ให้ความสำคัญกับเพื่อนช่วยให้มีชีวิตยืนยาวได้อย่างไร ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, เดวิด ร็อบสัน
- Role, บีบีซีนิวส์
คุณทราบหรือไม่ว่า เครือข่ายสังคมที่คุณมีอาจจะมีอิทธิพลต่อสุขภาพเทียบเท่ากับการออกกำลังกายเป็นประจำของคุณเหมือนกัน เดวิด ร็อบสัน นักเขียนหนังสือเล่มใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรา ได้แสวงหาหลักฐานและเหตุผลมาอธิบายเรื่องนี้ว่าเกี่ยวโยงกันอย่างไร
หากสิ่งที่คุณให้ความสนใจล่าสุดเกี่ยวกับสุขภาวะและอายุที่ยืนยาว คุณจะสังเกตได้ว่า การให้ความสำคัญกับสถานะความสัมพันธ์ของเราจะเพิ่มมากขึ้น พวกเราได้รับการบอกกล่าวว่า ใครที่มีเครือข่ายสังคมที่กว้างขวางกว่า ย่อมมีแนวโน้ที่จะมีสุขภาพที่ดีมากกว่าคนที่รู้สึกโดดเดี่ยวหรือแยกตัวอยู่เพียงคนเดียว
ปฏิสัมพันธ์ของเรากับบุคคลอื่นเป็นปัจจัยที่สำคัญมากต่อการมีอายุที่ยืนยาวของเรา จนทำให้องค์การอนามัยโลกได้ประกาศจัดตั้งคณะกรรมาธิการชุดใหม่ว่าด้วยการเชื่อมต่อทางสังคม (Commission on Social Connection) พร้อมกับเรียกสิ่งนี้ว่า "ลำดับความสำคัญด้านสุขภาพระดับโลก"
คุณอาจจะมีความสงสัยเล็กน้อยเกี่ยวกับข้ออ้างเหล่านี้ รวมทั้งกลไกลึกลับที่เชื่อมโยงความมีสุขภาวะที่ดีทางร่างกายของเรากับความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งของเรา อย่างไรก็ดี ความเข้าใจของเราเกี่ยวกับโมเดลชีวะจิตสังคม (biopsychosocial model) ในด้านสุขภาพเติบโตมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายทศวรรษ ในขณะที่การสืบค้นทางวิทยาศาสตร์เพื่อนำมาเขียนในหนังสือ The Laws of Connection (อาจแปลเป็นไทยว่า "กฎแห่งการเชื่อมต่อ") เดวิด ร็อบสันได้ค้นพบว่า มิตรภาพของเราสามารถมีอิทธิพลต่อทุกสิ่งทุกอย่างนับตั้งแต่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราไปจนถึงโอกาสการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ
บทสรุปของงานศึกษาชิ้นนี้มีความชัดเจน เช่นว่า หากพวกเราต้องการมีชีวิตยืนยาวและมีสุขภาพที่ดี พวกเราควรเริ่มต้นด้วยการให้ความสำคัญกับผู้คนที่อยู่รอบตัว
ข้อสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องนี้สามารถแกะรอยย้อนไปในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 ที่เลสเตอร์ เบรสโลว์ ที่กระทรวงสาธารณสุขแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียได้เริ่มจัดโครงการหนึ่งที่ต้องการศึกษาเกี่ยวกับนิสัยและพฤติกรรมต่าง ๆ ที่มีส่วนนำไปสู่การมีชีวิตทียืนยาวมากขึ้น โดยเบรสโลว์ได้รวบรวมผู้ร่วมโครงการจำนวนเกือบ 7,000 คนจากพื้นที่รอบ ๆ เทศมณฑลอาลาเมดา โดยพวกเขาทั้งหมดจะร่วมทำแบบสอบถามที่ครอบคลุม ที่เบรสโลว์เป็นผู้สร้างขึ้นด้วยภาพวิถีชีวิตด้วยรายละเอียดเป็นพิเศษ และจากนั้นก็ติดตามสุขภาวะของพวกเขาในปีต่อ ๆ มา
