ต้นทางพร้อมปล่อย แต่ปลายทางไม่พร้อมรับ: ไทยควรรับมือเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีกเกือบ 7,000 คนในฝั่งเมียนมาอย่างไร

.

ที่มาของภาพ, สมจิตร รุ่งจำรัสรัศมี/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, พ.อ.หม่อง ชิต ตุ ผู้นำกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (BGF) เยี่ยมเหยื่อคอลเซ็นเตอร์ชาวต่างชาติที่ BGF ดูแลอยู่กว่า 6,500 คน
    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

กระบวนการส่งตัวเหยื่อค้ามนุษย์ที่เข้าไปทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา ดูเหมือนจะหยุดชะงักลงภายหลังไทยส่งกลับชาวจีน 621 คน ขึ้นเครื่องบินกลับประเทศเมื่อ 20-22 ก.พ ซึ่งทางการจีนถือเป็นอาชญากร

และเป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์แล้ว นับจากการส่งตัวเหยื่ออีกกลุ่ม ซึ่งประกอบด้วยผู้คนจาก 20 สัญชาติ ข้ามแดนมาผ่านกระบวนการคัดกรองยังฝั่งไทย แต่จนถึงขณะนี้ ยังมีอีกกว่าร้อยคนที่ยังติดค้างอยู่ในศูนย์พักพิง ระหว่างรอสถานทูตประสานรับตัวกลับ

นอกจากนี้ ยังมีอีกเกือบ 7,000 คน ติดค้างอยู่ในฝั่งเมียนมา และท่าทีฝั่งไทยเริ่มชัดเจนว่าจะไม่รับข้ามแดนมาเพิ่ม หากสถานทูตปลายทางยังไม่พร้อมรับ

จะเกิดอะไรขึ้นกับไทย หากกองกำลังกะเหรี่ยงดูแลผู้คนเหล่านี้ไม่ไหว และอาจลอยแพคนเหล่านี้ บีบีซีไทย พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหน ที่คนเหล่านี้จะพยายามข้ามมาขอความช่วยเหลือยังฝั่งไทย

ติดค้างเกือบ 7,000 คน: กะเหรี่ยงพร้อมปล่อย แต่ไทยไม่พร้อมรับ

พ.ต.หม่อง วิน ผบ.พัน 1018 กองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (BGF) เปิดเผยกับสำนักข่าว "เดอะ รีพอร์ตเตอร์" เมื่อ 24 ก.พ. ว่า BGF รวบรวมกลุ่มคนที่ไปทำงานคอลเซ็นเตอร์ในฝั่งเมียนมาได้กว่า 6,500 คนแล้ว ซึ่งเป็นผลจากปฏิบัติการในการกวาดล้างของ BGF ที่ พ.อ.หม่อง ชิต ตุ ผู้นำ BGF ประกาศตั้งแต่ 16 ก.พ. โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการบันทึกประวัติ คัดแยกสัญชาติ พร้อมเรียกร้องไปยังรัฐบาลไทยและทุกประเทศ ให้เร่งดำเนินการในการนำคนเหล่านี้กลับประเทศของตัวเอง

ขณะที่สำนักข่าว "เดอะสแตนดาร์ด" รายงานการให้สัมภาษณ์ของพลจัตวา ซาย จอ หล่า ผู้นำกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย (DKBA) กับสื่อเมียนมาเมื่อ 22 ก.พ. ระบุว่ามีชาวต่างชาติยังอยู่ในการดูแลของ DKBA จำนวน 405 คน ซึ่งกองกำลังพบปัญหาการดูแลเรื่องอาหาร น้ำดื่ม และน้ำใช้ เนื่องจากต้องดูแลคนจำนวนมาก และกังวลว่าจะมีบางคนหนีข้ามไปยังประเทศไทย

.

ที่มาของภาพ, สมจิตร รุ่งจำรัสรัศมี/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, พ.อ.หม่อง ชิต ตุ ผู้นำกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (BGF) ขณะเดินทางเข้าเยี่ยมเหยื่อคอลเซ็นเตอร์ชาวต่างชาติที่ BGF ดูแลอยู่ เมื่อ 25 ก.พ.

