร่องมรสุม และหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่อ่อนกำลังลงจากพายุโซนร้อนมู่หลาน

คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะสิ้นสุดฤดูฝนในช่วงกลาง ต.ค. โดยปริมาณฝนรวมในช่วงฤดูฝนจะสูงกว่าค่าปกติ 8% ซึ่งเป็นปริมาณที่ใกล้เคียงกับปี 2564

ด้านนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าปีนี้ ฝนมาเร็วตั้งแต่ต้นปี ปริมาณฝนจากวันที่ 1 ม.ค. ถึงปัจจุบัน มากกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี อยู่ที่ 16% สูงมากกว่าค่าปกติ ล่าสุด กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์ว่าเดือน ก.ย. จะมีพายุอีก 2 ลูก กรมชลประทานได้เฝ้าระวังเต็มที่ สื่อสารให้ประชาชนรับทราบ และมีการประเมินสภาพอากาศกับหน่วยงานบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง

นายประพิศ ชี้ว่า แม้ค่าเฉลี่ยฝนจะสูง แต่จะไม่เหมือนกับสถานการณ์เมื่อปี 2554 เพราะปี 2554 น้ำท่วมเพราะมีพายุเข้าไทยติดต่อกันมากถึง 4 ลูก อย่างไรก็ตาม ได้เตรียมพร้อมการบริหารจัดการน้ำ และเครื่องจักรเพื่อเร่งการระบายน้ำลงทะเลให้มากที่สุด