ภายในระยะเวลาหนึ่งทศวรรษ คณะทำงานของเบรสโลว์ได้บ่งชี้ถึงส่วนประกอบจำนวนมากที่ในปัจจุบันเราทราบว่า เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการมีสุขภาพที่ดีเจ็ดประการ ประกอบด้วย ไม่สูบบุหรี่ ดื่ม[เครื่องดื่มแอลกอฮอล์]ในปริมาณปานกลาง นอนหลับเป็นเวลาเจ็ดถึงแปดชั่วโมงต่อคืน ออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงขนมขบเคี้ยว รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับปานกลาง และรับประทานอาหารเช้า เป็นต้น
ในขณะนั้น ผลการศึกษาที่ได้ถือว่าโดดเด่นอย่างมาก จนกระทั่งทีมงานได้นำเสนอต่อเขา ซึ่งเขาเชื่อว่า พวกเขากำลังเล่นตลกอะไรบางอย่าง ถึงตอนนี้แทบจะไม่ต้องการอธิบายแนวปฏิบัติเหล่านี้โดยละเอียดอีกต่อไป เพราะตอนนี้ "อาลาเมดา 7 ประการ" (Alameda 7) กลายเป็นพื้นฐานของแนวปฏิบัติด้านสาธารณสุขส่วนใหญ่ไปแล้ว
อย่างไรก็ดี การวิจัยดังกล่าวยังคงดำเนินการต่อ และในปี 1979 ทีมงานของเบรสโลว์สองคน คือ ลิซา เบิร์กแมน และ เอส ลีโอนาร์ด ไซม์ ได้ค้นพบปัจจัยที่แปดที่มีผลต่ออายุที่ยืนยาวของคน นั่นคือ "ความเชื่อมต่อทางสังคม" (social connection) โดยเฉลี่ยแล้ว คนที่มีความสัมพันธ์มากที่สุดจะมีโอกาสเสียชีวิตน้อยกว่าคนที่มีเครือข่ายเล็กกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง ผลลัพธ์นี้ยังคงเป็นจริงแม้ว่าจะมีการควบคุมปัจจัยอื่น ๆ เช่น สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม และสุขภาพของผู้คนเมื่อเริ่มการสำรวจ รวมทั้งการบริโภคบุหรี่ การออกกำลังกาย และอาหาร

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไปอีก จะพบว่า มีความชัดเจนว่า ทุกรูปแบบของความสัมพันธ์มีความสำคัญ แต่มีบางรูปแบบที่มีความหมายมากกว่ารูปแบบอื่น ๆ อย่างเช่น อารมณ์ความรู้สึกในความสัมพันธ์ในรูปแบบคู่รักและเพื่อนสนิทจะให้ความคุ้มครองสูงที่สุด แต่แม้แต่คนรู้จักทั่วไปที่โบสถ์หรือชมรมโบว์ลิ่งก็ช่วยป้องกันไม่ให้เจอยมทูตได้
ความอาจหาญอย่างมากของข้อเรียกร้องนี้อาจอธิบายได้ว่าทำไมในตอนแรกข้อเรียกร้องเหล่นี้จึงถูกละเลยในแนวทางการดูแลสุขภาพของประชาชน นักวิทยาศาสตร์คุ้นเคยกับการมองร่างกายเหมือนเครื่องจักร ซึ่งส่วนใหญ่แยกออกจากสภาวะทางจิตใจและสภาพแวดล้อมทางสังคมของเรา แต่ตั้งแต่นั้นมา มีการวิจัยอย่างกว้างขวางที่ยืนยันว่าการเชื่อมต่อและความเหงามีผลต่อความไวต่อโรคต่าง ๆ มากมาย
หัวใจหลักของสาระสำคัญนี้คืออะไร
การสนับสนุนทางสังคมสามารถช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันและปกป้องคุณจากการติดเชื้อได้ เช่น ในทศวรรษที่ 1990 เชลดอน โคเฮนจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอนในสหรัฐฯ ได้ถามผู้ร่วมทำแบบสอบถามจำนวน 276 คน โดยให้พวกเขาให้รายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสังคมของพวกเขา