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์สื่อวันนี้ (25 ก.พ.) ว่า เขา "เป็นห่วง" จำนวนคนที่ล้นอยู่ในเมืองเมียวดีของเมียนมา ว่าหาก "ส่วนที่ดูแล" เอาไว้ไม่อยู่ จะมีการปล่อยทิ้ง และจะกลายเป็นปัญหาที่ยุ่งยากกับไทย พร้อมระบุว่า ตนเองได้หารือกับนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อยากให้ประสานประเทศต่าง ๆ มารับตัวไป ซึ่งต้องมีการตรวจสอบไบโอเมตทริกซ์ให้ชัดเจน และมีกระบวนการแยกคัดกรอง

นายภูมิธรรม ยังตอบคำถามกรณีที่ประเทศอินโดนีเซีย ประสานจะเดินทางมารับตัวชาวอินโดนีเซีย 210 คนในเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา ระบุว่า "เป็นไปตามนโยบาย" โดยเป็นเรื่องที่ประสานมาตั้งแต่ต้น พร้อมยืนยันว่าจะไม่ให้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยจนกว่าจะมีคนมารับ เพราะหากเข้ามาแล้วจะต้องมาอยู่ในส่วนกลางให้ไทยรับผิดชอบ

พร้อมบอกว่าขณะนี้ไทยกำลังสกัดชายแดนทั้งหมด ตามนโยบาย Seal Stop Safe แต่ส่วนใดที่ปล่อยได้ ก็จะคัดกรอง พร้อมยืนยันว่าไทยจะเดินหน้ากระบวนการ 3 ตัด อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีการประชุมไตรภาคี ระหว่าง ไทย-เมียนมา-จีน ในต้นสัปดาห์หน้า ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศกำลังประสานตัวแทนในระดับปฏิบัติการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการคลัง กรมศุลกากร กระทรวงกลาโหม กองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย ที่ต้องมาตกลงกัน

"ผมอยากให้จบภายในวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้เลย ตอนนี้กำลังเร่งขอให้จบ เพราะว่าผมกลัวเหมือนกันว่า ถ้าเกิดปล่อยไม่รีบดำเนินการในการกระจาย มันก็จะมีปัญหาว่า ถ้าเขารับไม่ไหวแล้วเขาปล่อยเป็นผึ้งแตกรัง เราจะปวดหัว เพราะเส้นทางธรรมชาติมันเยอะ มันมีสิทธิ์ที่จะเข้ามาได้" นายภูมิธรรม ระบุในการให้สัมภาษณ์สื่อ โดยเขายืนยันว่าทางการไทยกำลังพยายามทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการกระจายคนออก และคัดกรองคนกระทำผิด

ด้าน พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยกับบีบีซีไทยวันนี้ (25 ก.พ.) ว่า กระบวนการที่มีการพูดคุยกันเบื้องต้น คือกลุ่มที่ยังอยู่ในการดูแลของ BGF และ DKBA นั้น จะให้ทางเมียนมาเป็นฝ่ายคัดกรองไปเลย และเมื่อสถานทูตจากประเทศต่าง ๆ พร้อมรับ จึงจะส่งตัวจากเมียนมา กลับไปยังประเทศต่าง ๆ โดยตรง

"ตรงนี้หลัก ๆ ต้องเป็นทางพม่าทำอยู่แล้วครับ" จเรตำรวจแห่งชาติ กล่าวกับบีบีซีไทย อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่า แนวทางนี้ยังคงต้องรอข้อสรุปในการประชุมไตรภาคีอีกครั้ง ว่ารายละเอียดในการดำเนินการจะเป็นอย่างไร

ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวว่า BGF อยากจะให้ทางการไทยหรือสถานทูตต่าง ๆ มารับตัวเหยื่อไปนั้น พล.ต.อ.ธัชชัย ระบุว่า "ได้ยินข่าวเหมือนกัน" แต่ยังไม่ได้รับการประสานอย่างเป็นทางการ พร้อมยืนยันว่ากระบวนการต่าง ๆ นั้น ไทยพยายามเร่งดำเนินการอยู่

โดยแนวทางการส่งตัวหากไม่ให้ข้ามแดนมาไทยนั้น พล.ต.อ.ธัชชัย เปิดเผยว่า ทางเมียนมาอาจต้องส่งผู้เสียหายไปที่นครย่างกุ้ง หรือสนามบินใกล้เคียง เพื่อเดินทางกลับประเทศ โดยไทยจะรับข้ามแดนมาเฉพาะในกรณีที่สถานทูตประสานขอมาเป็นกรณี ๆ ไป และสถานทูตดังกล่าวต้องมีความพร้อมในการรับกลับแล้วเท่านั้น