พวกเขาได้รับการทดสอบจากโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งแล้วจะคัดแยกพวกเขาที่กักตัว แล้วให้พวกเขาสูดดมหยดน้ำที่เจือไปด้วยไรโนไวรัส [ซึ่งเป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการไอและคัดจมูก]
หลังจากนั้นเป็นเวลาห้าวัน ผู้ที่เข้าร่วมการทดลองดังกล่าวจำนวนมากเริ่มมีอาการป่วย แต่กลับพบว่า ในกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ด้านสังคมอย่างกว้างขวางและหลากหลายมีแนวโน้มน้อยกว่าที่จะมีอาการป่วย แน่นอนว่า กลุ่มผู้เข้าทดสอบที่มีระดับความสัมพันธ์ทางสังคงตำ่ที่สุดมีความเสี่ยงที่จะมีอาการป่วยเป็นไข้หวัดได้ถึงสามถึงสี่เท่า เมื่อเทียบกับคนที่มีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ๆ ในครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อร่วมงานและ คนรู้จักมากกว่า
นักวิทยาศาสตร์ที่ดีควรพิจารณาเสมอว่า ปัจจัยรบกวนอื่น ๆ อาจอธิบายผลลัพธ์ได้หรือไม่ มีเหตุผลเพียงพอที่จะสรุปได้ว่า คนขี้เหงาอาจจะมีร่างกายแข็งแรงและกระตือรือร้นน้อยลงหากพวกเขาใช้เวลากับเพื่อนฝูงและครอบครัวน้อยลง
อย่างไรก็ตาม จากที่เบิร์กแมนและไซม์ได้ค้นพบ ความเชื่อมโยงนี้ยังคงอยู่แม้หลังจากนักวิจัยได้คำนึงถึงปัจจัยทั้งหมดนั้นแล้ว และขนาดของผลกระทบนี้มีมากกว่าประโยชน์จากการทานวิตามินเสริมอย่างมาก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่เราอาจทำเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของเรา

ที่มาของภาพ, Getty Images
การส่งเสริมสุขภาพทางสังคมยังครอบคลุมถึงความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังที่เปลี่ยนแปลงชีวิตได้ เช่น โรคเบาหวานประเภทที่ 2 โรคนี้เกิดขึ้นเมื่อตับอ่อนหยุดผลิตอินซูลินเพียงพอ และเซลล์ของร่างกายหยุดตอบสนองต่ออินซูลินที่ไหลผ่านเลือด ทั้งสองอย่างนี้ป้องกันไม่ให้อินซูลินย่อยน้ำตาลในเลือดเพื่อให้พลังงานแก่เซลล์ ปัจจัยเช่นโรคอ้วนสามารถนำไปสู่โรคเบาหวานได้ แต่ดูเหมือนว่าคุณภาพของความสัมพันธ์ของคุณก็มีผลเช่นกัน
โครงการวิจัยระยะยาวของอังกฤษเกี่ยวกับภาวะสูงวัย (English Longitudinal Study of Ageing - ELSA) ที่มีผู้ร่วมการศึกษา 4,000 คน พบว่า ผู้ที่ได้รับคะแนนจากการทำแบบทดสอบความเหงา (UCLA Loneliness Scale) ที่สูงว่าจะสามารถใช้ทำนายการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ในช่วงทศวรรษต่อมา [สำหรับแบบทดสอบความเหงาคือ ชุดแบบสอบถามที่นักวิทยาศาสตร์ใช้เพื่อประเมินด้านความสัมพันธ์ทางสังคม] นอกจากนี้ยังพบว่ามีสัญญาณว่า ผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นจะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมในรูปแบบต่าง ๆ ลดลงด้วย
อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่หนักแน่นที่สุดนี้ยังสะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจ มีงานศึกษาจำนวนมากที่ติดตามสภาวะสุขภาพของผู้เข้าร่วมหลายพันคนในโครงการนี้เป็นระยะเวลาหลายปี โดยได้เน้นย้ำความเชื่อมโยงดังกล่าวอย่างซ้ำ ๆ ซึ่งสามามารถพบเห็นได้ในช่วงระยะเริ่มแรก อย่างเช่น กลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมไม่ดี มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะความดันโลหิตสูง และในกรณีของผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด กลุ่มคนดังกล่าวที่มีความเหงาหรือโดดเดี่ยว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวาย โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือโรคหลอดเลือดสมองได้ถึง 30%
จูลิแอน โฮล์ท-ลันสแตด นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยบริกแฮม ยัง ในเมืองโปรโว รัฐยูทาห์ ของสหรัฐฯ ได้รวบรวมผลการศึกษาจากงานวิจัย 148 ชิ้น เพื่อประเมินความสำคัญโดยรวมของการส่งเสริมด้านสุขภาพทางสังคม งานวิจัยทั้งหมดที่เธอรวบรวมครอบคลุมกลุ่มผู้ร่วมการศึกษากว่า 300,000 คน และพิจารณาถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการบูรณาการทางสังคมและอันตรายจากความไม่มีความสัมพันธ์ทางสังคม แล้วเธอก็เปรียบเทียบผลกระทบจากความเหงากับความเสี่ยงจากปัจจัยอื่น ๆ ในการใช้ชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การออกกำลังกายและกิจกรรมทางร่างกาย ดัชนีมวลกาย (เพื่อวัดภาวะโรคอ้วน) มลพิษทางอากาศ และการรับประทานยาคุมความดัน เป็นต้น
ผลการประมวลของเธอได้ข้อสรุปและตีพิมพ์ในปี 2010 สร้างความประหลาดใจอย่างยิ่ง เนื่องจากโฮล์ท-ลันสแตดพบว่าทั้งคุณภาพและขนาดของความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้คนทัดเทียมหรือเหนือกว่าปัจจัยอื่น ๆ เกือบทั้งหมดในการกำหนดการเสียชีวิตของมนุษย์ ยิ่งคนเรารู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนจากคนรอบ ๆ ตัวมากเท่าไหร่ สุขภาพของเขายิ่งจะดีขึ้น และมีแนวโน้มจะเสียชีวิตลดน้อยลง
โดยรวมแล้ว ความสัมพันธ์ทางสังคม หรือการไม่มีสิ่งนี้ มีบทบาทอย่างมากต่อสุขภาพของคนเรามากกว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การออกกำลังกาย ดัชนีมวลกาย และมลพิษทางอากาศ มีเพียงผลกระทบต่อสุขภาพเดียวเท่านั้นที่ส่งผลกระทบได้ใกล้เคียง [กับการขาดความสัมพันธ์ทางสังคม]ก็คือ การสูบบุหรี่
นี่คือ สหสัมพันธ์ หรือ ความเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน
งานวิจัยนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทว่าเพื่อที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุระหว่างปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์หรือการใช้ชีวิตหนึ่ง ๆ กับการมีอายุยืนยาวโดยรวม คุณจะต้องทำการทดลองที่มีการควบคุม โดยคุณจะสุ่มจัดสรรผู้คนให้อยู่ในเงื่อนไขหรือสภาวะที่แตกต่างกัน นั่นคือวิธีการทดสอบยาชนิดใหม่ เช่นว่า บางคนกินยาเม็ดและบางคนกินยาหลอก จากนั้นคุณจึงบันทึกผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน
ในกรณีนี้ คุณอาจจะต้องเลือกกลุ่มคนบางส่วนให้อยู่ในสภาวะโดดเดี่ยว ตัดขาดจากเพื่อนฝูง ในขณะที่กลุ่มอื่น ๆ ให้พวกเขาอยู่ในสภาวะที่พร้อมในการติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลที่เขารัก เป็นที่ชัดเจนว่า นี่เป็นเรื่องที่ขัดแย้งทางจริยธรรมและแทบจะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ข้อเท็จจริงนี้ทำให้บางคนตั้งคำถามว่าผลกระทบที่เห็นได้ชัดของการเชื่อมต่อทางสังคมเป็นจริงและมีนัยสำคัญหรือไม่ พวกเขาแนะนำว่านักวิทยาศาสตร์อาจพลาดปัจจัยที่ทำให้เกิดความสับสนบางประการที่สร้างภาพลวงตาของความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตทางสังคมของเราและสุขภาพและอายุยืนของเรา แม้จะพยายามอย่างดีที่สุดแล้วก็ตาม

ที่มาของภาพ, Getty Images
อย่างไรก็ตาม ข้อโต้แย้งนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เนื่องจากโฮลท์-ลันสแตดได้โต้แย้งไว้เมื่อไม่นานมานี้ในการทบทวนงานวิจัย ท้ายที่สุดแล้ว เราไม่สามารถทำการทดลองแบบสุ่มในมนุษย์เพื่อพิสูจน์อันตรายของการสูบบุหรี่ที่ทำให้อายุสั้นลงได้ เพราะเรื่องจริยธรรมจะเป็นปัญหามากกว่า แต่ในปัจจุบันก็มีนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่จะปฏิเสธความจริงที่ว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต นั่นเป็นเพราะนักวิทยาศาสตร์มีเกณฑ์อื่น ๆ ที่รู้จักกันในชื่อแนวทางแบรดฟอร์ด ฮิลล์ (Bradford Hill) เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุระหว่างวิถีชีวิตและโรค
โฮล์ท-ลันสแตดยกการศึกษาระยะยาวอย่างงานวิจัยที่อลาเมดาเป็นตัวอย่าง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์อาจใช้เพื่อค้นหาคำตอบเกี่ยวกับ "ลักษณะชั่วคราว" ได้ ไม่ว่าการเลือกใช้ชีวิตของบางคนจะสำคัญกว่าการเกิดของความเจ็บปวดหรือไม่ ในกรณีนี้ ลำดับเหตุการณ์ชัดเจนมาก ผู้คนรายงานความเหงามาอย่างยาวนานก่อนที่จะมีปัญหาทางสุขภาพ
นักวิทยาศาสตร์ยังสามารถมองหาความสัมพันธ์แบบ "ความสัมพันธ์แบบปริมาณ-การตอบสนอง" (dose–response relationship) เช่นว่า การมีปัจจัยวิถีชีวิตมากขึ้นส่งผลให้มีความเสี่ยงมากขึ้นหรือไม่ ซึ่งคำตอบคือมีรูปแบบที่ชัดเจน คนที่ถูกโดดเดี่ยวอย่างสิ้นเชิงมีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพแย่กว่าคนที่เหงาเป็นครั้งคราว และจะมีอาการป่วยมากกว่าคนที่มีวงสังคมที่มีชีวิตชีวา
นอกจากนี้ เรายังสามารถตรวจสอบว่า ผลการศึกษาเหล่านั้นมีความสม่ำเสมอในกลุ่มประชากรที่แตกต่างกัน รวมทั้งการใช้ลักษณะการประเมินที่แต่กต่างกันหรือไม่ หากว่า ผลดังกล่าวสามารถระบุได้เพียงในกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กกลุ่มหนึ่ง หรือ หากผลเหล่านั้นปรากฏเมื่อคุณพิจารณาแบบสำรวจเกี่ยวกับความเหงาเพียงข้อเดียว คุณจะมีสิทธิจะรู้สึกสงสัย แต่นี่ก็ไม่ใช่ปัญหา