"ประเทศไหนที่ต้องการที่จะผ่านมาทางไทย ก็ต้องทำหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศขอผ่านมาทางไทย" เขาระบุ ส่วนหากสถานทูตของประเทศนั้น ๆ ยังไม่มีความพร้อม "ก็ต้องคอย คอยจนกว่าประเทศนั้นจะพร้อม"

อย่างไรก็ตาม แนวทางเหล่านี้ในทางปฏิบัติ ยังต้องรอหารือกับทางการเมียนมาอีกครั้ง ในการประชุมไตรภาคีต้นสัปดาห์หน้า ซึ่งระหว่างนี้ จเรตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงก็ตรึงกำลังชายแดน เพื่อป้องกันการหลบหนีข้ามแดนมาโดยไม่ได้รับอนุญาต หากกองกำลังกะเหรี่ยงดูแลไม่ไหว

สถานทูตชาติต่าง ๆ พร้อมแค่ไหนในการรับตัว ?

ก่อนหน้านี้กลุ่มคอลเซ็นเตอร์ที่ไทยรับข้ามแดนมา จากการเปิดเผยของ พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 ในฐานะรักษาราชการแทนผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมือง จ.ตาก ให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่า มีทั้งหมด 2 ส่วน ประกอบด้วย

  • ส่วนที่กองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (BGF) ส่งตัวกลับมา วันที่ 20-22 ก.พ. ส่วนนี้ประสานจะส่งมาไทย 628 คน แต่ส่งมาจริง 611 คน ซึ่งส่งกลับประเทศจีนไปทั้งหมดแล้ว
  • ส่วนที่กองกำลังกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย (DKBA) ส่งตัวกลับมารวม 260 คน เมื่อวันที่ 12 ก.พ. นั้น ในจำนวนนี้เมื่อเข้ามาแล้ว มาอยู่ในศูนย์กลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) ของ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดตาก ที่ตั้งอยู่ที่มณฑลทหารบกที่ 310 โดยในจำนวน 260 คน ผ่านการคัดกรอง NRM พบว่าเป็นอาชญากร 2 คน จึงมีการส่งไปดำเนินคดี ส่วนที่เหลือเป็นผู้เสียหาย 258 คน ในจำนวนนี้มีชาวจีนด้วย 10 คน ทางจีนจึงประสานรับกลับประเทศไปพร้อมกับกลุ่มที่ BGF ส่งข้ามแดนมาภายหลังด้วย ส่วนที่เหลือขึ้นอยู่สถานทูตต่าง ๆ ประสานสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ฯ เข้าไปรับตัว

บีบีซีไทย ตรวจสอบเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ พมจ.ตาก เมื่อ 24 ก.พ. พบว่ามีบางสถานทูตที่ประสานรับตัวเหยื่อกลับไปบ้างแล้ว ขณะนี้ยังตกค้างที่ศูนย์พังพิง 142 คน อาทิ ชาวเอธิโอเปีย และไนจีเรีย

ส่วนที่ยังตกค้างฝั่งเมียนมาเกือบ 7,000 นั้น พ.ต.อ.เพลิน เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ต้องรอข้อสรุปในการประชุมไตรภาคีที่จะเกิดขึ้นอีกครั้ง ว่ากระบวนการในการส่งตัวจะเป็นอย่างไร แต่ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งใด ๆ ลงมา

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, กองกำลังกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย (DKBA) ส่งตัวเหยื่อคอลเซ็นเตอร์ 260 คน ข้ามฝั่งมายังไทย เมื่อ 12 ก.พ.

ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวถึงปัญหาการส่งตัวกลับของเหยื่อที่ข้ามแดนมาฝั่งไทยแล้ว แต่สถานทูตปลายทางยังไม่มารับตัวกลับ อาทิ ชาวเอธิโอเปีย ที่มีรายงานว่ายังติดค้างอยู่ในศูนย์พักพิง จ.ตาก กว่าร้อยคน

"เอธิโอเปีย เขาบอกว่าเขาไม่มีงบประมาณ อันนี้ก็ต้องไป work (ทำงาน) ดูว่าจะทำอย่างไร จะมีหน่วยงานไหนเข้ามาช่วย" พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ บอกกับบีบีซีไทย

เขาเปิดเผยอีกว่า ก่อนหน้านี้ทางการไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้ประสานทางสถานกงสุลเอธิโอเปียในไทยไปแล้ว แต่ว่ายังอยู่ระหว่างรอสถานทูตจัดหาตั๋วเครื่องบิน