โฮล์ท-ลันสแตดระบุว่า การส่งเสริมด้านสุขภาพทางสังคมได้รับการบันทึกไว้ทั่วโลก ผ่านการใช้วิธีหลากหลายเพื่อประเมินปริมาณความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้คน ไม่ว่าคุณจะถามถึงความรู้สึกส่วนตัวหรือพิจารณาข้อเท็จจริงที่ไม่เป็นรูปธรรม เช่น สถานภาพสมรสของใครบางคนหรือจำนวนครั้งที่พวกเขาเจอคนรู้จักในแต่ละเดือน รูปแบบก็ยังคงเหมือนเดิม เรายังเห็นผลกระทบที่คล้ายคลึงกันในสัตว์สังคมประเภทอื่นๆ เช่น โลมา ลิงบาบูนชัคมา และลิงแสม ยิ่งบุคคลรวมกันอยู่ในกลุ่มมากเท่าใด อายุยืนยาวมากขึ้นเท่านั้น
สถิติด้านความปลอดภัย
เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของความสัมพันธ์ทางสังคมของมนุษย์ว่าส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระดับใดระดับหนึ่งอย่างไรและเพราะเหตุใด เราจะต้องพิจารณาในเรื่องของวิวัฒนาการของเรา
ขณะที่มนุษย์ในยุคแรกที่เริ่มปรับตัวให้ดำเนินชีวิตเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ขึ้น ทุกอย่างนับตั้งแต่เสบียงอาหารไปจนถึงการป้องกันจากสัตว์ผู้ล่า ล้วนขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างกัน แต่หากว่าความสัมพันธ์กับเพื่อนในฝูงสูญเสียไป อาจจะทำให้พวกเขาตกอยู่ในอันตรายจากความอดอยาก ความเจ็บปวด และได้รับบาดเจ็บได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดังนั้น สมองและร่างกายอาจจะมีวิวัฒนาการด้วยการแปลความหมายของคำว่า การแยกตัวจากสังคม คือ ภัยคุกคามรุนแรงอย่างหนึ่ง นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเรารู้สึกถึงความปวดร้าวเมื่อพวกเราอยู่อย่างโดดเดี่ยวและถูกตัดขาดจากสังคม ในลักษณะเดียวกัน ความเจ็บปวดทางร่างกายจะเตือนพวกเราให้แสวงหาความปลอดภัยและเยียวยาบาดแผล ส่วนความเจ็บปวดทางสังคมอาจจะวิวัฒนาการมาเพื่อโน้มน้าวใจเราให้หลีกเลี่ยงฝ่ายที่ไม่เป็นมิตรและช่วยสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกของเราขึ้นมาใหม่
ความรู้สึกเมื่อถูกปฏิเสธหรือ ความรู้สึกโดดเดี่ยวยังทำให้เกิดปฏิกิริยาทางสรีรวิทยาอีกมากมาย ในอดีตวิวัฒนาการของเรา สิ่งเหล่านี้ควรจะปกป้องมนุษย์ยุคแรกจากอันตรายที่เกิดขึ้นแบบฉับพลันทันทีจากการอยู่อย่างโดดเดี่ยว เช่น การโจมตีจากผู้ล่าหรือศัตรู โดยสมองจะถูกกระตุ้นจากการปลดปล่อยสารนอร์อิพิเนฟรินและสารคอร์ติซอล (norepinephrine and cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นจิตใจให้พร้อมรับภัยคุกคามและเตรียมร่างกายให้พร้อมรับสำหรับความก้าวร้าว