บีบีซีไทยพยายามติดต่อสถานกงสุลเอธิโอเปียในประเทศไทย ตามเบอร์โทรศัพท์และอีเมลที่ระบุไว้ในเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศ พบว่าไม่สามารถติดต่อได้ จึงสอบถามไปยังสถานทูตเอธิโอเปียในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลสถานกงสุลในกรุงเทพฯ อีกทาง แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พูดถึงกรณีการส่งต่อชาวเอธิโอเปีย ในการให้สัมภาษณ์สื่อวันนี้ (25 ก.พ.) เช่นกัน โดยยอมรับว่า การส่งต่อเหยื่อที่เป็นชาวทวีปแอฟริกาค่อนข้างลำบาก เพราะไม่มีสถานทูตอยู่ในประเทศไทย จึงต้องประสานกัน

บีบีซีไทย ยังติดต่อสอบถามไปยังสถานทูตอีกหลายประเทศ เกี่ยวกับกระบวนการในการส่งตัวผู้ที่ตกค้างอยู่ในศูนย์พักพิง รวมเกือบ 7,000 คนที่ยังตกค้างอยู่ที่เมียนมา

เจ้าหน้าที่ด้านข้อมูลข่าวสารของสถานทูตเนปาลประจำประเทศไทย ให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่า สถานทูตได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ทางการไทยเป็นอย่างดี ในการแจ้งข้อมูลเหยื่อชาวเนปาลหลังจากที่ข้ามแดนจากเมียนมามายังไทย โดยมีชาวเนปาล 7 คน ที่ข้ามแดนมาอยู่ที่ศูนย์พักพิงภายใต้การดูแลของ พมจ.ตาก

ซึ่งที่ผ่านมาในกระบวนการคัดกรองและประสานส่งตัวเหยื่อชาวเนปาลกับทางการไทย เป็นไปอย่างราบรื่น โดยหลังจากที่ทางการไทยประสานมายังสถานทูต สถานทูตก็ติดต่อแจ้งไปยังครอบครัวของเหยื่อเพื่อให้จัดหาตั๋วเครื่องบินให้พวกเขากลับประเทศ จนสามารถส่งเหยื่อกลับประเทศไปแล้ว 5 คน เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ขณะที่อีก 2 คน จะเดินทางกลับในวันที่ 24 ก.พ.

"กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เจ้าหน้าที่ปราบปรามการค้ามนุษย์ ตำรวจไทย ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง พวกเขาช่วยเหลือพวกเราดีมาก ๆ พวกเราประสานงานกันตลอด เรามี WhatApps ที่เราติดต่อกัน ผมไม่คิดว่ามีอะไรที่เราอยากจะร้องเรียนเกี่ยวกับพวกเขานะ เราประสานงานกันดีมาก ๆ"

เจ้าหน้าที่สถานทูตเนปาลรายนี้ ระบุอีกว่า ที่ผ่านมา กระบวนการส่งตัวชาวเนปาลกลับประเทศต้องใช้เวลาหลายวัน เนื่องจากสถานทูตไม่มีงบประมาณ จึงต้องใช้เวลาในการประสานญาติของเหยื่อแต่ละรายให้ส่งตั๋วเครื่องบินมาให้ แต่การประสานกับทางการไทย เป็นไปอย่างราบรื่น

"เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขา [เหยื่อ] ข้ามพรมแดนมายังไทย เราต้องการเวลาพักหนึ่งในการติดต่อกับครอบครัวของพวกเขา เพราะพวกเขาไม่สามารถซื้อตั๋วเครื่องบินได้ทันที พวกเขาเป็นเหยื่อ พวกเขาไม่มีเงิน และสถานทูตของเราก็ไม่ได้มีงบประมาณมาก" เขาเปิดเผย "เราก็ไม่ได้คาดการณ์ไว้ก่อนว่าจะมีเหยื่อกี่คน เราก็เลยก็ต้องการเวลามากกว่าปกติซักหน่อย แต่สุดท้ายมันก็จัดการได้"

ส่วนเหยื่อที่ยังอยู่ฝั่งเมียนมาเกือบ 7,000 คนนั้น เจ้าหน้าที่สถานทูตเนปาลรายนี้ระบุว่า เขายังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัดจากทางการไทยหรือเมียนมา ว่ามีชาวเนปาลจำนวนเท่าไหร่ และสถานทูตเนปาลในเมียนมาก็ยังไม่มีข้อมูลส่วนนี้ แต่เท่าที่ได้รับการประสานจากญาติ ประเมินว่ามีชาวเนปาลอีกประมาณ 7 คน ที่ยังรอการส่งตัวข้ามแดนจากฝั่งเมียนมา แต่ตัวเลขที่แท้จริงจะมีเท่าไหร่นั้น อาจจะต้องรอให้ข้ามแดนมายังฝั่งไทยก่อน จึงจะทราบชัดเจน

ด้านเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรียประจำประเทศไทย เปิดเผยกับบีบีซีไทยเมื่อ 24 ก.พ. ว่า สถานทูตไนจีเรียไม่มีปัญหาในการดำเนินการส่งตัวเหยื่อคอลเซ็นเตอร์ชาวไนจีเรียกลับ เพราะมีติดค้างอยู่ที่ศูนย์พักพิงเพียง 1 คน เท่านั้น ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการประสานส่งกลับ ส่วนเหยื่อที่ยังอยู่ในการดูแลของกะเหรี่ยง BGF และ DKBA ในฝั่งเมียนมา จะมีชาวไนจีเรียด้วยหรือไม่ ทางสถานทูตฯ ต้องรอการประสานจากกระทรวงการต่างประเทศของไทย

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหมของไทย พร้อมด้วย นายหลิว จงอี้ ผู้ช่วย รมต.ความมั่นคงและสาธารณะของจีน และ พล.อ.อ่อง จอ จอ รมช.มหาดไทยแห่งเมียนมา จับมือถ่ายภาพร่วมกัน หลังลงพื้นที่ติดตามปัญหาคอลเซ็นเตอร์เมื่อ 20 ก.พ.

ผู้เชี่ยวชาญชี้ แค่แบล็กลิสต์แต่ไม่คัดกรอง แก้ปัญหาสแกมเมอร์ไม่ได้

"วัตถุประสงค์ของไทยคืออะไร คือจะทำให้คอลเซ็นเตอร์ และการปราบปรามอาชญากรรมหมดไป หรือแค่ต้องการจะสื่อว่าไทยพยายามทำอะไรแล้วนะ ทำได้หรือไม่ได้ก็ทำเท่าที่ไทยจะทำ" โรยทราย วงศ์สุบรรณ ที่ปรึกษาการรณรงค์นโยบายเพื่อเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติแห่งประเทศไทย (Migrant Working Group - MWG) ตั้งคำถาม

เธอมองว่า การที่ไทยจะไม่รับเหยื่อคอลเซ็นเตอร์ข้ามแดนมาเพิ่มนั้น อาจไม่ตอบวัตถุประสงค์ด้านการป้องกันอาชญากรรม และยังมองว่าการปล่อยให้เหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ ติดค้างอยู่ในเมียนมาซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งฐานขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเขา และยังสะท้อนถึงความ "อ่อนแอ" ของทางการไทย ในการเตรียมความพร้อมจัดการปัญหา

"คือประเทศไทยเนี่ยเป็นรัฐนะ แต่ BGF หรือ DKBA พวกนี้เป็น non-state armed group [กลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐ] นะ เขาไม่ใช่รัฐนะ แต่เขายังจะต้องจัดการกับปัญหาเลย เพราะว่าเขาก็ทนแรงกดดันไม่ไหว ทั้งจากนานาชาติแล้วก็เสียงก่นด่าในประเทศ" โรยทราย ระบุ

เธอตั้งคำถามว่าเหตุใดประเทศไทยซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมดีกว่าเมียนมา จึงไม่สามารถจัดการอาชญากรรมข้ามชาติได้ ทั้งที่ปัญหาคอลเซ็นเตอร์ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เรื้อรังมาเป็นปี ๆ ดังนั้น หากทางการไทยไม่มีศักยภาพในการรองรับเหยื่อที่ยังติดค้างในเมียนมาให้ข้ามแดนมา นั่นหมายความว่าไม่มีการติดตามปัญหา หรือประเมินตัวเลขเหยื่อเพื่อเตรียมพร้อมรับมือมาก่อนหรือไม่