ขณะเดียวกันระบบภูมิคุ้มกันก็เริ่มเร่งผลิตโมเลกุลเกี่ยวกับการอักเสบเพื่อป้องกันเชื้อโรค สำหรับมนุษย์ยุคแรก วิธีนี้อาจจะช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อในกรณีที่พวกเขาเกิดได้รับบาดเจ็บจากการโจมตี นอกจากนี้ ความรู้สึกโดดเดี่ยวและความเครียดทางสังคมยังสามารถเพิ่มการสร้างสารไฟบริโอเจน (fibrinogen) อีกด้วย ซึ่งจะทำให้เลือดเกิดการแข็งตัวและช่วยทำให้บาดแผลได้รับการเยียวยา
แม้ว่าการตอบสนองนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตในระยะสั้นให้กับบรรพบุรุษของเรา แต่ก็สามารถสร้างความเสียหายในระยะยาวได้ เมื่อร่างกายเตรียมพร้อมอยู่เสมอสำหรับเหตุรุนแรงและความก้าวร้าว มันจะเพิ่มความตึงเครียดให้กับระบบหัวใจและหลอดเลือด
ขณะเดียวกัน การอักเสบเรื้อรังอาจป้องกันการติดเชื้อที่บาดแผลได้ แต่การตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นนั้นมีประสิทธิภาพน้อยลงในการตอบสนองต่อไวรัส ซึ่งจะเพิ่มโอกาสที่จะเป็นทางเดินหายใจมากขึ้น เป็นต้น
นอกจากนี้ การอักเสบเรื้อรังยังเป็นสาเหตุของการสึกหรอของเซลล์อื่น ๆ ได้ และยังสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน อัลไซเมอร์ และโรคหัวใจอีกด้วย ขณะเดียวกัน ระดับที่เพิ่มขึ้นของไฟบริโนเจน ที่เป็นปัจจัยที่ทำให้เลือดแข็งตัว สามารถทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองได้
หากเราใช้เวลาหลายทศวรรษในการอยู่อย่างโดดเดี่ยวและเดียวดาย สิ่งเหล่านี้อาจจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บอย่างมาก รวมทั้งเสียชีวิตก่อนวัยอันควร อย่างไรก็ตาม เมื่อคนเรามีความสุขกับการสร้างความสัมพันธ์และได้รับการสนับสนุนทางสังคม ร่างกายของพวกเขาจะจัดการกับกระบวนการต่าง ๆ อย่าง กระบวนการอักเสบ ซึ่งเป็นผลให้พวกเขามีสุขภาพพื้นฐานที่ดีขึ้น
เดวิด ร็อบสัน บอกว่าในฐานะที่เขาเป็นคนขี้อายคนหนึ่ง เมื่อเขาค้นพบผลการศึกษาเหล่านี้ ทำให้เขารู้สึกอึดอัดเล็กน้อย พร้อมกับตั้งคำถามว่า เราจะตักตวงผลประโยชน์จากความสัมพันธ์อันลึกซึ้งได้อย่างไร หากเราไม่ได้อยู่กันเป็นกลุ่มก้อนและเป็นคนที่ชอบพบปะผู้คนโดยธรรมชาติ ทว่า เมื่อเขาเจาะลึกหลักฐานต่าง ๆ ที่ค้นพบ เขาได้ทราบว่า ทักษะทางสังคมของเราก็เหมือนกับกล้ามเนื้อของเรา ยิ่งเราใช้มันมากเท่าไรก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น แม้แต่คนที่ชอบประกาศว่าตัวเองเป็นคนเก็บตัวก็สามารถเรียนรู้ที่จะเข้าสังคมได้มากขึ้นได้ หากพวกเขาต้องการ
ในลักษณะเดียวกับที่เราวางแผนการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกิจกรรมทางร่างกาย เราทุกคนสามารถค้นพบวิธีบูรณาการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มีความหมายมากขึ้นในชีวิตของเรา หล่อเลี้ยงสายสัมพันธ์เก่า และสร้างความสัมพันธ์ใหม่ เรามีสายใยในการเชื่อมต่อ หากเพียงแต่เราให้โอกาสที่เหมาะสมกับตัวเองเท่านั้น