"เราก็ต้องตั้งคำถามไปที่ระบบข่าวกรองและระบบ intelligence [สืบราชการลับ] ของปัญหากระบวนการค้ามนุษย์ คุณปล่อยให้ปัญหามันลุกลามใหญ่โต คุณไม่ได้มอนิเตอร์ไว้เหรอว่า การข้ามเข้าออกชายแดน คุณไม่ได้มอนิเตอร์ไว้หรอว่า ฝั่งที่ข้ามแม่น้ำเมยพม่าจากไทย มันมีลักษณะ compound [ร่วมกัน] ที่ประกอบธุรกิจที่เป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศเท่าไหร่อย่างไร คุณไม่มีระบบการข่าวร่วมกับ BGF หรือประเทศเพื่อนบ้านเหรอ เราจะมีศูนย์ border committee [คณะกรรมการชายแดน] ทั่วประเทศไทยทำไม ถ้าข้อมูลที่ได้มันไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอาชญากรรม" โรยทรายตั้งคำถาม

เธอยังมองอีกว่า หากไทยไม่อนุญาตให้กลุ่มคนเหล่านี้ผ่านข้ามแดนมาคัดกรองภายในประเทศ แต่ใช้วิธีส่งกลับผ่านเมียนมาโดยตรง แล้วเพียงแค่ติดแบล็กลิสต์ไว้ไม่ให้เข้าไทย สุดท้ายก็จะไม่มีการถอดกระบวนการทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ว่ามีการแบ่งหน้าที่ส่วนต่าง ๆ เช่น คนดูแล ระบบไอที บัญชีม้า ฯลฯ อย่างไร ทำให้คนผิดลอยนวล และอาจเปลี่ยนฐานไปประเทศอื่นแต่ยังทำงานหลอกคนไทยได้อยู่ดี

"เราไม่ได้ต้องการให้ประเทศไทยคัดแยกผู้เสียหาย เพื่อจะบอกว่ามีผู้เสียหายกี่คนเอาไปรายงานประเทศสหรัฐฯ เราต้องการให้เกิดกระบวนการปราบปรามอาชญากรรม และไม่ให้อาชญากรติดนิสัยว่า ทำคดีค้ามนุษย์ผ่านประเทศไทยสุดท้ายก็จะพ้นผิด เพราะศักยภาพของหน่วยงาน law enforcement [การบังคับใช้กฎหมาย] ของไทยไปไม่ถึง" เธอระบุ

นักวิชาการรายนี้ยังประเมินอีกว่า หากกองกำลังกะเหรี่ยง BGF หรือ DKBA ลอยแพคนที่ดูแลอยู่ในมือเกือบ 7,000 คน ขึ้นมาจริง ๆ ก็มีความเป็นไปได้มากกว่าที่กลุ่มคนเหล่านี้จะพยายามหาทางข้ามฝั่งมายังไทย มากกว่าจะย้อนกลับไปยังตัวเมืองเมียวดี เพื่อเข้าไปขอความช่วยเหลือจากสถานทูตหรือบริการกงสุลนครย่างกุ้ง

"มันยากมากเลยนะที่จะเดินทางจากเมียวดีวันนี้ โดยไม่มีเงินหรือทรัพยากรติดตัว เพื่อเข้าไปสู่ย่างกุ้ง แล้วขอความช่วยเหลืออีกทีนึง ความไม่สงบก็มี แล้วพม่าพอมีสงคราม ค่าใช้จ่ายในการเดินทางก็แพงขึ้น คุณก็ไม่รู้ภาษา ไม่เข้าใจภูมิศาสตร์น่ะ มันจะไปยังไง" โรยทราย ระบุ

เธอไม่ยืนยันว่าฉากทัศน์นี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่ในเชิงภูมิศาสตร์แล้ว หากกลุ่มคนเหล่านี้ต้องการเอาตัวรอดตามธรรมชาติของมนุษย์ การพยายามข้ามแดนมาฝั่งไทย ดูจะง่ายกว่าการออกไปทางอื่น

"คิดดูว่าภาพตอนนี้นักข่าวก็อยู่แม่สอดจำนวนมากใช่ไหมคะ ที่ [อำเภอ] พบพระ แล้วก็เราทำข่าว แล้วถ้ามันมีภาพคนหลักร้อยหลักพัน เดินข้ามแม่น้ำมา เพื่อจะมาขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทย ว่าเขาไม่สามารถทำงานในฝั่งนู้นได้แล้ว เขามีความประสงค์จะกลับประเทศต้นทาง มันใช่ภาพลักษณ์ที่ดีกับประเทศไทยไหม" เธอระบุ